ขอเกริ่นก่อนว่าบันทึกฉบับนี้ ผมเน้นการเดินทางภายใน
เพื่อเข้าไปเรียนรู้และเยียวยารักษาจิตใจของตัวเอง
สิ่งที่ถ่ายทอดจึงเป็นมุมมองของคน
คนหนึ่งต่อทุกสิ่งที่เข้ามา ณ ช่วงเวลาที่จิตใจสับสน
พยายามต่อสู้ๆไม่ให้ให้ความโกรธ
ความเกลียดมาแทนที่ความรักที่มีในใจตนเอง
ไม่ใช่บันทึกการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
แบบที่หลายท่านคุ้นชินกันนะครับ



และที่สำคัญรูปบางรูปผมก๊อบมาจากในเนตเนื่องด้วยผมถ่ายรูปไม่สวยต้องขออภัยมาณ ที่นี้

ผมเริ่มต้นเช้านี้ด้วยการพยายามตื่น
จากที่นอนตอนตีห้าเพื่อเตรียมตัวสำหรับมาให้ถึงสถานีรถไฟ ลำพูน
ก่อนหกโมงเช้าเพื่อว่าจะได้ กินข้าวเหนียวหมูย่าง
ผมมีตั๋วรถไฟขบวน ที่ 102
ลำพูน - พิษณุโลก รถจะถึงชานชลาเวลาประมาณ 6.50

ขณะที่นั่งปั้นข้าวเหนียวกิน
ก็มองบรรยากาศยามเช้าที่สถานีรถไฟลำพูนซึ่งยังไม่วุ่นวายนัก
ยังคงวิถีที่ที่สบายๆ
เมืองที่เวลาเดินทางช้าๆ ผู้คนต่างนั่งรอรถไฟ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ
เห็นคนที่อายุอ่อนกว่ามาส่งญาติผู้ใหญ่พร้อมกับเตรียมยาหม่องยาหอมสำหรับการเดินทาง
เห็นครอบครัวกลุ่มใหญ่เตรียมของมาขายบนรถไฟ
เห็นคู่รักมาส่งกัน เห็นเพื่อนมาส่งเพื่อน
เสน่ห์ของการเดินทางด้วยรถไฟก็คงจะประมาณนี้
เราจะเห็นเรื่องราว ต่างๆในมุมที่ไม่ค่อยเห็น
คนหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายอายุ หลากหลายอาชีพ

ก่อนที่ผมจะออกเดินทางผมได้เตรียมเงินจำนวนหนึ่งสำหรับเที่ยวในพิษณุโลก
แต่ก่อนการเดินทางสามวันก็ดันมีปาร์ตี้ สามคืนติด
ทำเอาเงินที่จะเที่ยว ที่มีเหลือแค่500 บาท
แล้วมันจะเที่ยวแบบไหนได้ ฟระ
สงสัยทริป พิษณุโลกของผมคงเป็นแนวแสวงบุญ555


ผมมีเป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้คือ
ไปไหว้พระพุทธชินราช ไหว้พระที่วัดนางพญา นั่งรถรางชมเมือง
เดินถนนคนเดิน แล้วก็จบที่ หาร้านชิวๆจิบเบียร์สักขวด สองขวด
(ด้วยงบ500บาทจะรอดไหมกุ เรามาลุ้นกันครับ)
6.52 นาที
รถไฟมาตรงเวลาเป๊ะใครบอกรถไฟชอบเลทเนี่ย ไม่จริงนะครับ
ระหว่างทางเราจะได้สัมผัสบรรยากาศ ธรรมชาติที่เปลี่ยนไปจาก ภูเขา
เป็นที่ราบลุ่ม และที่สนุกคือได้ดูการขายสินค้า
ผมยังแอบสงสัยว่าพี่ๆเขารักษาบาล้านซ์ยังงัย เดินไปด้วย หิ้วของไปด้วย
รถไฟมาถึงสถานีพิษณุโลก เวลา 13.22น.

