Mission Impossible 7-8 ได้ผกก.คนเดิมจากสองภาคก่อนมากำกับสานต่อภารกิจทีมจารชนสะท้านโลก

กระทู้คำถาม
 เป็นข่าวมาสักพักแล้วว่า เฮียแม็คคิว หรือชื่อเต็มๆ คริสโตเฟอร์ แม็คไควร์รี่ ผู้กำกับหนังคู่บุญกับนักแสดงรุ่นเดอะอย่าง ลุงทอม ครูซ จะกลับมากำกับหนังสายลับภาคต่ออย่าง MI อีกสองภาค ซึ่งหนังชุดนี้ยังไม่มีท่าทีที่จะจบ
แฟรนไซส์ไว้ที่ภาคแปด โดยที่ตัวลุงทอมตอนนี้อายุแาไป 56 ปีแล้ว แสดงต่ออีกสองภาค ระยะห่างระหว่างภาคก็สามสี่ปี ก็อายุ 60 ปีพอดี แต่แกยังคงออกบู๊ไหว แค่ภาคล่าสุดอายุ 54 แกยัง ปีนป่าย กระโดดจากที่สูง เล่นฉากสตั้นเอง วิ่งเร็วเหมือนสมัยภาคแรกๆอยู่เลย และหน้าตาแกก็แทบไม่เปลี่ยนแปลงแก่ลงกว่าสมัยเรื่อง Top Gun เพียงนิดหน่อย 

 โดยที่ธีมหลักของหนังชุด MI นั่น แต่ละภาคจะเปลี่ยนตัวผกก.และมือเขียนบทตลอด เพื่อความแปลกใหม่ สไตล์การนำเสนอของแต่ละบุคคลว่าจะให้หนังออกมาสไตล์ไหน ซึ่งผกก.หนังเรื่องนี้ตั้งแต่ภาคแรกมาจนถึงภาคสี่ ถือว่าทำหนังออกมาได้ดีมาก สนุก ระทึก ตื่นเต้น มีฉากเด็ดที่ไม่ซ้ำเป็นที่ท่าจดจำทุกภาค มาถึงภาคห้า MI Rogue Nation ได้เฮียแม็คคิวมาทำหน้าที่ควบทั้งเขียนบทและกำกับ โดยที่ก่อนหน้านั้นเฮียแกเคยทำงานร่วมกับลุงทอมมาก่อน ในเรื่อง Valkyrie และ Jack Reacher และแกก็ยังเขียนบทหนังดังๆอีกหลายเรื่อง รวมถึงเป็นโปรดิวเซอร์ให้หนังเรื่อง Edge Of Tomorrow ของลุงทอมอีกด้วย

 เฮียแม็คคิวแกกำกับหนัง MI ออกมาดีไม่แพ้ผกก.สี่ภาคก่อน ทำเป็นสไตล์ของตัวเอง และพยายามเอาความเป็น MI ภาคก่อนๆมารื้อฟื้นให้คนดูภาคก่อนๆได้เห็นด้วย ฉากหลายฉากทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในภาคก่อนๆ ช่วงนั้นหนัง MI Rogue Nation เข้าฉายใกล้ๆกับหนังสายลับรุ่นใหญ่อย่าง James Bond 007 ภาค Spectre ซึ่งตัวหนังเจมส์ บอนด์ภาคนี้ถือว่ามันดูดร็อปลงกว่าภาคก่อนอย่าง Skyfall ที่ทำเอาไว้ได้ดีมากๆ ขณะที่หนัง MI ยังคงสไตล์ตัวหนังแบบเดิมๆไว้ได้ดีและยังมีฉากหลายฉากที่ดูแปลกใหม่และเนื้อเรื่องที่มีปมความเข้มข้นต้องตัวบทมากกว่าหนังบอนด์ภาค Spectre ในปีนั้นถือจะทำรายได้ดีทะลุเป้า เพราะเป็นหนังฟอร์มใหญ่อะนะ ทุนหนังไม่แพ้เรื่อง MI เลย แต่ความสนุก ความประทับใจ ในทั้งเนื้อเรื่องและฉากแอ็คชั่น ผมให้ MI Rogue Nation กินขาดเลย 

