นิยายเบาสมอง : Mikaza ไอ้บ้าเอ๊ย! ( 12 : นายรัตน์ฉันแสบตา )

กระทู้สนทนา
เช้าวันอังคารหลังจากที่นักเรียนเข้าแถวเคารพธงชาติกันเสร็จ ภายในห้องเรียน ม.5/4  มีดรุณีนางหนึ่งผู้มีความเย่อหยิ่งเฉิดฉันเป็นเอกลักษณ์  กำลังนั่งไขว่ห้างกอดอกอย่างตั้งอกตั้งใจรอใครคนหนึ่ง  เก้าอี้ที่เธอคอยเป็นของสาวงามเบอร์หนึ่งของโรงเรียน  ดวงหน้าและแววตามีรอยยิ้มที่พอมองดูแล้วชวนขนลุกมากกว่าชื่นชม  คล้ายกำลังดักเล่นงานใครอยู่
            สมาชิกนักเรียนเจ้าของห้องเริ่มทยอยเข้ามานั่งประจำที่ของตัวเองเกือบครึ่งค่อนห้อง   แววตาแต่ละคนมองหล่อนด้วยความระแวงและสงสัย
            ...จะมาตบใครรึเปล่าวะ...
          สีหน้านิ่งอย่างเป็นปกติธรรมชาติของหล่อน  แววตาขวาง ๆ  เพ่งไปที่หน้าประตูคอยคนที่เธอต้องการ
            ไม่นานเสียงเจื้อยแจ้วสนุกสนานดังมาให้คนในห้องได้ยินตั้งแต่ทางเดินขึ้นบันได  เพื่อนส่วนใหญ่รู้แล้วว่า  นางฟ้าและเหล่าคนใช้ใกล้มาถึงแล้ว
            รอยยิ้มบนใบหน้างาม ๆ แสยะเหยียดขึ้นอย่างพอใจ  หากผู้ใดกำลังแอบลอบดูอยู่ตอนนี้  คงนึกถึงบทสวดมนต์ก่อนเป็นลำดับแรกขอให้พระคุ้มครองเจ้าพระคุณเอ้ย.. 
            ร่างระหงหุ่นอ้อนแอ่นพ่านพ้นประตูหน้าห้องเรียนเข้ามา  มีอันต้องชะงักไปตาม ๆ กันกับเหล่าบริวาร
            คนตัวใหญ่สุดปรี่เร็วกางแขนเข้ามาบังหน้าเพื่อนสาวสุดหวงแหนเป็นคนแรก  พร้อมปกป้องทุกคน
            “ปลายมาทำอะไรโต๊ะตรี  เมื่อวานก็ไปซ้อมให้แล้วยังจะอะไรอีก”
            เสียงแปดหลอดกะทำลายขวัญคนฟังก่อน  เห็นหญิงสาวที่นั่งคอยมีท่าทางไม่น่าไว้วางใจ  
            ดาวอันดับสองยันตัวขึ้น  มือประสานกันหมุนบิดเหยียดขึ้นสุดมือยืดตัวพร้อมกับเขย่งเท้าบิดขี้เกียจ  เปลี่ยนท่ามาบิดตัวไปทางซ้ายเสร็จแล้วบิดไปทางขวา  ต่อด้วยเอียงหัวซ้ายขวาสลับกันให้กระดูกลั่นกรอบเบา ๆ   
เมื่อเธอรู้สึกร่างกายเข้าที่เข้าทางแล้วจึงหยุดนิ่ง  ก้าวเดินอย่างมั่นใจตรงเข้าไปหาสาวร่างตุ้ยนุ้ยที่บังเพื่อนสาวแทบมิด  อาการปลายนภาเมื่อครู่เหมือนกำลังวอร์มร่างกายก่อนลงสนาม  ...แล้วหน้าใครจะเป็นลูกวอลเลย์ล่ะ...