ผมพักที่ karmar hostel อยู่ไม่ไกลสถานีรถไฟ ไม่ไกล
วัดใหญ่ ด้วยความที่เงินน้อยก็เลยต้องอาศัยการเดินเป็นหลัก
(ก็เอาเงินไปกินเหล้าหมดนิ สมน้ำหน้า)

Karmar hostel เป็นโฮสเทลขนาดกำลังเหมาะมีสองชั้นครึ่ง
ชั้นล่างเป็นลอบบี้ ชั้นลอย ชั้นสอง และดาดฟ้า ผมชอบชั้นดาดฟ้าที่สุดตรงที่
มีเปลแขวนให้เรานั่งๆนอนๆชิวๆได้

ห้องรวมพัดลมราคา180บาท ค่าประกันกุญแจ 100บาท
คนเข้าพักก็ตามสไตล์โฮสเทลครับ คือ ชาวต่างชาติ
คนไทยนิยมที่จะจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อให้ได้ความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสะบายมากกว่า
แต่สำหรับคนถูกทิ้งแบบผม
การนอนคนเดียวในห้องที่เป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่ผมพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
การมีคนอยู่รอบๆตัว แม้ไม่ได้เอื้อนเอ่ยภาษาอะไรเลย (ผมไม่เก่งภาษาอังกฤษ)
แต่มันทำให้เรา รู้สึกว่าเราไม่ได้ตัวคนเดียว ยังมีคนที่พร้อมจะยิ้มและทักทายกับเรา อยู่เสมอ

ผมเดินจากkarmar hostel ข้ามสะพานลอย
เดินตัดเข้าวัดนางพญาแล้วเดินเข้าไปวัดใหญ่
มองหารถรางปรากฏว่ารถรางโดนเหมาโดย
นักเรียนที่ทำกิจกรรมเป็นยุวมัคคุเทศ รถสี่คันโดนเหมาหมด
เป็นอันว่า รถรางสำหรับวันนี้ต้องพักไปก่อน จึงเดินเข้าไปไหว้พระพุทธชินราช ด้านในวิหารซึ่งเนืองแน่น
ไปด้วยพุทธศาสนิกชน ที่ศรัทธาในองค์พระพุทธชินราช
ผมเข้าไปก้มกราบ
ตั้งนะโมสามจบตามด้วยบทสวด บูชาองค์พระ ฯ
ที่มีให้ในวิหาร แล้ว
ตามด้วยบท สวด
"โสกา วิรัต จิตโตโย
โสภา นะโม สะเทวะเก
โสกัปปัตเต ปะโมเทนโต
โสภะวันณัง ณะมามิหัง"



'ข้าแต่องค์พระพุทธชินราช ผมมาพร้อมหัวใจที่เจ็บช้ำ
ขอให้ หลวงพ่อช่วยบรรเทาความทุกข์จากใจผมด้วย
ขอให้เธอคนนั้นกับคนรักประสบความสำเร็จในรัก ครองรักกันให้นาน
ขอให้เนื้อคู่ผมที่จะพบเจอในภายภาคหน้าจงมีความสุข
และมีโอกาสที่จะได้พบกันในเร็ววันเถิด สาธุ'

หลังอธิษฐานก็ปรากฏความชุ่มเย็นที่สถิตเข้ามาในใจในเนื้อในตัว
ประหนึ่งว่าหลวงพ่อรับรู้สิ่งที่ผมได้ร้องขอและพร้อมจะดลบันดาลสิ่งดีๆ
ให้ผมได้ประสบพบเจอในภายภาคหน้า
แล้วจึงออกมาด้านนอกเพื่อไหว้และปิดทององค์พระจำลอง
ทีแรกตั้งใจจะเสี่ยงเซียมซีแต่คนเยอะเกิน

จึงเดินเที่ยวรอบวัด และตัดสินใจเดินขึ้นพระปรางค์
มองตอนแรกว่าไม่สูงแต่ปรากฏว่าพอเดินขึ้นปรากฏว่าสูงชันทีเดียว
ขณะที่เดินขึ้นเห็นคู่รักประคองกันขึ้นบนพระปรางค์ ช่างดูมีความสุขเหลือเกิน
ชีวิตคู่ก็คงแบบนี้ต่างคนต่างฝ่าย ต่างประคับประคอง อีกคนหนึ่งเพื่อให้มุ่งไปด้านหน้าร่วมกัน
เสร็จแล้วจึงเดินลง ขณะเดินลงรู้สึกขาล้ามากๆ แต่ก็ดีใจครับ ที่เรามาเที่ยวเมืองนี้ในขณะที่เรายังมีแรงที่จะปีนป่าย หากมาในยามที่หมดเรี่ยวหมดแรงแล้วคงไม่มีโอกาสเช่นนี้

