ขอแชร์ประสบการณ์การลดน้ำหนัก 12 กิโลที่แสนยาวนานของตัวเองค่ะ

      สวัสดีเพื่อนๆทุกคนใน pantip นะคะ เราจะมาแชร์ประสบการณ์การลดน้ำหนัก 12 กิโลใน 4 ปีค่ะ 555 ใครรีบหรือมีแพลนใกล้ๆที่ต้องรีบลด ข้ามกระทู้เราได้เลยนะคะ 555 แต่ถ้าใครไม่รีบ อยากทำไปเรื่อยๆ เฉื่อยๆ เอื่อยๆแบบเรา 555 ตามเรามาโลดค่า...
      กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของเรานะคะที่เป็นกระทู้แชร์ประสบการณ์ยาวๆ  (เคยตั้งกระทู้ถามตารางแข่งวอลเลย์บอลเมื่อนานมาแล้ว)
ถ้าภาษาเราไม่น่าอ่านหรือทำผิดกฎกติกาอะไรไป ขออภัยไว้ ณ กระทู้นี้ด้วยจ้า  เรามือใหม่แห่งวงการรีวิวจริงๆค่ะ 5555

      และต้องบอกก่อนเลยว่าเราไม่ใช่กูรูหรือผู้เชียวชาญด้านการลดน้ำหนักนะคะไม่ได้มีความรู้หรือทฤษฎีอะไรมาก เราลดตามแบบของเรา แบบที่ก็พยายามศึกษาความรู้ให้มากที่สุด แต่ถ้าผิดพลาดตรงไหนหรือควรเพิ่มอะไรแนะนำกันได้เลยนะคะ

เข้าเรื่องกันเลยเนาะ อิอิ
อันดับแรก เอารูปตอนอ้วนไปดู



       เล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังกันก่อนนะคะ ในภาพนี้เป็นปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่เราอ้วนที่สุดในชีวิตเลยค่ะ  ส่วนสูง 159 หนัก 67.7 จำได้ขึ้นใจเลยค่ะ
ไปชั่งแทบทุกวันมันก็ขึ้นเรื่อยๆก็ยังไม่ซีใดๆ โนสน โนแคร์ค่ะ 555 สนใจแค่วันนี้จะได้กินอะไรอร่อยๆ  แอบเข้าข้างตัวเองว่าพวกที่หุ่นดีๆต้องทรมานมาก ชีวิตเกิดมาอดๆอยากๆไม่ได้กินของอร่อยๆ  เรานี่โชคดีไม่ต้องลดไม่ต้องพยายามเพื่อใคร ทำเพื่อตัวเองคืออยากกินอะไรก็กิน อยากนอนก็นอน  555 เราอาจจะเป็นคนที่ไม่ถือว่าอ้วนมากนะคะ แต่ก็อ้วนน่ะแหละ  555 คือเป็นผู้หญิงอวบระยะสุดท้าย ด้วยเหตุนี้แหละ  เหตุผลที่ว่าก็ไม่ได้อ้วนมากซะหน่อย ไม่ได้หนักเป็นร้อยเมื่อไหร่ล่ะ  มันจึงทำให้เราไม่คิดจะลดสักที ซึ่งจริงๆแล้วก่อนหน้านี้เราเป็นคนที่เรียกว่าอวบเฉยๆนะคะ  คือยังไม่เข้าขั้นอ้วน หนักประมาณ 54-55 กิโล สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

 คือจะอยู่ประมาณนี้  แต่ก็ถือว่าอ้วนกว่าเพื่อนๆในกลุ่ม จึงหันไปพึ่งพายาลดน้ำหนัก  (เข้าประเด็นยาลดน้ำหนักแล้วยาวค่ะ 555)

        -  บอกเลยว่ายาลดน้ำหนักกับเราสมัยเรียนมหาวิทยาลัยนี่เป็นของคู่กันเลย กินจนเลิก เลิกแล้วก็กลับไปกิน ทั้งของคลินิกที่ว่าหมอเป็นคนจ่ายให้และสั่งมาจากเน็ต  สมัยนั้นไม่ได้มีรีวิวหรือการแชร์ความรู้อะไรมากมาย รู้แค่ว่ายานี้กินแล้วผอม ก็แห่ซื้อกันมากิน ดีนะไม่ตายซะก่อน 555


