กระบวนการบรรลุธรรม อริยมรรค  อริยผล

บทความนี้ผมได้ตั้งใจเขียนขึ้นมาเพราะเห็นว่า สมควรแก่เวลาแล้วที่จะทำ
 
ทั้งนี้ ทั้งนั้น ท่านทั้งหลายโปรดใช้หลัก กาลามะสูตร พิจาณาด้วยปัญญาอันดี
ด้วย โยนิโสมนสิการ  ก่อนว่าจะเห็นควรเชื่อหรือไม่ ก็แล้วแต่เหตุแต่ธรรม 
ตามที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธพระพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสสั่งสอนไว้ดีแล้ว
 
หากผิดพลาดประการใดข้าพเจ้าขอน้อมรับไว้มา ณ ที่นี้
 
                กระบวนการบรรลุธรรม อริยมรรค  
                ผู้ที่จะได้ดวงตาเห็นธรรมนั้นๆ ได้ จะต้อง “รู้แจ้ง” ในข้อใดข้อหนึ่งของ “ไตรลักษณ์”
คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (รู้แจ้งข้อเดียวตามวาสนาของตน)
 
                เมื่อบารมีถึงพร้อมแล้วกระบวนการ อริยมรรค จะเกิดขึ้น ในอัปปานาสมาธิ
โดยจะเห็นสภาวะธรรมหนึ่งๆ นั้นๆ แสดงไตรลักษณ์ แล้วเกิดปัญญาตัดกิเลสขึ้น
                ดังมีกระบวนการบรรลุธรรมดังนี้ 
 
ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ (เห็น สภาวะธรรมใดๆ หนึ่งๆ เกิดขึ้นก่อน)
ญาณัง อุทะปาทิ (เกิดความหยั่งรู้ เห็นสภาวธรรมนั้น แสดงไตรลักษณ์)
ปัญญา อุทะปาทิ (เกิดปัญญาเข้าใจในไตรลักษณ์ของสภาวะธรรมนั้น)
วิชชา อุทะปาทิ (รู้แจ้งในอริยสัจ บางส่วนหรือทั้งหมด )
อาโลโก อุทะปาทิ (เกิดแสงสว่าง ดวงอริยมรรค แหวกกิเลสนั้น ตัดกิเลสนั้น ได้อย่างสมุจเฉทปหาน)
 
กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาเกิดขึ้นตามวาสนาบารมี 
หากเป็นเอกพีชีโสดาบัน จะเกิดขึ้นประมาณ 2-3 ขณะจิต 
การเป็น โกลังโกละ หรือ สัตตักขัตตุงปรมะ จะใช้เวลานานกว่านั้น (ตามคำกล่าวของครูบาอาจารย์)
 
หลังจากเกิดอริยมรรคแล้ว ขณะจิตต่อมาจะเกิด อริยผล สืบเนื่องต่อกันไปในทันที
จิตจะถอนออกมาจากอัปปานาสมาธิ แล้วรับ อริยผล ในขณะจิตปกติธรรมดา
 
                ขณะจิตต่อมาจะเกิด ปัจจเวกขณะญาณ พิจารณาธรรม
เป็นปัญญาเข้าใจรวบยอด ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามมา ดังคำกล่าวที่ว่า
 
                ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา”
 
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------

 
                อริยผล กับ ความสัมพันธ์กันระหว่าง ปรมัตถธรรม และสมมุติบัญญัติ 
                ผู้บรรลุธรรมจะเห็นในทันที ที่ได้รับอริยผลว่า 
กายนี้ ใจนี้ ไม่เหมือนเดิม ผู้นั้น จะเข้าถึงสภาวะแห่ง "ความไม่เป็น" 
ไม่ได้เป็นทั้งคนเดิม หรือ คนใหม่ และไม่ได้เป็นแม้ในสิ่งใด อะไรๆ เลย
เป็นเพียง “บุคคลโดยสมมุติ ใดๆ หนึ่งๆ หรือ สรรพสัตว์ ใดๆ หนึ่งๆ ที่มีอยู่ แต่... นิรนาม” 
 
ผู้ที่ได้อริยมรรคอริยผลขึ้นมาแล้วจริงๆ เช่น พระโสดาบัน 
จะไม่รู้สึก โดยสภาวะ ว่าตัวเองได้เป็นพระโสดาบัน และไม่ได้เป็นแม้ในสิ่งใดๆ ด้วย
 
ในสภาวะธรรมแห่งความไม่เป็นแม้ในสิ่งใดๆ 
นั่นแหละคือ "ความรู้สึกแท้จริงที่ สักกายทิฏฐิหายไป"
 
ตัวตนที่แท้จริงของ อริยมรรค อริยผล คือ ปัญญา(เพื่อความพ้นทุกข์) 
ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อความมี ความเป็น หรือแม้ในสิ่งใดๆ
 
หากใครรู้สึกว่าตนเอง "ยังเป็นอะไรๆ อยู่ก็ตาม" 
ผู้นั้นจะไม่มีวันได้เป็นพระอริยะ แม้ขั้นใดๆ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ 
 
เพราะถ้ายังรู้สึกว่า “เราเป็น” แม้ในสิ่งใดๆ แปลว่า ความมีความเป็น ในตัวเราของเรายังอยู่
เมื่อ ความมีความเป็น ตัวเราของเรายังอยู่ = สักกายทิฏฐิยังอยู่ นั่นแปลว่ายังไม่บรรลุธรรม
 