ออกจากวัดใหญ่ก็เดินมาวัดนางพญา แล้วก็ต่อด้วยวัดราชบูรณะเพื่อไหว้พระในวิหาร พอดีเห็นว่ามีเซียมซีจึงเสี่ยงเซียมซี ผลที่ได้คือ
เซียมซีใบที่ 28 พอเอามาอ่านทำเอาผมอดหัวเราะตัวเองในความแม่นซะเหลือเกิน
เพราะผลที่ได้คือ แย่ ทุกข์ เศร้า
ก็คนมันอกหัก ถ้าบอกว่าดีแสดงว่าไม่แม่น อื่มนะ


สี่โมงเย็น จึงมานั่งเปล อ่านหนังสือ
ในช่วงเวลาที่เจอกับทุกข์หนักก็มีหนังสือของอ.ประมวล เพ็งจันทร์ นี่แหละ
ที่คอยช่วยเยียวยา หล่อเลี้ยงจิตใจ ไม่ให้ ความคิดร้ายๆ เข้ามากล้ำกลาย
ผมยังจำคำสอนของอาจารย์ที่ออกรายการสัปประยุทธิ์สัปปายะ ได้ใจความว่า

"ทุกคนมีสิทธิที่จะเกิดอุบัติเหตุและเกิดบาดแผล
และที่สำคัญแผลไม่อาจหายได้ในระยะเวลาอันสั้น
แน่นอนว่าหากเกิดแผลเราต้องรักษา การชำระล้างแผลให้สะอาด
อาจต้องเจอความเจ็บปวด เพราะยาใส่แผลบ้างแต่เราก็ต้องทน
ที่สำคัญเราต้องไม่ประมาท ปล่อยให้แผลติดเชื้อจนลุกลาม
ในที่นี้หมายถึงเราเมื่อความรักที่ผิดหวังจนกลายมาเป็น ความโกรธ เกลียดเข้ามาครอบงำ
นั่นคือเรารับเชื้อเข้ามาแล้ว
เขาคนนั้นอาจมีชีวิตที่สุขสบายไปแล้ว
เราต่างหากที่ต้องมานั่งจมความทุกข์อยู่ วิธีรักษาอาจไม่ต้องมีอะไรมากแค่เวลากับน้ำสะอาดก็พอแล้ว "


ใช่!!อาจารย์พูดถูก
'เพราะคนนี้ไม่ใช่เหรอ
ที่ทำให้ชีวิตเรามีความสุขมานาน
แล้วพอความรักมันผิดหวัง เรากลับเอาความโกรธ ความเกลียด มาตอกย้ำความเจ็บปวด จนเราเผลอมองข้ามความรู้สึกดีๆ ที่สร้างกันมานานหลายปีซะได้ '
พอคิดได้ดังนี้ก็พลันรู้สึกว่า

ผมขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าเหลือเกิน
ทั้งที่ผมไม่ได้เป็นสาวกของพระองค์
แต่พระองค์ก็ประทานคู่พระพรคนนี้ให้มาอยู่เคียงข้างผม ทำให้ผมมีความสุขในชีวิตคู่ถึง 8 ปี
ช่างเป็นพรอันประเสริฐในชีวิตลูกเหลือเกิน ลูกขอขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า

เปลพลิ้วไหว ลมพัดค่อนข้างแรง
แต่ก็เย็นสะบายทำให้เคลิ้มหลับไป
หกโมงกว่าๆผมเดินออกมาแถวสถานีรถไฟ
ผมแนะนำเลยว่าใครที่มาพิษณุโลกต้องมา ตลาดข้างสถานีรถไฟ
ตลาดแห่งนี้คนในท้องถิ่นเค้ามาจับจ่ายซื้อขาย
เราจะได้เห็นอาหารดีๆ วิถีชีวิต ต้องมาให้ได้ครับ