อันนี้เป็นรูปสมัยติดยา 555 น้ำหนักลดเหลือ 52 ก็คือยังอวบอยู่แต่ก็ผอมลงมา 4 โล คือจะบอกว่าไม่คุ้มจริงๆนะคะสำหรับใครที่คิดจะกิน สำหรับเรามันลดลงได้น้อยแต่ผลเสียเยอะมากมาย ระบบเผาผลาญพัง ไปตรวจร่างกายมา อายุยังไม่ 30 เลยแต่ระบบเผาผลาญเท่ากับคนอายุ 45 ช็อคมั้ยล่ะคะ 555

       -   หลังจากจบมหาวิทยาลัยเราก็ไม่เลิกนะคะ ยี่ห้อไหนดียี่ห้อไหนดัง แพงๆยิ่งชอบเพราะเชื่อว่าคงจะดี 555 ดาราเป็นเจ้าของก็เคยลองมาแล้ว
แพงด้วย กล่องนึงเกือบ 2,000 เงินเดือนหมดไปกับค่ายานี่แหละ สุดท้ายพอหยุดก็เข้าระบบเดิม ดีดเพิ่มกว่าเดิม ก็วนหายี่ห้ออื่นมากินอีก จนสุดท้ายจาก
55 กิโลที่เราคิดว่าอ้วน กลายเป็น 67.7 กิโลนี่แหละค่ะ หมูดีๆนี่เอง 555

ภาพนี้เป็นช่วงต้นปี 58 ประมาณเดือนเมษา  58 เราไปเที่ยวกระบี่ คือก็จะต้องถ่ายรูปใช่มั้ยคะ นี่แหละค่ะ เป็นจุดเริ่มต้นที่เรารู้สึกว่าเราอ้วนไปแล้ว น้ำหนักทะยานไปเกือบถึง 70 กิโล เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะหนักได้ขนาดนี้

พรีชีพกันให้สุด 555 หน้าตาอิดโรยมากค่ะ เหมือนตัวจะแตกหน้าจะแตกตลอดเวลา เราเป็นคนที่พออ้วนแล้วหน้าจะมาก่อนเลยค่ะ เหนียงนี่ก็ตามมาติดๆ คือถ้านั่งถ่ายรูปกับคนที่น้ำหนักเท่ากัน เราจะอ้วนสุด เพราะหน้ากับเหนียงชนะเลิศกว่าใครๆค่ะ 5555

จิตตกสุดก็ตรงที่ เมื่อก่อนเวลาเราถ่ายรูปรวม กับบางคนที่เราเคยน้ำหนักพอๆกับเค้า ไซร์ใกล้ๆกัน คือตอนนี้เราแซงหน้าทุกคนแล้ว

ลั้นลาสุดๆ 555

จริงๆมีรูปที่จะเห็นชัดกว่านี้นะคะ  แต่บางรูปเรารับไม่ไหวเราก็ลบทิ้งไป เลยเหลือเท่านี้แต่ก็พอจะดูออกว่าเป็นเด็กอ้วนเกือบกลิ้งได้คนนึง 555

      หลังจากที่เราตัดสินใจว่าสงสัยต้องเริ่มลดบ้างแล้ว สิ่งแรกที่เราทำเลยก็คือ งดกาแฟสดค่ะ  ใช่ค่ะเราติดกาแฟสด  ชอบสั่งที่สุดก็คือม็อคค่าเย็นหวานน้อยค่ะ ก็พยายามจะให้ไม่ได้รู้สึกผิดเท่าไหร่ก็จะสั่งหวานน้อย แต่ไม่ได้คิดถึงนมถึงนมข้นหวานช็อคโกแลตที่จัดเต็มเลยว่ามันเป็นผลขนาดไหน

