JJNY : พท.ชงเยียวยาฆ่าตัวตาย/เผยตัวเลขส่งออกหน้ากากลดค้านสายตา/จีนยันเขื่อนไม่มีผลทำน้ำโขงแล้ง/สหรัฐฯโพสต์ห่วงแม่น้ำโขง

กระทู้ข่าว
พท.ชงรัฐ เยียวยาฆ่าตัวตาย จากโควิด เกษตรกรควรได้ ครอบครัว 35,000
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4016233
 

 
ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ชงรัฐบาล เยียวยาฆ่าตัวตาย จากโควิด ด้าน "เกษตรกร" ควรได้รับการเยียวยา ครอบครัวละ 35,000 บาท แนะให้ความสำคัญกับ SME
 
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อตรวจสอบข้อมูลจากข่าวพบตัวเลขคนฆ่าตัวตายด้วยเหตุพิษภัยเศรษฐกิจ  ตนมีข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหา ดังนี้
 
ให้อำเภอและเขต ออกประกาศและสำรวจปัญหาคนตกงานเฉียบพลันจากพิษเศรษฐกิจ แล้วช่วยเหลือทันที ไม่มีหลักเกณฑ์ยุ่งยาก คนตกงานและครอบครัวทุกคนจะได้รับคูปองอาหารไว้บริโภค 3 มื้อทุกวัน มีกระทรวงแรงงานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มาร่วมสำรวจเรื่องการมีงานทำและที่อยู่อาศัย คนไทยทุกคนทั้งที่ตกงานหรือไม่ตกงาน มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ให้ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาล รายละ 5,000 บาท/เดือน รวม 3 เดือน
 
สามารถนำบัตรประชาชนไปขึ้นเงินได้ทุกธนาคารทันที แล้วธนาคารรวบรวมตั้งเบิกจากกระทรวงการคลังมาชดใช้ ยกเว้นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ได้รับเงินเยียวยา ส่วนคนมีฐานะจะสละสิทธิ์ไม่รับเงินเยียวยาหรือไม่ก็ได้
 
และรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับ SME ซึ่งเป็นธุรกิจของคนชั้นกลางและมีจำนวนมหาศาลที่เข้าไม่ถึงทุนให้มากกว่านี้ ควรนำงบประมาณส่วนใหญ่มาช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ไม่ให้ล้มละลาย ส่วนเกษตรกรควรได้รับการเยียวยาครัวเรือนละ 35,000 บาท


 
เผยตัวเลขส่งออก'หน้ากากไทย' ลดค้านสายตา-บอกมีสิทธิบัตร?
https://www.dailynews.co.th/politics/771039
 
"สมชัย ศรีสุทธิยากร" เผยตัวเลขส่งออกหน้ากากอนามัยของไทย จากเดือนกพ. มา มี.ค. ลดลง 2,200 เท่า เหตุลดการส่งออก ค้านคำพูดรัฐ บอกมีสิทธิบัตรให้คนไทยผลิตได้เอง?! 
 
 เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ผู้สื่อข่าว "เดลินิวส์ออนไลน์" รายงานว่า โลกออนไลน์เกิดกระแสแชร์โพสต์จาก นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(กมธ.ปปช.) ระบุ 
 
"ตัวเลขการส่งออกหน้ากากอนามัยเดือน มีนาคม 2563 บอกอะไรเรา" เป็นตัวเลขที่น่าชื่นชมว่า เรามีการส่งออกหน้ากากอนามัยทางการแพทย์เพียง 10 กิโลกรัม ลดจากเดิมที่ส่งออกถึง 22 ตัน หรือลดลง 2,200 เท่า ในขณะที่หน้ากากอนามัยประเภทอื่น ส่งออก 88 ตัน ลดลงจากเดิมที่เคยส่งออกในเดือน ก.พ. 195 ตัน หรือ ลดลงประมาณ 2.2 เท่า
 
"แปลว่า การผลิตหน้ากากอนามัยของโรงงานต่างๆ เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศมากกว่าการส่งออกแล้ว" จึงไม่น่าแปลกใจที่อยู่ดีๆ รองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งมาบอกต่อประชาชนว่า กำลังผลิตเพิ่ม จาก 1.2 ล้านชิ่นต่อวัน เป็น 2.3 ล้านชิ้นต่อวัน ที่แท้คือไปลดการส่งออกนั่นเอง ตัวเลขส่งออกที่ลดลงมากดังกล่าว เป็นการชี้ถึงประโยคที่ว่า "โรงงานได้รับการส่งเสริม BOI หน้ากากมีสิทธิบัตร เป็นหน้ากากแบบที่ไทยไม่ใช้ ต้องส่งออกอย่างเดียว" กลายเป็นคำพูดไม่จริง เพราะ ตัวเลขเดือนมีนาคมนั้นเป็นสิ่งยืนยัน
 