หลังจากเดินหาของกินในตลาดสถานีรถไฟ
ผมเดินลัดเลาะเรียบแม่น้ำน่านเพื่อไป พิษณุโลกไนท์บาร์ซ่า
คิดว่าคงคล้ายไปเชียงใหม่ไนท์บาร์ซาร์
ที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
ปรากฏว่า คนขายมากมากว่าคนซื้อ
เวลาประมาณทุ่มกว่าๆร้านรวงกลับเงียบเหงา
ทั้งๆที่สถานที่แห่งนี้ติดลำน้ำน่าน บรรยากาศยามค่ำคืนน่าเดิน
( ผมว่าถ้ามาเดินกับคนรักคงโรแมนติกน่าดู)
แต่ก็พอเข้าใจว่าเศรษฐกิจคงไม่ดี ทำให้แทบไม่มีคน

เสร็จแล้วจึงเดินไป camper bar
กะว่าจะหาเบียรดื่มสักขวดสองขวดแล้วกลับที่พัก
เดินผ่านร้านโดยหวังว่าจะมีเค้าเตอร์บาร์สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวแบบผม
แต่ปรากฏว่าโต๊ะในร้านเป็นโต๊ะใหญ่
หากผมนั้งคนเดียวก็กลัวว่าร้านจะเสียโอกาส
(ก็ว่าไปนั่น จริงๆแล้วต้องประหยัดT_T)
ผมเลยตัดสินใจเดินเลาะแม่น้ำน่าน
เพื่อเดินกลับที่พัก ระหว่างเดินผ่านสวนสาธารณะ
มีกลุ่มหมอนวดประมาณ 30 -40 คน มีการนวดฝ่าเท้า
นวดคลายเส้น ให้บริการในสวน ดูแล้วน่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ
มีคนมาใช้บริการจำนวนค่อนข้างเยอะเลยครับ
ผมเดินมาทั้งวันปวดเท้าน่าดู ใจหนึ่งอยากนวดเท้า
ไม่อยากกลับที่พักไว แต่ก็กลัวว่าถ้าผมถอดรองเท้ามา
ป้าๆ จะเป็นลมเอา จึงเดินผ่าน พร้อมกับ
บอกกับตัวเองว่าถ้าผมมีโอกาส มาที่เมืองนี้อีกผมจะกลับมาให้ป้าๆแม่ๆนวดให้ผมนะครับ
ผมเดินกลับมาถึงห้องพักประมาณสองทุ่มครึ่ง จึงนั่งอ่านหนังสือบนดาดฟ้า
มีเพื่อนฝรั่ง นั่งเปลอ่านหนังสือ เงียบๆอยู่ไม่ไกลกัน ทำให้ผมไม่เหงานักในค่ำคืนนี้

เช้าวันต่อมา ผมออกจาก karmar hostel ตอน 9.30 น.
เพื่อว่าจะไปจองคิวขึ้นรถรางรอบแรกให้ได้
เพราะผมต้องขึ้นรถไฟตอน 13.20น.
สิ่งหนึ่งที่ผมเกือบลืมที่จะเล่าก็คือ ผมชอบสำเนียงเหน่อๆของชาวพิษณุโลกจัง ฟังแล้วทำให้รู้สึกถึงความถ้อยทีถ้อยอาศัย มีความอ่อนโยนและมีเมตา ในน้ำเสียง