      มีร้านประจำทุกที่ ไปที่ไหนขอเบอร์เค้าไว้ตลอด โทรสั่งตอนเช้าเดี๋ยวเข้าไปรับ เรียกได้ว่าติดมาก กินทุกวัน แต่ก็แค่วันละแก้วนะคะ มากกว่านั้นไม่ไหวใจสั่นทั้งคืน ทีนี้ก็เลยตัดสินใจเลิกค่ะ เลิกกาแฟสดนะคะ โดยตอนแรกหากาแฟที่ช่วยเรื่องการเผาผลาญใน 7-11 มาทานแทน มียี่ห้อนึงเราชอบรสชาติมาก คล้ายๆม็อคค่าเลยค่ะ คือกินแล้วไม่อยากกาแฟสดเลยค่ะ ซองนึง 60 แคล แต่เราไม่จบนะคะ เราชง 2 ซอง เติมโกโก้ไปด้วยและบางทีก็ใส่นมสดด้วยค่ะ 555 (วิถีคนอ้วนใช่มั้ยคะ)  ตกแก้วนึงก็ประมาณ 150-160 แคล
      เราคิดว่าอย่างน้อยมันก็น้อยกว่าม็อคค่าเย็นที่เราชอบสั่ง (แก้วนึงประมาณ 3-400 แคล) ก็ทานแบบนี้ทุกวัน และอีกวิธีที่ใช้ลดน้ำหนักตอนนั้นคือ T25
ค่ะ
เคยได้ยินกันใช่มั้ยคะ ทำตามคลิป T25  เราเล่นแค่ Alpha ค่ะ มี 5 คลิป ก็ทำตามตารางนะคะ บางคลิปไม่ไหวก็ไม่ทำค่ะ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเล่นจนจบนะคะ วันแรกๆก็ปวดเมื่อยสุดๆหลังๆก็เริ่มชินค่ะ  ใจสู้มากตอนนั้น ทำไปได้จนครบ 1 เดือน  เรื่องกินอื่นๆก็ปกติไม่ได้ลดอะไรเลยค่ะ กินขนมกินข้าวครบทุกมื้อ 555

ทำไปได้ประมาณ 4 เดือน น้ำหนักจาก 67.7 ลดลงมาเหลือ 63 กิโลค่ะ ดีใจมาก รู้สึกดีขึ้นเยอะค่ะ  คือไม่อึดอัดตัวเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังไม่ผอมนะคะ ก็จัดอยู่ในกลุ่มอ้วนเหมือนเดิม เพียงแต่ลดลงมาหน่อย

ภาพนี้ประมาณต้นปี 59 นะคะถ้าจำไม่ผิด

คือลดลงมาจนมีคนทักว่าผอมลง แต่ก็น้อยค่ะเพราะมันลดลงมาน้อย และก็ยังจัดว่าอ้วนอยู่ดี ตอนนั้นหยุดเลยค่ะ คือคิดว่าพอแล้ว ไม่ได้คิดว่าจะลดเพิ่มเพราะรู้สึกไม่ได้มีแรงบันดาลใจอะไรหรือจะลดไปทำไม จุดประสงค์คือแค่ให้ลดลงไม่อึดอัดเหมือนเดิมแค่นั้นเอง ก็เลยหยุดการลด แต่กาแฟยังกินแบบเดิมนะคะ ชงเอง แต่ไม่ได้ออกกำลังกายแล้ว ก็อาจจะมีบ้างแต่น้อยค่ะ ไม่ได้ทำตามตาราง  น้ำหนักก็ไม่ได้ขึ้นนะคะ หยุดที่ 63 อยู่

      จนเวลาผ่านไป เข้าสู่ต้นปี 60 อยู่ๆก็อยากจะลดน้ำหนักขึ้นมาอีกครั้งค่ะ คืออยากใส่ชุดสวยๆได้ อยากถ่ายรูปแล้วออกมาสวย และอยากได้สุขภาพที่ดีด้วยค่ะ

      ตอนนั้นเทรนการวิ่งกำลังมาค่ะ ก็เลยตัดสินใจวิ่งค่ะ เดินบ้างวิ่งบ้าง ส่วนการกินก็มีทำอาหารคลีนทานเองบ้าง แต่ก็ไม่ถือว่าคลีนจ๋านะคะ ก็ทำตามที่อยากทำเพียงแค่ลดน้ำมัน คือไม่ใช้เลย อย่างถ้าจะเจียวไข่ก็เทไข่ลงไปเลยค่ะ แล้วก็คนๆไปเรื่อยๆ (แต่ต้องใช้กระทะที่ไข่จะไม่ติดกระทะนะคะ) ก็จะได้ไข่เจียวนุ่มๆที่ไร้น้ำมัน ก็อร่อยดีนะคะ  บางมือก็ทานปกติ ขนมก็มีเหมือนเดิม
อันนี้เป็นข้าวไรซ์เบอรี่ผัดน้ำพริกปลาทู ก็ทำง่ายๆค่ะ เน้นสะดวกตัวเอง