            น้อยกลืนน้ำลายลงเฮือก  พยายามฝืนใจทำเก่งสู้  ทุกย่างก้าวเดินเหมือนมันสะเทือนมาทั่งร่างอ้วนของเธอ
            ร่างบางระหงมาหยุดยืนสง่างามอยู่ตรงหน้า  สายตามองตรงเห็นแต่กระหม่อมผมคนยืนขวาง  เธอนึกรำคาญตากับสิ่งที่พบเห็น  อยากคุยกับคนที่อยู่ข้างหลังมากกว่า  จึงใช้เรียวมือพลักไหล่อวบออกไปด้านข้างให้พ้นทาง  หญิงร่างอุ้ยอ้ายเสไปตามแรงแต่โดยดี  น้อยอ่อนยวบด้วยรัศมีนางพญาที่แผ่มาจับจิตเธอเรี่ยวแรงไม่มีไร้ซึ่งพลังต่อต้าน
            “สรุปจะยังไง  คืนนี้”
            เสียงแข็งหน้าเฉียบถามออกไปโต้ง ๆ
            ประโยคนี้สร้างความฮือฮาขึ้นในห้องเรียนทันที  เริ่มซุบซิบไปต่าง ๆ นานา
            ประกายตาคู่งามสบตาคนพูดอย่างตำหนิ  ถอนหายใจแรงฟืดหนึ่งระบายความร้อนอกอย่างหน่ายระอาใจ  คว้ามือปลายนภาดึงร่างระหงให้เดินตามออกมาข้างนอกห้อง  แล้วฉุดเดินต่อไปที่โถงบันได  จะได้ปลอดคนในเวลานี้
            น้อยเพื่อนสนิทดาวอันดับหนึ่งที่ตัวใหญ่ดูมีเรี่ยวแรงมากกว่าเป็นไหน ๆ  กลับสู้บารมีของปลายนภาไม่ได้  แต่ทว่า...ตรีรัตนากลับลากปลายนภาพาเดินออกมาได้อย่างง่ายดาย 
            เมื่อมาถึงโถงบันได  สองร่างงามยืนประชันหน้ากัน
            ตรีรัตนาชิงเป็นฝ่ายพูดก่อน
            “รู้นะ...ปลายอาศัยคนอยู่กันเยอะๆ ในห้องเรียนเพื่อเพิ่มแรงกดดันตรีใช่ไหม”
            ปลายนภากอดอกเชิดหน้ารับใส่ 
            “ฉลาดดีนี่...สมแล้วที่วางแผนให้นายรัตน์”
            “แผนอะไร?”
            หล่อนตีหน้าซื่ออย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
            “ตรี...เอาเป็นว่าเราสองคนตอนนี้มองตาก็รู้ใจ  ต่างก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรและคิดอะไรอยู่  แล้วคิดดีแล้วรึ...ร่วมมือกันมาเล่นงานปลาย”
            ตรีรัตนาเรียวคิ้วคู่งามขมวดชนกันอย่างไม่พอใจ  ก่อนตัดสินใจต้องพูดอะไรบางอย่างออกไป
            “เรื่องที่ปลายทำกับรัตน์มันเกินไป  เพราะยังไงตรีก็ต้องมาช่วยอยู่แล้ว  มันเป็นความรับผิดชอบของรัตน์”
            สาวหน้าหมวยเบิกตาโตอย่างประหลาดใจ จ้องหน้าเขม่งเมื่อได้ยินคำพูดเมื่อกี่คล้ายมีความนัยซ่อนอยู่
            “เธอสองคนเป็นอะไรกัน...ถามจริง”
            “เราสองคนเป็นอะไรมากกว่าที่ปลายคิด  เอาเป็นว่าหยุดสะเถอะนะ  เรื่องที่จะให้ตรีไปซ้อมติวเข้มที่บ้าน  มันไม่มีประโยชน์อะไรให้ปลายสืบต่อหรอก  ถึงต่อให้รู้เรื่องของเรา  ก็ไม่มีผลกับการเต้นปอมปอมเชียร์ของเธอหรอก”
            “ไหนว่าจะรับผิดชอบ  ถ้าทีมแพ้ยับเยินขายหน้า  ตรีเองก็ต้องมีส่วนเพราะรับปากและได้เข้าร่วมแล้วด้วย”
            “ก็ทำอยู่นี่ไง  ซ้อมตอนเย็นก็พอมั้ง”
            คนพูดชักรำคาญของใกล้ของขึ้น
            “ไม่พอ!...ต้องไปซ้อมต่อที่บ้าน  ไม่มีเวลาแล้ว”
            “นังคนเห็นแก่ตัว...โลภมาก!!”