 ในขณะที่ตัวเลขเดือนก.พ. ที่มียอดส่งออกหน้ากากทางการแพทย์เดือนเดียวสูงที่สุดถึง 22 ตัน และ หน้ากากอื่นๆสูงที่สุดเดือนเดียว ถึง 195 ตัน ทั้งๆที่ กระทรวงพาณิชย์มีประกาศห้ามส่งออกเกิน 500 ชิ้นตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.2563 มีผลบังคับวันที่ 5 ก.พ. 2563 ยังเป็นปริศนาที่ต้องคลี่คลาย ว่า 217 ตัน (22+195) นั้นเป็นการระดมส่งออกในวันที่ 1-4 ก.พ. ก่อนหน้ามีประกาศหรือไม่ หรือเป็นการส่งออกภายหลังวันที่ 4 ก.พ. โดยการอนุญาตของอธิบดีกรมการค้าภายใน ด้วยเหตุผลใด มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงไร
ช่วงนี้ข้อมูลต่างๆที่ขอจากส่วนราชการยังติดโควิด-19 กันเลยยังรวบรวมไม่เสร็จ คงต้องรอเปิดสภาและให้ กมธ.ชุดท่านเสรีพิศุทธ์ เดินหน้าต่อได้ ช่วงนั้นคงมีข้อเท็จจริงที่มาวิเคราะห์และเล่าให้ฟังครับ...
 
https://www.facebook.com/jingjoknayork/posts/10218840531618731
 

 
สถานทูตจีนลงบทความ ยืนยันเขื่อนจีนไม่มีผลทำให้ลุ่มน้ำโขงตอนล่างแห้งแล้ง
https://prachatai.com/journal/2020/04/87362

สถานทูตจีนเผยแพร่บทความ ระบุงานวิจัยที่เสนอว่าเขื่อนจีนทำให้แม่น้ำโขงตอนล่างแห้งแล้ง เป็นงานวิจัยที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง พุ่งเป้าที่จีนโดยประสงค์ร้าย โดยชี้แจงว่าจีนบริหารจัดการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในแม่น้ำล้านช้างอย่างชอบด้วยเหตุผล เขื่อนจีนไม่มีผลทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงตอนล่างลดลง แต่สาเหตุเกิดจากภัยแล้งและปริมาณน้ำฝนที่ตกน้อยลง

เว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เผยแพร่บทความ "7 คำถาม 7คำตอบ สำหรับการพัฒนาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำในแม่น้ำโขง" โดยระบุว่าเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2563

ทั้งนี้เป็นการเผยแพร่บทวามหลังผลการศึกษาของ อายส์ ออน เอิร์ธ อิงค์ (Eyes on Earth) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านน้ำที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ เผยแพร่รายงาน "Monitoring the Quantity of Water Flowing Through the Upper Mekong Through Natural (Unimpeded) Conditions" เมื่อวันที่ 10 เม.ย. เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ 2 คนคือ อลัน เบซิสต์ และโคลด วิลเลียมส์ ใช้ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง โดยนำเสนอว่า เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีนกักน้ำไว้ปริมาณมหาศาลในช่วงที่ประเทศลุ่มน้ำโขง ประสบปัญหาภาวะภัยแล้งอย่างรุนแรงเมื่อปีที่แล้ว ในขณะที่ระดับปริมาณน้ำเฉลี่ยในจีนสูงกว่าประเทศที่อยู่ตอนล่าง
 
โดยในบทความ "7 คำถาม 7คำตอบ สำหรับการพัฒนาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำในแม่น้ำโขง" มีรายละเอียดว่า

"เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถาบันวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศนอกภูมิภาคได้ตีพิมพ์บทความวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำในแม่น้ำโขง ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนไทย สำหรับการพัฒนาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำในแม่น้ำโขง ฝ่ายจีนยินดีที่เห็นการหารือในเชิงสร้างสรรค์บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันก็มีความกังวลต่อความคิดและการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และสร้างความขัดแย้งขึ้นมา
 
คณะกรรมการแม่น้ำโขงได้เขียนตอบบทความวิจัยดังกล่าวในแง่มุมมืออาชีพเมื่อวันที่ 21 เดือนเมษายน โดยมีความคิดเห็นว่า บทความดังกล่าวจงใจมองข้างข้อเท็จจริง อ้างสถิติบางส่วนเกินความเป็นจริง และไม่มีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์เพียงพอ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า บทความดังกล่าวมีมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง พุ่งเป้าที่จีนโดยประสงค์ร้าย
 
เพื่อให้เกิดความเข้าใจสำหรับการพัฒนาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำในแม่น้ำโขงอย่างรอบด้านและไม่ลำเอียง เราได้รวบรวมความเห็นบางส่วนจากผู้เชี่ยวชาญ และยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องนี้ หากอ่านจบแล้วคิดว่ามีประโยชน์ หวังว่าจะนำความเห็นที่เกี่ยวข้องส่งต่อไป หากอ่านแล้วยังมีข้อสงสัย ยินดีที่จะมีการหารือต่อไปทางอีเมล์
 
ความเห็นข้อที่ 1 “การสร้างเขื่อนจะทำให้น้ำเยอะขึ้นในหน้าฝนและน้อยลงในหน้าแล้ง เป็นต้นเหตุที่แม่น้ำโขงตอนล่างเกิดน้ำท่วมและภัยแล้งบ่อยครั้ง”

ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า :  คนสมัยใหม่มักจะไปออมทรัพย์ที่ธนาคารเมื่อมีเงินเหลือ เผื่อเกิดกรณีฉุกเฉินในวันข้างหน้า โครงการชลประทานก็เป็นธนาคารของแม่น้ำ หน้าฝนเก็บน้ำ หน้าแล้งปล่อยน้ำ เป็นหลักประกันที่ขาดมิได้ในการรับมือกับน้ำท่วมหรือภัยแล้ง ประเทศยุโรป เช่นสวีเดน นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ มีโครงการชลประทานในแม่น้ำมากกว่า 90% สหรัฐฯ มีอ่างเก็บน้ำ 84,000 แห่ง แม่น้ำ 96% ได้สร้างเขื่อน โดยแม่น้ำมิสซิสซิปปีโดดเด่นที่สุด หนังสือ “ฟ้าลิขิต” ซึ่งพิมพ์โดยสำนักงานแม่น้ำมิสซิสซิปปีระบุว่า “หากแม่น้ำมิสซิสซิปปีไม่มีโครงการชลประทานที่รัฐบาลสหรัฐฯ ลงทุน 14,000 ล้านเหรียญสร้าง นึกภาพไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเกิดภัยพิบัติ จะกลายเป็นประเทศโลกที่สาม ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย ไม่มีการขนส่งและไม่มีฟาร์ม ชายฝั่งจะถูกน้ำท่วมและกัดเซาะ เป็นภาพที่พังพินาศอย่างยับเยิน” สหรัฐฯได้ลงทุนสร้างเขื่อนในต้นน้ำที่แคนาดา เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในแม่น้ำโคลัมเบียตอนล่าง สำหรับแม่น้ำโขง 80 % ของน้ำฝนตกลงมาในหน้าฝน แต่การพัฒนาโครงการชลประทานยังน้อยกว่าสหรัฐฯและยุโรปมาก ซึ่งเป็นปัจจัยขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ประเทศในภูมิภาคได้สร้างโครงการชลประทานหลายแห่งในแม่น้ำสายหลักและสายย่อยของแม่น้ำโขง ซึ่งรวมเขื่อน 2 แห่งในสายหลักและเขื่อน40 กว่าแห่งในสายย่อย เพื่อปรับระดับน้ำตามฤดู หลังจากเกิดภัยแล้งปีนี้ รัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณพิเศษในการสร้างโครงการชลประทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง โครงการชลประทานจะทำให้น้ำในแม่น้ำตอนล่างเยอะขึ้นในหน้าแล้งและน้อยลงในหน้าฝน โดยผ่านการปรับระดับน้ำตามหลักวิทยาศาสตร์
 
ความเห็นข้อที่ 2 “เขื่อนในแม่น้ำล้านช้างทำให้ตอนล่างยิ่งแล้งขึ้น ควรรื้อถอนออกไป
 
ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า : ตามสถิติการสังเกตการณ์ ในสภาพธรรมชาติก่อนสร้างเขื่อน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ปริมาณน้ำที่ไหลลงจากแม่น้ำล้านช้างอยู่ที่ประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนของปีนี้ เมื่อคำนึงถึงได้เกิดสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงในตอนล่าง จีนได้บริหารจัดการพิเศษ ให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงจากแม่น้ำล้านช้างมากกว่า 2 เท่าตัวของน้ำไหลเข้า อยู่ในระดับที่มากกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ข้อมูลจากคณะกรรมการแม่น้ำโขงระบุว่า ที่สถานีอุทกวิทยาเชียงแสน ซึ่งเป็นสถานีอยู่ใกล้สุดกับจีน ระดับน้ำในเดือนมกราคมถึงเมษายนปีนี้ โดยเฉลี่ยแล้วสูงกว่า 0.2 เมตรเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในประวัติศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการชลประทานในแม่น้ำล้านช้างมีบทบาทในการเพิ่มปริมาณน้ำในหน้าแล้ง ปริมาณน้ำที่ไหลลงมาไม่ได้ลดลงแต่เพิ่มขึ้น รายงานล่าสุดจากคณะกรรมการแม่น้ำโขงระบุว่า หน้าแล้งปี 2019 และ ปี 2020 ปริมาณน้ำมาจากแม่น้ำล้านช้างมากกว่าช่วงหน้าแล้งปีก่อน ๆ
 
เมื่อเศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ประเทศต่างๆ ก็จะหารือกันอย่างกระตือรือร้นในการตั้งธนาคารใหม่หรือประสานการทำงานระหว่างธนาคาร น้อยคนคิดว่าควรแก้ปัญหาโดยรื้อถอนธนาคาร เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้นในลุ่มแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ภัยแล้งและน้ำท่วมเกิดยิ่งบ่อยขึ้น ทำไมจะไปเชื่อคำยั่วยุของคนที่มีเจตนาซ่อนเร้น มองข้ามประโยชน์เชิงบวกของโครงการชลประทาน และไปตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีโครงการชลประทาน
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่