เรื่องสั้น 'เอ็นวายกู' NYKU: New York Kitchen University



     สวัสดีครับ นี่คือเรื่องราวของหนุ่มเมืองกรุงที่หลงทางไปหาความฝันอยู่ที่เมืองนิวยอร์ก หรือที่คนไทยหลายคนเรียกว่านิ้วโหยก มันเป็นเรื่องของหนุ่มผู้กำกับที่ไม่รักดีเท่าไหร่ อยู่ๆ อยากจะเลิกทำงาน บริษัทโปรดักชั่นเฮ๊าส์ที่ตัวเองร่วมมือเปิดกันมากับแฟน ก็บอกขอลา โดยอ้างว่าจะมาเรียนซะอย่างนั้น จากมือที่เคยถือสคริป์ ถือกล้อง ถือปากกา ก็กลายมาเป็นถือถาด ถือจาน เสริ์ฟอาหารให้กับคนแทบจะทุกชนชาติไปซะอย่างนั้น ส่วนไอ้ที่ตอนแรกเริ่มที่วางเอาไว้ว่าจะมาเรียนภาษาขำๆ สักหกเดือน ก็ขอเลื่อนมาเป็นปีนึง ต่อมาก็กลายเป็นสองปี ผ่านแป๊ปๆ เป็นห้าปี สุดท้ายนี้รู้สึกตัวอีกที อ้าว! กูอยู่มาสิบกว่าปีแล้วนี่หว่า... หลงทางกลับบ้านไม่ถูกซะแล้ว!
 
     เมื่ออยู่มานานเป็นหลักศิลาให้เด็กรุ่นใหม่ๆ เข้ามาไหว้มาเซ่นขนาดนี้ ผ่านประสบการณ์การทำงานต่างๆ มามากมาย ทั้งร้านไทย จีน ญี่ปุ่น เป็นมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะงานในร้านอาหารอย่างคนล้างจาน, คนปรุงอาหาร, คนส่งอาหาร, เด็กเก็บจาน, เด็กเสริ์ฟ, ผู้จัดการ, หรือแม้กระทั่งเป็นนินจา! จะงานนอกร้านอาหารอย่างเป็นคนเปิดเพลง, ตากล้อง, คนตัดต่อ, หรือแม้แต่เป็นอาจารย์ ก็ทำมาหมดแล้ว จึงทำให้ผมได้เปิดโลกทัศน์มากมาย ประสบการณ์การทำงานที่หลากหลายสายงานของผมนั้น มันทำให้ผมได้มีโอกาสที่ได้พบปะผู้คนจำนวนไม่น้อย พร้อมกับรับรู้รับฟังเรื่องราวต่างๆ มามากมาย บ้างก็เอเชีย บ้างก็ฝรั่ง บางทีถึงขนาดได้รับคำชม คำชวนให้ไปท้าชก ฟากปากกันข้างนึงเลยก็มี จะเป็นตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง จะเพราะปริมาณความเศร้าที่พ่วงมากับความโดดเดี่ยวในร่างกายมันมากเกินไปบ้างก็ว่ากันไป แต่อย่างไรก็ดี ผมก็มั่นใจว่าเรื่ิองราวที่เกิดขึ้นนั้น มันมีความน่าสนใจในตัวมัน ทุกรสชาดคละเคล้ากันไปหมด ดราม่ามั่งก็มี สนุกสนานเว่อวังก็เยอะ ชวนหัวให้ทั้งขบขันและปวดเศียรก็บ่อย ผมก็เก็บเอาเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นใส่ขวดกาลเวลาบ่มเอาไว้รอวันที่มันดีกรีความเข้มข้นถึงใจก็ว่าจะเปิดออกมาแบ่งเพื่อนๆ ให้ได้ลองลิ้มชิมรสกัน

     กลับมาเข้าเรื่อง เอ็นวายกูดีกว่า บอกไปใครก็คงไม่เชื่อว่า ก่อนจะมาที่นิวยอร์กนั้นผมมีแผนจะไปเมืองจีน! อาจจะเป็นเพราะว่าผมอยากจะรู้จักรากเหง้าของตัวเองว่าเป็นยังไง หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเสป็คของผมคือ ขาว หมวย สวย อึ๋ม! (แน่ล่ะว่าเป็นเสป็คร้อยละ90 ของชายไทย) ประชากรเมืองจีนก็มีตั้งหลายพันล้านคน ที่เห็นตามเว๊ปข่าวคาวทั้งหลาย อย่างน้องซูฉีหรือจะเป็นน้องลี โนตม (รู้หมดเลยซินะ ว่ามาจากเว๊ปไหน หึหึ) มันต้องมีหล่นมาหาผมซักคนล่ะวะ ผมเชื่ออย่างนั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นผมจึงได้ทำการเตรียมตัวหัดเรียนภาษาจีนก่อนเป็นเวลาเกือบๆ หนึ่งปี จนเริ่มจะมั่นหน้าได้ว่า พูดคุยได้นิดๆ หน่อยๆ คงพอใช้สื่อสารได้ ไม่อดตายในแผ่นดินปู่ย่าเป็นแม่นมั่น แต่ทุกอย่างมันก็ตาลปัตรกลับกลายจากสาวหน้าหมวย ผมดำเป็นสาวผมบลอนด์ ตาสีน้ำข้าวในชั่วเวลาเพียงแค่หนึ่งประโยค ผมจะเล่าให้ฟังครับ