            ตรีรัตนาหลุดปากคุมอารมณ์ไม่อยู่   สีหน้าแววตาเหมือนมีไฟพวยพุ่งอยู่ในนั้น  เธอโกรธหน้าแดงอย่างให้เห็นได้ชัด 
เล่นเอาคนฟังถึงกับตัวชาเย็นเฉียบไปทั้งร่าง  หัวหน้าทีมปอมปอมเชียร์ไม่เคยมีใครกล้าด่าเธอได้ขนาดนี้  ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน  นี่เป็นครั้งแรกที่โดนด่าแรง ๆ ใส่หน้า
            ดวงกลมโตชั้นเดียวน้ำตารื้นขึ้นอย่างเสียใจ  เธอไม่อยากให้ใครเห็นลอบหันหน้าหนี  ใช้หลังมือป้ายเช็ดน้ำตาออก  จะแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็นไม่ได้  ตั้งหลักใหม่พูดขึ้นต่อ
            “จะไม่มาจริง ๆ ใช่ไหมนี่  ปลายเองก็นึกว่าเราจะเพื่อนกันได้  ตรีไม่นึกหน่อยเหรอว่า  กีฬานี้...คนดูเป็นพันห้อมล้อมเราอยู่  หากตรีผิดพลาดไปไม่อายเขาแย่เหรอ”
            “หึ...ชักแม่น้ำทั้งห้าอ้างไปเรื่อย  คนอย่างปลายน่ะเล่ห์เหลี่ยมเยอะ  ไม่มีใครเค้าเชื่อหรอก”
“นี่เรื่องจริง  ปลายลงแข่งวันแรกยังจำได้ ยังอายมาจนถึงทุกวันนี้  ตรีตัดสินใจใหม่ได้นะ”
“พอแล้ว...ไม่อยากฟัง  ไม่เอา! ไม่เอา! ไม่เอา!!”
            ตรีรัตนาสวนคืนทันควันอย่างหัวเสียเสียงดัง  แล้วเดินหนีฟึดฟัดเข้าห้องเรียนตัวเอง
            ปลายนภาได้แต่มองตามหลังร่างเพรียวอย่างใจหายและผิดหวังในคราวเดียวกัน    
 
 
“นี่แกสงสารปลายวะ  ตรีนี่ก็ใจร้ายน่อ  ดูพูดกับปลายเข้าสิเห็นยืนร้องไห้ตั้งนานเลย”
            เสียงหญิงสาวคนหนึ่งก้องสะท้อนห้องน้ำหญิง  บนปกคอเสื้อมีดาวอยู่สองจุด  บ่งบอกสถานะว่าเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมที่ห้า  ในกลุ่มมีอีกสองสามคนยืนเรียงกัน  กำลังปัดแต่งหน้าอ่อนเบา ๆ ไม่ให้ครูจับได้  และดูความเรียบร้อยของตัวเองขณะยืนอยู่หน้ากระจก  มีความคันปากอยากเมาท์เรื่องเมื่อตอนเช้า  พวกหล่อนบังเอิญไปเห็นเข้าขณะเดินขึ้นบันไดไปห้องเรียน  
            “เอาจริงนะ...พวกเราก็อยู่ห้องเดียวกันกับปลายมาตั้งปีหนึ่ง  ปลายก็ดูหยิ่งมั่นใจไปงั้นละ  จริงแล้วไม่มีอะไร  ภายนอกดูแข็ง ๆ ภายในยังไงก็ผู้หญิง”
            “ตรีนี่สิ  ไม่นึกเลยว่าจะทำให้ปลายร้องไห้ได้  ว่าแต่แก...เขาทะเลาะเรื่องอะไรกัน”
เด็กหญิงผมยาวหางม้าพูดเสริมขณะยืดตัวไปใกล้กระจกเพื่อปัดอายลายเนอร์