ผมเดินณจุดจอดรถราง
เจอป้าๆกลุ่มหนึ่งนั่งรอรถรางออก
ผมจึงนั่งรอด้วยคน
แอบฟังจากการสนทนาจึงรู้ว่าป้ามาจากนครสวรรค์ นัดกันทางไลน์กลุ่มมาเที่ยวที่นี่
เสร็จแล้วก็จะขึ้นรถไฟกลับตอนบ่ายสอง
นั่งรออยู่บนรถรางนานสองนาน รถก็ไม่ออกสักที ปรากฏว่ารถโดนเหมา
ไม่มีรอบสำหรับคนทั่วไป
หมายความว่าพวกเรานั่งกันเก้อ
ทำให้เหล่าป้าๆโวยวายกันน่าดู
[CR] บันทึกนักเดินทาง: 19 ชั่วโมง (คนอกหัก)หอบใจมาพักพิษณุโลก
เพื่อเข้าไปเรียนรู้และเยียวยารักษาจิตใจของตัวเอง
สิ่งที่ถ่ายทอดจึงเป็นมุมมองของคน
คนหนึ่งต่อทุกสิ่งที่เข้ามา ณ ช่วงเวลาที่จิตใจสับสน
พยายามต่อสู้ๆไม่ให้ให้ความโกรธ
ความเกลียดมาแทนที่ความรักที่มีในใจตนเอง
ไม่ใช่บันทึกการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
แบบที่หลายท่านคุ้นชินกันนะครับ
และที่สำคัญรูปบางรูปผมก๊อบมาจากในเนตเนื่องด้วยผมถ่ายรูปไม่สวยต้องขออภัยมาณ ที่นี้
ผมเริ่มต้นเช้านี้ด้วยการพยายามตื่น
จากที่นอนตอนตีห้าเพื่อเตรียมตัวสำหรับมาให้ถึงสถานีรถไฟ ลำพูน
ก่อนหกโมงเช้าเพื่อว่าจะได้ กินข้าวเหนียวหมูย่าง
ผมมีตั๋วรถไฟขบวน ที่ 102
ลำพูน - พิษณุโลก รถจะถึงชานชลาเวลาประมาณ 6.50
ขณะที่นั่งปั้นข้าวเหนียวกิน
ก็มองบรรยากาศยามเช้าที่สถานีรถไฟลำพูนซึ่งยังไม่วุ่นวายนัก
ยังคงวิถีที่ที่สบายๆ
เมืองที่เวลาเดินทางช้าๆ ผู้คนต่างนั่งรอรถไฟ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ
เห็นคนที่อายุอ่อนกว่ามาส่งญาติผู้ใหญ่พร้อมกับเตรียมยาหม่องยาหอมสำหรับการเดินทาง
เห็นครอบครัวกลุ่มใหญ่เตรียมของมาขายบนรถไฟ
เห็นคู่รักมาส่งกัน เห็นเพื่อนมาส่งเพื่อน
เสน่ห์ของการเดินทางด้วยรถไฟก็คงจะประมาณนี้
เราจะเห็นเรื่องราว ต่างๆในมุมที่ไม่ค่อยเห็น
คนหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายอายุ หลากหลายอาชีพ
ก่อนที่ผมจะออกเดินทางผมได้เตรียมเงินจำนวนหนึ่งสำหรับเที่ยวในพิษณุโลก
แต่ก่อนการเดินทางสามวันก็ดันมีปาร์ตี้ สามคืนติด
ทำเอาเงินที่จะเที่ยว ที่มีเหลือแค่500 บาท
แล้วมันจะเที่ยวแบบไหนได้ ฟระ
สงสัยทริป พิษณุโลกของผมคงเป็นแนวแสวงบุญ555
ผมมีเป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้คือ
ไปไหว้พระพุทธชินราช ไหว้พระที่วัดนางพญา นั่งรถรางชมเมือง
เดินถนนคนเดิน แล้วก็จบที่ หาร้านชิวๆจิบเบียร์สักขวด สองขวด
(ด้วยงบ500บาทจะรอดไหมกุ เรามาลุ้นกันครับ)
รถไฟมาตรงเวลาเป๊ะใครบอกรถไฟชอบเลทเนี่ย ไม่จริงนะครับ
ระหว่างทางเราจะได้สัมผัสบรรยากาศ ธรรมชาติที่เปลี่ยนไปจาก ภูเขา