     วันนั้นเป็นเวลาช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันอังคาร ผมแวะกลับมาที่บ้านหลังจากที่ไปเรียนภาษาจีนตามปรกติ วันนี้ผมตั้งใจจะมาคุยกับแม่เพื่อจะแจ้งว่า ผมจะเดินทางไปเรียนภาษาต่อที่เมืองจีน แหม่ เรียนภาษาทั้งที มันก็ต้องไปที่บ้านเกิดของภาษาใช่ไหมครับ รับรองแป๊ปเดียวเห็นผล เห็นแม่นั่งอยู่ที่ห้องทำงานชั้นล่างเตรียมตัวเก็บบิลกับน้องชายที่นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนรอเวลาบ้านปิดร้านตอนห้าโมงเย็น
     “ม๊า หวัดดีครับ” ผมเปิดประตูเข้ามาหาแม่ที่นั่งคิดบัญชีขายของอยู่
     “อือ” แม่ตอบรับคำ แบบที่ไม่ได้เงยหน้ามาจากบัญชีเหล่านั้นเลย
     “ผมมีเรื่องจะคุยกับม๊าหน่อยครับ” ผมทำเสียงขรึมขึ้นมาทันที อ๊ะ! ได้ผลแหะ แม่หันหน้ามาจากบัญชี ทำหน้าสงสัยว่า ลื้อมีเรื่องอะไรจะคุยกับอั๊ววะ ไอ่ตี๋ แต่ไม่ว่าลื้อจะคุยอะไรก็ตาม ปรกติมันก็ไม่ค่อยจะดีกับอั๊วเท่าไหร่เล๊ยยยย แม่คงคิดอยู่ในใจ
     “ผมว่าจะไปเรียนภาษาต่อที่เมืองจีนสักหกเดือนครับ แม่โอเคไหมครับ” ผมพูดไปแบบเรื่อยๆ น้องชายเงยหน้าจากหนังสือการ์ตูนมามองแบบตะลึงๆ คงไม่อยากจะเชื่อว่า จู่ๆ ผมจะบอกว่าจะไปต่างประเทศ แต่แม่ไม่ได้มีอาการตื่นเต้นหรือตกใจอะไรเลยครับ ก่อนจะหันกลับไปหาสมุดบัญชีต่อ
     “ก็ดีนะ...” แม่พูดเหมือนไม่ได้ใส่ใจ แต่คำว่า ‘ก็ดีนะ’ มันเหมือนกับว่าจะไปก็ไปหรือไม่ควรไปดีหว่า ขณะที่ผมกำลังคิดอยู่นั้น แม่ก็เสริมต่อว่า
     “แต่ไปอเมริกไม่ดีกว่าเหรอ อากู๋ลื้อก็อยู่ที่นั่นด้วย” แม่บอก
     “อเมริกาเหรอครับ” ผมทวนชื่อประเทศที่เคยได้ยินอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ได้รู้จักอะไรมากนัก นอกจากจะรู้ว่าเป็นมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลก มาเฟียผู้ซึ่งทำตัวเป็นพลเมืองดี (เหมือนนักการเมืองประเทศไหนซักทีนี่แหละนะ) นอกจากนั้นก็เป็นประเทศที่ผลิตอาวุธสงครามขายเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เวลาว่างก็ทำตัวเป็นตำรวจโลกเข้าไปแทรกแซงการเมืองภายในของประเทศที่อ่อนแอกว่า แม้จะจำได้แต่เรื่องที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แต่คำว่าอเมริกา มันก็รู้สึกว่า น่าสนใจมากกว่าประเทศจีนยังไงก็ไม่รู้สินะ
     “แล้วอากู๋เขาอยู่เมืองไหนเหรอครับ” ผมถามต่อ
     “กู๋อยู่นิวยอร์กไง ปีก่อนกู๋ยังแวะมาหาม๊าเลย นี่เฮียไม่รู้เรื่องเลยเหรอ?” น้องชายตอบแทนแม่ให้
     “ก็อั๊วไม่เคยเจอเลยแล้วจะไปรู้ได้ไงล่ะ” ผมตอบน้องไป ก่อนจะพูดต่อ
     “อืม...งั้นผมไปนิวยอร์กแทนแล้วกันครับม๊า โอเคนะ ตามนั้น” แหม่ เมืองนิวยอร์ก เมืองที่ผมเห็นในหนังมามากมาย เมืองที่ผมเคยได้ยินว่าเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับไหล เมืองที่เหล่านักล่าฝันมาตามหาอเมริกันดรีม มันไม่ต้องเลือกอะไรแล้วล่ะครับ พอกันทีอาหมวย อย่างกระผม หนุ่มไทย ฉายาอาโต เก้านิ้วเนี่ยมันต้องไปหาแหม่มหัวทองบน หัวทองล่างว๊อยยย วุ๊ย แค่คิดก็ฟินแล้ว! 555 นิวยอร์กจ๋ารอพี่ก่อนนะจ๊ะ ผมเปลี่ยนใจแบบตีโค้ง 360องศาทันทีเลย หลายคนอาจสงสัย เฮ้ย! เรียนภาษาจีนมาเป็นปีๆ จะมาทิ้งง่ายๆ อย่างนี้หรอ เฮ้ยไม่ใช่นะ โปรดทำความเข้าใจว่า ความรู้เนี่ยมันติดตัวเราตลอดเวลา ผ่านไปปีสองปีผมก็จำได้ไม่ลืมหรอก เชื่อซิ ไปเรียนภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลของโลกเราก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนภาษาจีนก็ยังได้ เข้าใจม๊ะ!