            “เท่าที่รู้จากฟางนะ  เห็นว่าเมื่อวานปลายดูเครียด ๆ เรื่องที่ตรีซ้อมยังไม่ได้”
            “อะไร!...ก็เห็นตรีไปเต้นแอโรบิกตอนเช้ามืด  อยู่ที่ลานสวนชมน่านท่ากับจังหวะนี่เป๊ะ ๆ ”
            “มันเหมือนกันทีไหนล่ะ  แอโรบิกกับการเต้นปอมปอมเนี้ย...โง่จริง” 
            “พูดงี่เดี๋ยวมีตบ  เดี๋ยว ๆ”
            “แหม่ ๆ หยอกหยอก”
            หล่อนยิ้มทำหน้าทะเล้นใส่
            สองสาวที่เหลือได้แต่ยืนฟังอย่างเงียบ ๆ มือไม้ปัดแต่งหน้าส่องตัวเองในกระจกเอียงซ้ายทีขวาทีเชคองศามุมกล้องสวยพอรึยัง  พอให้เดิน ในโรงเรียนได้อย่างมั่นใจ
            “ว่าแต่ปลายนี่ก็ซวยดีน่อ  เห้นเขาว่า...โดนลูกบอลของรัตน์อัดเข้าเต็ม ๆ ล้มทั้งยืนตอนต่อตัวอยู่ชั้นบนสุดด้วย  หล่นลงมาแทบรับไม่ทัน  หล่อแค่ไหนแรงควายแบบนี้ก็ไม่ไหวนะ”
            สองสาวในชุดนักเรียนที่เอาแต่แต่งหน้าจัดผมเอียงคอเงี่ยหูฟัง
            “ได้ข่าวว่าถอดเสื้ออุ้มกันเลยจ้า  หน้าอกนี่ขาวมาก  อ้าย...อยากกิน”
            “น่าเกลียด!!”
            สามสาวหันหน้ามาค้อนพูดขึ้นพร้อมกัน
คนเริ่มเรื่องเบ้ปากไม่สนใจยังคงคันปากอยากเล่าต่อ
            “เท่าที่ฟังเหมือนจะชวนกันไปซ้อมต่อที่บ้าน  เราก็พอเข้าใจนะเหลือเวลาอีกสี่วันเอง  ถ้าไม่ทำแบบนี้เห็นทีจะไม่รอด  มีหวังตกรอบชัวร์”
            “สงสัยตรีคงเป็นพวกระวังนู้นระวังนี่กลัวจนเกินตัว”
            “คงจริง...เห็นอยู่แต่ในห้องเรียน  ไม่เห็นออกไปไหน”  
เพื่อนอีกคนกำลังเติมลิปมันกล่าวเสริม
            “เชอะ...จะเก็บตัวอะไรกันนักกันหนาขนาดนั้น  แต่ถึงยังไงก็ไม่น่าพูดแรงจนทำร้ายจิตใจใครหรอก  นี่ถึงขั้นปลายร้องไห้ออกมาเลยนะ”  
            “ใจดำ!!”
            สามสาวกระแทกเสียงดังออกมาพร้อมกัน
            หารู้ไม่...ทุกท้วนถ้อยคำล้วนเข้าหูสตรีนางหนึ่งที่ยังอยู่ในห้องสุดท้าย  เธอยังทำธุระไม่เสร็จ  และก็เป็นบุคคลที่ถูกพาดพิงพอดิบพอดี
            นี่สินะที่คนเขาโบราณเขากล่าวไว้  ...หน้าต่างมีหู  ประตูมีช่อง...  จะนินทาใครก็ให้ระวัง  อันนี้ตรีรัตนาได้ยินกับหูสองข้างเข้าเต็ม ๆ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่