เป็นที่ราบลุ่ม และที่สนุกคือได้ดูการขายสินค้า
ผมยังแอบสงสัยว่าพี่ๆเขารักษาบาล้านซ์ยังงัย เดินไปด้วย หิ้วของไปด้วย
รถไฟมาถึงสถานีพิษณุโลก เวลา 13.22น.
ผมพักที่ karmar hostel อยู่ไม่ไกลสถานีรถไฟ ไม่ไกล
วัดใหญ่ ด้วยความที่เงินน้อยก็เลยต้องอาศัยการเดินเป็นหลัก
(ก็เอาเงินไปกินเหล้าหมดนิ สมน้ำหน้า)
Karmar hostel เป็นโฮสเทลขนาดกำลังเหมาะมีสองชั้นครึ่ง
ชั้นล่างเป็นลอบบี้ ชั้นลอย ชั้นสอง และดาดฟ้า ผมชอบชั้นดาดฟ้าที่สุดตรงที่
มีเปลแขวนให้เรานั่งๆนอนๆชิวๆได้
ห้องรวมพัดลมราคา180บาท ค่าประกันกุญแจ 100บาท
คนเข้าพักก็ตามสไตล์โฮสเทลครับ คือ ชาวต่างชาติ
คนไทยนิยมที่จะจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อให้ได้ความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสะบายมากกว่า
แต่สำหรับคนถูกทิ้งแบบผม
การนอนคนเดียวในห้องที่เป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่ผมพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
การมีคนอยู่รอบๆตัว แม้ไม่ได้เอื้อนเอ่ยภาษาอะไรเลย (ผมไม่เก่งภาษาอังกฤษ)
แต่มันทำให้เรา รู้สึกว่าเราไม่ได้ตัวคนเดียว ยังมีคนที่พร้อมจะยิ้มและทักทายกับเรา อยู่เสมอ
ผมเดินจากkarmar hostel ข้ามสะพานลอย
เดินตัดเข้าวัดนางพญาแล้วเดินเข้าไปวัดใหญ่
มองหารถรางปรากฏว่ารถรางโดนเหมาโดย
นักเรียนที่ทำกิจกรรมเป็นยุวมัคคุเทศ รถสี่คันโดนเหมาหมด
เป็นอันว่า รถรางสำหรับวันนี้ต้องพักไปก่อน จึงเดินเข้าไปไหว้พระพุทธชินราช ด้านในวิหารซึ่งเนืองแน่น
ไปด้วยพุทธศาสนิกชน ที่ศรัทธาในองค์พระพุทธชินราช
ตั้งนะโมสามจบตามด้วยบทสวด บูชาองค์พระ ฯ
ที่มีให้ในวิหาร แล้ว
ตามด้วยบท สวด
"โสกา วิรัต จิตโตโย
โสภา นะโม สะเทวะเก
โสกัปปัตเต ปะโมเทนโต
โสภะวันณัง ณะมามิหัง"
'ข้าแต่องค์พระพุทธชินราช ผมมาพร้อมหัวใจที่เจ็บช้ำ
ขอให้ หลวงพ่อช่วยบรรเทาความทุกข์จากใจผมด้วย
ขอให้เธอคนนั้นกับคนรักประสบความสำเร็จในรัก ครองรักกันให้นาน
ขอให้เนื้อคู่ผมที่จะพบเจอในภายภาคหน้าจงมีความสุข
และมีโอกาสที่จะได้พบกันในเร็ววันเถิด สาธุ'
หลังอธิษฐานก็ปรากฏความชุ่มเย็นที่สถิตเข้ามาในใจในเนื้อในตัว
ประหนึ่งว่าหลวงพ่อรับรู้สิ่งที่ผมได้ร้องขอและพร้อมจะดลบันดาลสิ่งดีๆ
ให้ผมได้ประสบพบเจอในภายภาคหน้า
แล้วจึงออกมาด้านนอกเพื่อไหว้และปิดทององค์พระจำลอง
ทีแรกตั้งใจจะเสี่ยงเซียมซีแต่คนเยอะเกิน
จึงเดินเที่ยวรอบวัด และตัดสินใจเดินขึ้นพระปรางค์
