อยากแชร์ประสบการณ์บ้าง และระบายความในใจ วิศวฯโยธา มช. จากเงินเดือน 12,000 เป็น รายได้ 100,000 กว่า ใน 7 ปี

ก่อนอื่น จขกท.ไม่รู้ว่า มันจะคือการอวด หรือ ทำให้คนอื่นตีความหมายเป็นอย่างไรได้บ้างนะครับ แต่ก็ขอแชร์ประสบการณ์ เพื่อว่า ผู้ที่สนใจอยากเก็บเกี่ยวด้านดีในชีวิตผม เพื่อไปเป็นแรงผลักดัน หรือ แนวคิดในการทำงานได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ก็เป็นการยินดีครับ จริงๆก่อนหน้านี้ผมเคยตั้งกระทู้เรื่องราวของตัวเอง เพื่อที่อยากจะทำบันทึกชีวิตของตัวเองแบบเจาะลึก เก็บไว้เป็นความทรงจำ หรือ ให้คนอื่นได้ศึกษาไว้บ้าง แต่ก็ไม่ค่อยมี feedback กลับมาเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะ มันยาวเกินไป

เริ่มตั้งแต่สมัยเรียน จขกท.เป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนเก่งอะไรมากมาย ผลการเรียนก็ไม่ได้ดีเลิศ เป็นเด็กที่มาจากเมืองรอง ทางจังหวัดพะเยา มีโอกาสได้สอบติดผ่านโครงการพิเศษ ของ คณะวิศวฯมช. ก็ถือว่า เป็นดวงประมาณ 80% เลย เพราะ ไม่ได้หวัง และตั้งใจจะเป็นวิศวฯตั้งแต่ตอนนั้น ถึงขั้นวันประกาศผล เพื่อนโทรมาบอก ผมยัง งงๆ เลย เพราะ ไม่ได้ลุ้นเลยจริงๆ แต่ก็ติดมาได้ อาจเป็นเพราะ จังหวะ และโอกาสที่มันเหมือนโชคของผม ก็ถือว่าขอบคุณการกระทำทุกอย่างในวันนั้นครับ

พอเข้ามาเรียนอาจเป็นเพราะ เราไม่ได้ผ่านเข้ามาด้วยวิธีการสอบโควต้า หรือ แอดมิชชัน เลยแทบจะปรับตัวในปีกแรกไม่ได้ ถึงกับน้ำตาแตกเลยทีเดียว เพราะ มันยากมากๆ ผม Drop ไปประมาณ 9 หน่วยกิต เพราะ รู้ว่า ถ้าสู้ต่อ คงมีโดน รีไทร์ แน่นอน หลังจากปีที่ 2-4 ก็ถึงจะพอปรับตัวได้บ้าง ก็จบมาได้ด้วย เกรดเฉลี่ย 2.51 นี่พี่เพี้ยนเอง

ความรู้สึกหลังจบนะครับ ทำมันเคว้งคว้างอย่างงี้หว่าา ? พอสอบเสร็จตัวสุดท้าย แม่โทรมาถาม ดีใจมั้ยลูก จะไปเที่ยวไหนก่อนมั้ย ผมนี่แบบแทบไม่รู้สึกดีใจอะไรเลย กลับกัน ผมดันมีความรู้สึกถึงการล่องลอย ไม่มีจุดหมาย เลยตัดสินใจหาสมัครงานไปทั่ว จนมาได้ทำงานแรกในบริษัท บ้านจัดสรรค์ ในเชียงใหม่ จำได้แม่นเลย เงินเดือนเค้าถามอยากได้เท่าไหร่ สมัยนั้น มีนโยบาย ป.ตรี 15,000 บาท แล้วนะครับ แต่ผมขอไป 12,000 บาท เจ้าขอ บริษัท โอเคในทันทีที่ผมขอ ทำไปได้ซักพักนึงช่วงสั้นๆ สำหรับที่นี่ ด้วยความ ที่บริษัทกำลังจะล่ม และไม่มีคนสอนงานเลย ผมเลยจำเป็นต้องขอลาออกก่อน เพื่อไปหาทำงานที่ใหม่ 