เมื่อใดที่ "เข้าถึงความไม่เป็นนั้นแล้ว" จะได้ ชื่อเรียกสมมุติ 
ตามที่ พระพุทธเจ้า ทรงตั้งชื่อ ให้สมมุติบัญญัติไว้ ว่าเป็น.... พระ...." 
ตามระดับของภูมิธรรมนั้นๆ
 
“เพราะไม่ได้เป็น จึงได้ชื่อเรียก ว่าเป็น......”
(เพราะไม่ได้เป็น ตามปรมัตถธรรม จึงได้ชื่อเรียก ตามสมมุติบัญญัติ ว่าเป็น)
 
ความสัมพันธ์กัน ของ/ระหว่าง ปรมัตถธรรม และ ชื่อเรียก ตามสมมุติบัญญัติ จึงมีด้วยเหตุนี้
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
การเข้าถึงไตรสรณคม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง
“ผู้ได้เห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา (ตถาคต)”
ผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม จะเห็นว่า ธรรมนี้ ที่ได้ผ่านมานี้แล้วเท่านั้น ที่ทำให้เกิดความบริสุทธิ์พ้นทุกข์ได้ 
หนทางที่กระทำให้แจ้งซึ่ง มรรค ผล นิพพาน ได้ คือ อริยมรรค มีองค์ 8 อันมี สติปัฏฐาน 4 นี้ประกอบด้วยเท่านั้น ทางอื่นนอกจากนี้ไม่มีอีก
 
1.เมื่อ “ดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นแล้ว” จะรู้ว่า “ธรรม ที่ทำให้เข้าถึงความเป็นอย่างนี้มีอยู่จริง”
ดวงตาเห็นธรรม ที่ทำให้เห็นธรรมที่ถูกต้อง ตรงนี้เองที่ทำให้ สีลัพพตปรามาส ถูกละไป
 
2.เมื่อ สักกายทิฏฐิถูกละแล้ว จะรู้ว่า “ความเป็นอย่างนี้(พระอริยะ)มีอยู่จริง”
และตัวเราเองก็เป็นผู้หนึ่ง ที่เข้าถึงความเป็นอย่างนี้(พระอริยะ)
แม้ในผู้อื่น ที่เข้าถึงความเป็นอย่างนี้(พระอริยะ) เข้าถึงมาก่อน หรือยิ่งกว่านี้ ย่อมมีอีก
 
3.เมื่อธรรมนี้มีอยู่ ผู้รู้ตามได้มีอยู่จริง เมื่อนั้น จะประจักษ์แจ้งแก่ใจว่า 
ผู้ตรัสรู้ธรรมนี้ด้วยพระองค์เอง ผู้เป็นต้นทางแห่งธรรมนี้ 
และนำธรรมนี้มาประกาศพระศาสนา “ท่านผู้นั้นย่อมมีอยู่จริง”
เราจะได้พบพระพุทธเจ้าพระองค์จริง เมื่อจิตดำเนินมาถึง “ขณะนี้”
 
“ผู้ได้เห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา (ตถาคต)”
 
วิจิกิจฉาในพระรัตนไตร ก็เป็นอันถูกละไป 
เพราะได้เข้าถึงพระรัตนไตรนี้แล้วด้วยตนเอง
 
“ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ”
 
ทั้งนี้ กิริยาการทบทวนธรรม ของผู้ได้มรรคผลในแต่ละท่านนั้น อาจมีการเรียงลำดับเพื่ออธิบาย ในลักษณะต่างกัน 
ตามวาสนา บารมี และปัญญาอินทรีย์ของแต่ละคน ไม่ได้อธิบายเรียงตามลำดับ 1 2 3 เสมอไป
 
ในแง่มุมของการบรรลุธรรมยังมีละเอียดอีกมาก ที่ร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน 
แต่หากใช้เวลาอธิบายโดยละเอียดมากกว่านี้ ก็จะเป็นเรื่องที่เกินจำเป็น 
จึงขอกล่าวโดยพอสมควรแก่ธรรมไว้เพียงเท่านี้ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติ สามารถตรวจสอบตนเองได้
และเป็นหลักฐานของกระบวนการ บรรลุธรรม สืบไป
 
เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูยิ้มติ
มาลองดูเถิด ธรรมเพื่อความพ้นทุกข์นี้มีอยู่จริง 
ท่านทั้งหลายสามารถรู้ ได้ด้วยดวงตาเห็นธรรมนั้น ด้วยตนเอง
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
 
หมายเหตุ 
ผู้ที่สามารถพยากรณ์อริยมรรคอริยผลผลได้อย่างเด็ดขาด แบบไม่มีใครคัดค้านได้
มีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่เนื่องจากในปัจจุบันพระพุทธเจ้าท่านไม่อยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้
 
ดังนั้น ผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามที่เข้าถึงธรรมะนั้นๆ แล้ว จึงมักไม่บอกกับคนทั่วไป 
เพราะหากพูดไปบอกไป แล้วเขาไม่เข้าใจ เกิดปรามาสเราขึ้นมา
จะเป็นกรรมหนักแก่เขา อาจตกนรกหรือต้องชดใช้กรรมหนักมากๆ 
 
ทั้งนี้ ในบางครั้ง ผู้เข้าถึงธรรมนั้นๆ ก็อาจบอกแก่บุคคลผู้คู่ควร ในเหตุการณ์ที่คู่ควร เมื่อเวลานั้นมาถึงได้เหมือนกัน 
โดยมักบอกเล่าแบบอ้อมๆ ด้วยสภาวะธรรมให้พอเข้าใจ แล้วผู้มีปัญญานั้นๆ จะพึงรู้ได้เอง
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่