มองตอนแรกว่าไม่สูงแต่ปรากฏว่าพอเดินขึ้นปรากฏว่าสูงชันทีเดียว
ขณะที่เดินขึ้นเห็นคู่รักประคองกันขึ้นบนพระปรางค์ ช่างดูมีความสุขเหลือเกิน
ชีวิตคู่ก็คงแบบนี้ต่างคนต่างฝ่าย ต่างประคับประคอง อีกคนหนึ่งเพื่อให้มุ่งไปด้านหน้าร่วมกัน
เสร็จแล้วจึงเดินลง ขณะเดินลงรู้สึกขาล้ามากๆ แต่ก็ดีใจครับ ที่เรามาเที่ยวเมืองนี้ในขณะที่เรายังมีแรงที่จะปีนป่าย หากมาในยามที่หมดเรี่ยวหมดแรงแล้วคงไม่มีโอกาสเช่นนี้
ออกจากวัดใหญ่ก็เดินมาวัดนางพญา แล้วก็ต่อด้วยวัดราชบูรณะเพื่อไหว้พระในวิหาร พอดีเห็นว่ามีเซียมซีจึงเสี่ยงเซียมซี ผลที่ได้คือ
เซียมซีใบที่ 28 พอเอามาอ่านทำเอาผมอดหัวเราะตัวเองในความแม่นซะเหลือเกิน
เพราะผลที่ได้คือ แย่ ทุกข์ เศร้า
ก็คนมันอกหัก ถ้าบอกว่าดีแสดงว่าไม่แม่น อื่มนะ
สี่โมงเย็น จึงมานั่งเปล อ่านหนังสือ
ในช่วงเวลาที่เจอกับทุกข์หนักก็มีหนังสือของอ.ประมวล เพ็งจันทร์ นี่แหละ
ที่คอยช่วยเยียวยา หล่อเลี้ยงจิตใจ ไม่ให้ ความคิดร้ายๆ เข้ามากล้ำกลาย
ผมยังจำคำสอนของอาจารย์ที่ออกรายการสัปประยุทธิ์สัปปายะ ได้ใจความว่า
"ทุกคนมีสิทธิที่จะเกิดอุบัติเหตุและเกิดบาดแผล
และที่สำคัญแผลไม่อาจหายได้ในระยะเวลาอันสั้น
แน่นอนว่าหากเกิดแผลเราต้องรักษา การชำระล้างแผลให้สะอาด
อาจต้องเจอความเจ็บปวด เพราะยาใส่แผลบ้างแต่เราก็ต้องทน
ที่สำคัญเราต้องไม่ประมาท ปล่อยให้แผลติดเชื้อจนลุกลาม
ในที่นี้หมายถึงเราเมื่อความรักที่ผิดหวังจนกลายมาเป็น ความโกรธ เกลียดเข้ามาครอบงำ
นั่นคือเรารับเชื้อเข้ามาแล้ว
เขาคนนั้นอาจมีชีวิตที่สุขสบายไปแล้ว
เราต่างหากที่ต้องมานั่งจมความทุกข์อยู่ วิธีรักษาอาจไม่ต้องมีอะไรมากแค่เวลากับน้ำสะอาดก็พอแล้ว "
ใช่!!อาจารย์พูดถูก
'เพราะคนนี้ไม่ใช่เหรอ
ที่ทำให้ชีวิตเรามีความสุขมานาน
แล้วพอความรักมันผิดหวัง เรากลับเอาความโกรธ ความเกลียด มาตอกย้ำความเจ็บปวด จนเราเผลอมองข้ามความรู้สึกดีๆ ที่สร้างกันมานานหลายปีซะได้ '
พอคิดได้ดังนี้ก็พลันรู้สึกว่า
ผมขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าเหลือเกิน
ทั้งที่ผมไม่ได้เป็นสาวกของพระองค์
แต่พระองค์ก็ประทานคู่พระพรคนนี้ให้มาอยู่เคียงข้างผม ทำให้ผมมีความสุขในชีวิตคู่ถึง 8 ปี
ช่างเป็นพรอันประเสริฐในชีวิตลูกเหลือเกิน ลูกขอขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า
เปลพลิ้วไหว ลมพัดค่อนข้างแรง
แต่ก็เย็นสะบายทำให้เคลิ้มหลับไป
หกโมงกว่าๆผมเดินออกมาแถวสถานีรถไฟ
ผมแนะนำเลยว่าใครที่มาพิษณุโลกต้องมา ตลาดข้างสถานีรถไฟ