อันนี้ข้าวหมูติดมันย่าง 5555 ก็ถ้าอยากกินเราก็กิน ไม่ได้หักโหมอะไรนะคะ

      ถ้าคนผอมที่เข้ามาอ่านกระทู้เราอาจจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรมากนะคะต้องบอกไว้ก่อน 555 คือเราเน้นเราสบายตัวและสะดวกตัวเองค่ะ ไม่ได้หักโหม

***อันนี้เป็นหัวใจสำคัญเลยนะคะ
      เราอยากทำแบบนี้ไปตลอดชีวิต เราไม่อยากมีช่วงนี้ไดเอทนะ ช่วงนี้ลดน้ำหนักนะ พอได้ตามเป้าก็หยุด กลับมากินเหมือนเดิมใช้ชีวิตเหมือนเดิม สุดท้ายก็กลับมาเป็นช่วงไดเอทใหม่ แบบนี้มันจะทรมานและน่าเบื่อมากกว่านะคะเราว่า  เราเลยทำแบบไม่รีบ นี่อาจจะเป็นข้อดีของคนที่ไม่อ้วนมากแบบเรานะ 5555 คือไม่ได้เร่งรีบอะไร ทำไปเรื่อยๆ ลดได้ก็ดี ลดไม่ได้ก็เป็นผู้หญิงอวบ(แต่สวย) ต่อไป ชีวิตก็แค่นี้เนาะ 555***

***อีกหนึ่งตัวอย่างนะคะ
     บางทีเราเห็นเพื่อนเราที่อ้วนมากๆเป็นร้อยโล คือเค้าลดน้ำหนักได้จริงนะคะ ออกกำลังกายหักโหมมาก และกินคลีนทุกมื้อ ลดลงมา 4 เดือน 20 โลอะไรแบบนี้ แล้วสุดท้ายก็กลับไปอ้วนเหมือนเดิม คือเราเห็นเค้ากิน มื้อเช้าขนมปัง 2 แผ่น โยเกิร์ต 1 ถ้วย กลางวันส้มตำไก่ย่างครึ่งไม้ เย็นสลัดผัก ปลาดุกย่าง อะไรแบบนี้ คือคนอ้วนทีน้ำหนักตัวเป็นร้อยโล ทานแค่นี้ไม่อิ่มหรอกค่ะ เรามั่นใจว่าช่วงแรกๆเค้าต้องทรมานมากแน่ๆ คือเมนูพวกนี้คนผอมอาจจะทานได้แต่ถ้าเราอ้วนก็คือมันไม่เหมาะกับเรา สุดท้ายเพื่อนก็กลับมาอ้วนอีกและก็ต้องเข้าช่วงหักโหมลดอีก วนอยู่แบบนี้

      สำหรับเราเราจะไปคำนวณหาค่า BMI และ BMR ก่อน แต่ที่สำคัญก็คือ BMR (หาเว็บคำนวณได้เลยนะคะ) คือดูว่าเราอายุเท่านี้ สูงเท่านี้หนักเท่านี้ ใช้พลังงานต่อวันกี่แคล เช่น ถ้าไปคำนวณได้พลังงานที่ใช้ต่อวัน 2000 แคล เราก็จะเลือกทานอาหารที่แคลลดลงมาเหลือสัก 1700-1800 แคล ไม่ใช่ทานอาหารที่รวมๆแล้วได้แค่ 1 พันแคลต้นๆเพื่อเร่งการลดอะไรแบบนี้ พอเข้าใจมั้ยคะ (หลักการที่หลายๆคนก็ทราบอยู่แล้ว) มันจะกลายเป็นหักโหมจนเกินไปและโยโย่ได้ แค่นี้น้ำหนักเราก็จะค่อยๆลดลงมาแล้วค่ะอย่าใจร้อนเลยนะคะ ทำให้มันเป็นเรื่องสนุกและอย่าไปเร่งรัดมากดีกว่าค่ะ

ถึงไหนแล้วน้า 5555 ...

      หลังจากที่เราเริ่มลดน้ำหนักรอบที่ 2  เข้าสู่ปี 2560 เราก็ลดลงมาได้เหลือ 60-61 โลค่ะ ก็ลดจากปี 59 มาได้ประมาณ 3 โล

ก็ยังจัดอยู่ในโหมดอวบระยะสุดท้ายอยู่นะคะ 555 แก้มก็ยังหนาแน่นอยู่

ภาพนี้ น้ำหนักประมาณ 60 ค่ะ

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่