บริษัทที่สองสโลแกน "โหด มัน หงอก"
เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างครับ เงินเดือน 14,000 พ้นโปร ได้ 16,000 บาท ไม่มีโอที ไม่มีอะไรเลย ได้หยุดเดือนละ 2 วัน รวมวันอาทิตย์แล้วนะครับ แต่ถือเป็นที่ ที่บ่มเพาะวิชาหน้างาน และความอึด ความกดดันให้ผมพอสมควรเลย เจอหัวหน้างานที่โหดมาก จำเหตุการณ์ได้แม่น คือ โดนด่า จน รปภ.ตึกข้างต้องสังเกตุการณ์เลย เพราะ มันรุนแรงมากครับ ใครที่ผ่านระบบ SOTUS มาจะรู้ว่าการโดนว๊ากมันเป็นยังไง ผมโดนแบบนั้นหล่ะ แต่พี่เค้าก็ดีนะครับ ปากร้าย ใจดี ช่วยสอนงาน พาไปเลี้ยงกินข้าวบลาๆ แต่ด้วยรูปแบบงานที่กดดัน กับรายได้ที่ไม่พอใช้สอยในชีวิตประจำวัน ทำให้มนุษย์เรามักหาวิธีเอาตัวรอด นั่นก็คือการหาลู่ทางที่ดีกว่า จนได้เข้าบริษัทมหาชน ด้านการพัฒนาฯอสังหาเชิงราบ 1-3 ของประเทศ

บริษัทที่สาม "วิศวกรรมกร สากกระเบือ ยันเรือรบ"
ที่นี่ผมถือว่าอยู่ยาวเลยครับ อยู่แบบความรู้สึกพนักงานเงินเดือน แบบ Comfort Zone เลย คือ ไม่กล้าย้ายออก ไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเป็นขนาดไหน ตอนนั้นผมได้ตำแหน่ง Site Engineer เริ่มต้นการทำงานด้วยเงินเดือน 20,000 + OT + Bonus ในตอนนั้น ก็ถือว่า ค่อนข้างพอใจมากสำหรับรายได้ เพราะ เราอยู่เชียงใหม่ แต่ได้รายได้เท่านี้ ตอนนั้นอายุ 23 ย่าง 24 ครับ
จะเล่ารูปแบบการทำงานที่ผมต้องเจอให้ทุกท่านฟัง 
แน่นอนยังไงเราก็ต้องทำงานเป็นวิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง จัดทำ BOQ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ควรจะทำอยู่แล้วตรงนี้ไม่ขอเน้นครับ

แต่ ที่จะขอพูดว่า ที่นี่ทำให้ผมตั้งสโลแกนชีวิตการทำงานแบบนั้น เพราะ ผมต้องทำงานต่างๆดังต่อไปนี้ ด้วยคำว่าความรับผิดชอบ
1. แบกเขิบ ก่อเขิบทำทางเท้าถนนเอง ในบางจุด
2. ล้างถนนขี้ดินโคลนเอง
3. เก็บขยะครัวเรือนลูกบ้านเอง ในขณะที่ยังหาผู้รับเหมาไม่ได้
4. กวาดฝุ่นก่อสร้าง เก็บขยะก่อสร้างเอง
5. สำรองเงินส่วนตัว ลงทุน เงินจ่ายให้ผู้รับเหมาก่อนเอง
6. ตัดหญ้า รดน้ำต้นไม้ บ้านที่ยังขายไม่ได้
7. เก็บงาน ยิงซิลิโคน ขัดปูน ขัดทรายล้าง บ้านก่อนโอนให้ลูกค้า

ซึ่งทั้งหมด ผมบอกเลยว่านี่คือจุดบ่มเพาะความอดทน ให้เคยชินกับความคับข้องใจในระหว่างนั้น ถึง เกือบ 5 ปี และทำให้ผมถูกประเมิน เป็นพนักงานเกรด A มาเกือบทุกครั้งที่มีการประเมิน แต่ที่ผมได้เกรด ตรงนั้นมา คือมันมีที่มา เพื่อนๆเข้าใจคำว่า ความรับผิดชอบมั้ยครับ ผมเป็นคนที่เวลาโดนด่า จะรู้สึกเครียด และไม่ชอบให้ใครมาด่า ผมเลยต้องทำทั้งหมดที่ว่ามา ในขณะที่ หัวหน้างานผม ยัง Support หาคนมาทำงานตรงนั้นไม่ได้ ผมเลยต้องทำเอง เพราะ มันมีเป้างานมาจากบริษัท

จนกระทั่งเกิดปัญหาที่ Site งาน เรื่องของยอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้าของบริษัท ทำให้เรือแตก พนักงานทะยอยลาออก ซึ่งผมก็เป็น 1 ในนั้น จนทำให้ผมเปิดโลกใหม่ๆ ที่ทำให้เกิด ลู่ทางใหม่ๆ