ตลาดแห่งนี้คนในท้องถิ่นเค้ามาจับจ่ายซื้อขาย
เราจะได้เห็นอาหารดีๆ วิถีชีวิต ต้องมาให้ได้ครับ
หลังจากเดินหาของกินในตลาดสถานีรถไฟ
ผมเดินลัดเลาะเรียบแม่น้ำน่านเพื่อไป พิษณุโลกไนท์บาร์ซ่า
คิดว่าคงคล้ายไปเชียงใหม่ไนท์บาร์ซาร์
ที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
ปรากฏว่า คนขายมากมากว่าคนซื้อ
เวลาประมาณทุ่มกว่าๆร้านรวงกลับเงียบเหงา
ทั้งๆที่สถานที่แห่งนี้ติดลำน้ำน่าน บรรยากาศยามค่ำคืนน่าเดิน
( ผมว่าถ้ามาเดินกับคนรักคงโรแมนติกน่าดู)
แต่ก็พอเข้าใจว่าเศรษฐกิจคงไม่ดี ทำให้แทบไม่มีคน
เสร็จแล้วจึงเดินไป camper bar
กะว่าจะหาเบียรดื่มสักขวดสองขวดแล้วกลับที่พัก
เดินผ่านร้านโดยหวังว่าจะมีเค้าเตอร์บาร์สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวแบบผม
แต่ปรากฏว่าโต๊ะในร้านเป็นโต๊ะใหญ่
หากผมนั้งคนเดียวก็กลัวว่าร้านจะเสียโอกาส
(ก็ว่าไปนั่น จริงๆแล้วต้องประหยัดT_T)
ผมเลยตัดสินใจเดินเลาะแม่น้ำน่าน
เพื่อเดินกลับที่พัก ระหว่างเดินผ่านสวนสาธารณะ
มีกลุ่มหมอนวดประมาณ 30 -40 คน มีการนวดฝ่าเท้า
นวดคลายเส้น ให้บริการในสวน ดูแล้วน่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ
มีคนมาใช้บริการจำนวนค่อนข้างเยอะเลยครับ
ผมเดินมาทั้งวันปวดเท้าน่าดู ใจหนึ่งอยากนวดเท้า
ไม่อยากกลับที่พักไว แต่ก็กลัวว่าถ้าผมถอดรองเท้ามา
ป้าๆ จะเป็นลมเอา จึงเดินผ่าน พร้อมกับ
บอกกับตัวเองว่าถ้าผมมีโอกาส มาที่เมืองนี้อีกผมจะกลับมาให้ป้าๆแม่ๆนวดให้ผมนะครับ
ผมเดินกลับมาถึงห้องพักประมาณสองทุ่มครึ่ง จึงนั่งอ่านหนังสือบนดาดฟ้า
มีเพื่อนฝรั่ง นั่งเปลอ่านหนังสือ เงียบๆอยู่ไม่ไกลกัน ทำให้ผมไม่เหงานักในค่ำคืนนี้
เช้าวันต่อมา ผมออกจาก karmar hostel ตอน 9.30 น.
เพื่อว่าจะไปจองคิวขึ้นรถรางรอบแรกให้ได้
เพราะผมต้องขึ้นรถไฟตอน 13.20น.
สิ่งหนึ่งที่ผมเกือบลืมที่จะเล่าก็คือ ผมชอบสำเนียงเหน่อๆของชาวพิษณุโลกจัง ฟังแล้วทำให้รู้สึกถึงความถ้อยทีถ้อยอาศัย มีความอ่อนโยนและมีเมตา ในน้ำเสียง
ผมเดินณจุดจอดรถราง
เจอป้าๆกลุ่มหนึ่งนั่งรอรถรางออก
ผมจึงนั่งรอด้วยคน
แอบฟังจากการสนทนาจึงรู้ว่าป้ามาจากนครสวรรค์ นัดกันทางไลน์กลุ่มมาเที่ยวที่นี่
เสร็จแล้วก็จะขึ้นรถไฟกลับตอนบ่ายสอง
นั่งรออยู่บนรถรางนานสองนาน รถก็ไม่ออกสักที ปรากฏว่ารถโดนเหมา
ไม่มีรอบสำหรับคนทั่วไป
หมายความว่าพวกเรานั่งกันเก้อ
ทำให้เหล่าป้าๆโวยวายกันน่าดู
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้