     แต่ใครจะไปรู้ล่ะครับว่า หลังจากนั้นมันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางจากบ้านอันแสนยาวนานของผม จากตั้งไว้ว่าจะเรียนภาษาสักหกเดือน ก็กลับกลายเป็นหนึ่งปี เป็นสองปี เป็นห้าปี เป็นสิบปี จนตอนนี้อย่าถามเลยว่าอยู่นิวยอร์กมากี่ปี ถามว่าจะอยู่ที่นี่อีกกี่ปีดีกว่า!

     หลังจากที่ผมเก็บเอาเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ บ่มมันลงในขวด ผ่านมาเนิ่นนานเป็นทศวรรษจนดีกรีได้ที่ ก็ถือเป็นวาระดีที่ผมจะเปิดขวดเอาเรื่องราวมาต่างๆ ออกมาหา-! เอ๊ย เอามาเล่าสู่กันฟังต่างหาก โดยไม่ได้หวังว่าจะรำ่จะรวยอะไรกับเขาหรอกนะ เพราะถ้าอยากรวย ผมกลับไทยไปเป็นสมัครเป็น สส.ดีกว่า! รวยกว่ากันเยอะ โดยที่ผมมีความเชื่อว่าเรื่องราวต่างๆ ที่ผมเจอมานั้น มันมีสาระและความสนุกคละเคล้าไปด้วยเสียงหัวเราะที่บางทีก็แอบทำให้น้ำตาซึมได้ แค่ชื่อ 'นิวยอร์ก' มหานครที่คนทั้งโลกใฝ่ฝันว่าในชีวิตนี้จะต้องมาเยือนให้ได้สักครั้ง เมืองที่ตอนแรกผมกะแค่ว่าจะมาเรียนภาษาชุบตัวสั้นๆ แต่กลับกลายเป็นว่ามันคือมหา’ ลัยชีวิตที่หล่อหลอมความคิดและชีวิตของผม ร้านอาหารชาติต่างๆ ที่เปรียบเสมือนกับคณะต่างๆ ในรั่วมหา’ ลัย ที่มีนักศึกษามากเชื้อชาติ ทุกวัยตั้งแต่วัยเด็กเอ๊าะๆ เด็กอายุ18 ยันนักศึกษารุ่นเดอะเรียนไม่จบ ทั้งๆ ที่อายุถึงขนาดเข้าวัยเกษียณแล้วก็ยังมี ต่างหน้าต่างวาระ ผลัดกันวนเวียนแวะมาลงทะเบียนเรียนกันที่เมืองนี้ไม่ขาดสาย คนเหล่านี้ เรื่องราวเหล่านี้แหละที่เป็นทั้งวัตถุดิบและก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับผมในการเขียน NYKU นี้
 
     แล้วก็ด้วยประสาของคนปากอยู่ไม่สุข บางครั้งผมก็อดไม่ได้ที่ต้องเหน็บแหนมประเทศสารขัณฐ์ บ้านเกิดเมืองนอนถึงความเจริญฮวบๆ อย่างไม่กลัวโดนมท.44 ยัดใส่รูอธิปไตยตรงง่ามก้นผมเลยเชียว
 
     หมายเหตุว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้ ล้วนเป็นเหตุการณ์จริงที่สมมุติขึ้นจากโครงเรื่องที่เกิดขึ้นจริงโดยที่ไม่ได้มีการปรุงแต่งอะไรหากไม่มีความจำเป็น เพียงเพื่อความบันเทิงเท่านั้นนะครับ โดยผมก็ต้องขออนุญาติที่จะต้องดัดแปลง เปลี่ยนบางส่วนแปลงบางตอน เพื่อปกป้องชื่อเสียงของทั้งสถานที่ หรือจะเป็นชื่อของผู้ถูกกล่าวถึงในเรื่องนะครับ กราบ...

     'เอ็นวายกู' เป็นเรื่องสั้นหลายตอน เป็นเรื่องราวของชีวิตคนไทยกับมหา'ลัยห้องครัวที่นิวยอร์กครับ แต่ก่อนโพสใน Dek-dee กับ  Readawrite แต่คิดว่าในพันทิพย์น่าจะได้รับคำชี้แนะมากขึ้นครับ ขอบคุณครับ

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่