บริษัทปัจจุบัน "อิสระ และความท้าทายใหม่"
ยังคงเป็นธุรกิจหมู่บ้านจัดสรรค์เชิงราบ เช่นเดิมครับ แต่ผมสามารถ present ตัวเองจน เข้าไปอยู่ในตำแหน่ง ผจก.ฝ่ายก่อสร้าง ควบ กับ Project Engineer ได้ ซึ่งสิ่งแรกที่ผมตั้งเงื่อนไขกับการทำงานที่ใหม่ คือ ขออย่าให้ผมสแกนนิ้ว ลงเวลาเข้าออก เพราะ ผมมองว่าการทำงานในตำแหน่งนี้ อาศัยผลงาน และความรับผิดชอบเป็นหลักในการทำงาน ผมเลยได้เงินเดือนอยู่ที่ 48,000 บาท และขยับ เป็น 50,000 บาทใน 2 เดือนถัดไป และขยับเป็น 65,000 บาท ในอีก 6 เดือน ถัดไปจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งคำถาม ? ว่าทำไมผมมีการปรับได้หลาย % ในช่วงไม่กี่เดือน ตรงนี้มีเหตุผล ของผลประโยชน์ ที่ผมทำให้บริษัทมารองรับครับ

ท้าวความสมัย ผมทำงานที่บริษัทก่อนหน้านี้ ผมได้สร้างเครดิตให้ตัวเองด้วยการที่ หากผู้รับเหมาที่มาทำงานให้ผม ยังไม่สามารถเบิกเงินได้ในขณะที่งานเสร็จแล้ว จากบริษัทด้วยปัญหาของการทำงานงบประมาณขึ้น ZAP
ผมพร้อมสำรองให้ก่อน และค่อยไปเบิกคืน ทำให้ผมได้เครดิตที่ดีจากพวกช่าง ผู้รับเหมา ว่าทำงานกับผม จะได้เงินครบถ้วนตามตกลง และตรงเวลาทุกคน

ทำให้ เมื่อผมมาทำงานที่ปัจจุบัน ผู้รับเหมา ก็พร้อมจะติดตามผมมาทำงานด้วย และให้ต้นทุนราคาที่ถูกกว่า ทำให้ผมสามารถลด ค่าใช้จ่ายให้บริษัท สะสมได้ตอนนี้ เป็นหลัก 10 กว่าล้านบาท ในขณะที่ ยังทำงานไม่ถึง 1 ปี และสามารถสะสางปัญหาต่างๆ ที่สะสมมาได้ จนให้เงินเดินต่อไปอย่างราบรื่นพอสมควร

อีกทั้ง เมื่อทางบริษัทปัจจุบันไม่ได้บังคับเรื่องเวลาการทำงานกับผมมาก ทำให้ผมสามารถไปรับงานเสริม ได้ในลักษณะ Consult งาน และทำให้ผมมีรายได้อีกทางเพิ่ม มา 30,000-50,000 บาทบ้าง แล้วแต่เดือนๆไป ก็เลยเป็นที่มา ที่ผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์

จริงๆ ที่ผมนำมาเล่า มันก็คือ ชีวิตด้านนึง ของผม ที่ถ้าใครมาอ่าน อาจจะหมั่นไส้ เพราะ ดูเหมือนมันเป็นกระทู้อวดป่าวหว่า 55
แต่เอาจริงๆ ผมอยากให้ท่านเสพย์ด้านที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ ยิ่งกับน้องๆ ที่กำลังเรียนจบ หรือ กำลังทำงาน 1-2 ปี และยังค้นหาตัวเองอยู่ หวังว่า จะพอเห็นลู่ทางในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

ผมก็ไม่รุ้ครับ ว่าต่อจากนี้ วันพรุ่งนี้ผมจะไปอยู่จุดไหน แต่ผมรู้แค่ว่า ผมเองจะเป็นคนที่ชอบคิดล่วงหน้า เห็นปัญหาล่วงหน้า และหาลู่ทางล่วงหน้าตลอด นี่คือตัวผม ผมไม่เคยดูถูกคนที่ปัจจุบันด้อยกว่า เพราะ ผมก็เคยโดนดูถูกจากคนที่ดีกว่าผมมาก่อนเหมือนกัน จนวันนี้ผมก็พยายามเอาคำดูถูกมาผลักดันตัวเองได้

ผมก็ขอขอบคุณ ทุกท่านที่อ่านจนจบนะครับ หวังว่า เรื่องราวชีวิตผมในมุมมองนี้ จะทำให้ท่านมีกำลังใจ และเห็นลู่ทางที่ไปข้างหน้าได้ ผมก็จะดีใจมากครับ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่