 ถัดมาสองปีหลังหนัง MI ภาคห้าเข้าฉาย ลุงทอมแกไปแสดงยังอีกสองเรื่องในปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่ตกอับของแกเลยก็ว่าได้ แกไปแสดงเรื่อง The Mummy ซึ่งหนังไม่สนุกเอาซะเลย รายได้ก็ไม่ดีเท่าที่ค่ายหนังคาดหวังไว้ และเรื่อง American Made ก็เป็นหนังที่แกร่วมงานกับ Doug Liman ผกก.เรื่อง Edge Of Tomorrow ก็เป็นหนังของแกที่กระแสเงียบ และก็ไม่ได้สนุกมากมาย ลืมไปปีก่อนหน้า แกแสดงหนังภาคต่ออย่างเรื่อง Jack Reacher Never Go Back ซึ่งกำกับโดย Edward Zwick ที่เคยร่วมงานกับแกมาก่อนในเรื่อง The Last Samurai ได้เฮียแม็คคิวมาเป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งภาคต่อของ JR ก็โดนนักวิจารณ์สวดยับ สนุกสู้ภาคแรกไม่ได้ บทเดาง่ายไป หลายคนบอกภาคนี้มันไม่มีความเป็น JR ที่เน้นการสืบสวนสอบสวนเป็นหลัก แอ็คชั่นเป็นรองแบบภาคแรกที่เฮียแม็คคิวกำกับ แถมรายได้ภาคนี้ไม่ดีด้วย แต่หนัง JR Never Go Back ก็ยังมีกระแสที่ดีอยู่ และผมว่าหนังดร็อปความสนุกลงจากภาคแรกแต่ก็ยังสนุกกว่าสองเรื่องในปีถัดมาของแก ที่อับปรีเลยแหละ โดยเฉพาะ The Mummy 

 เนื่องจากหนังปีสองปีที่ผ่านมากระแสหนังของลุงแกไม่สู้ดีนัก แกเลยกลับมารับบทสายลับ อีธาน ฮันท์ ในหนังชุด MI อีกครั้ง มาภาคนี้ ได้เฮียแม็คคิวจากภาค Rogue Nation กลับมาควบหน้าที่กำกับและเขียนบทเช่นเคย ในชื่อภาค Fallout ซึ่งเฮียแม็คคิวแกต้องการทำภาคนี้เน้นเนื้อเรื่องซีเรียสๆ ปมเยอะๆ หักเหลี่ยมหักมุม สไตล์หนังภาคแรก และใส่ฉากแอ็คชั่นลงไปเยอะๆ เพิ่มความบ้าระห่ำลงไป และผมต้องชื่นชอบสปีริตความทุ่มเทของลุงทอม คือ หนัง MI ภาคก่อนๆ หรือ หนังแอ็คชั่นเรื่องอื่น แกก็แสดงฉากสตั้นเสี่ยงตายด้วยตัวเองแทบทุกฉาก มีสตั้นแมนแสดงแทนบ้างแต่น้อยมาก แทบจะไม่เลยแหละ ยิ่งแก่ลุงแกยิ่งระห่ำ ทั้งปีนตึกสูงระฟ้า ซิ่งมอเตอร์ไซค์ความเร็วสูงโดยที่ไม่สวมหมวกกันน็อค เกาะประตูเครื่องบินขณะที่เครื่องบินลอยอยู่ที่ความสูงหลายพันฟิต และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่ง MI ทุกภาค นอกจากตัวบทและเนื้อเรื่องจะดีและคาดเดายากแล้ว ฉากแอ็คชั่นของลุงทอมก็เป็นอีกหนึ่งที่เป็นจุดขายเลย โดยเฉพาะในภาค Fallout เรียกได้ว่า nonstop action มาก ตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบลุงทอมโชว์แอ็คชั่นไปเยอะมากกว่าทุกภาคที่ผ่านมา แถมเฮียแม็คคิวยังใช้เทคนิคการถ่ายโดใช้กล้อง IMAX ในหลายฉากจะเห็นว่าใช้กล้อง IMAX เพื่อได้เห็น
อีธาน ฮันท์ บู๊ชัดๆ เช่นฉาก halo jump, ซิ่งมอเตอร์ไซค์กลางถนนกรุงปารีส, ขับฮ.ไล่ล่าตอนท้ายเรื่อง เป็นต้น 

 Behind the scenes ของหนังชุด MI ทุกภาค ถ้าใครได้ดูจะทึ่งในความสามารถของตัวลุงทอมมาก ที่ทุ่มเทมากกว่าความว่าการแสดง คือ แกแสดงบทดราม่าดีอยู่แล้ว เพราะเมื่อก่อนลุงทอมแกก็แสดงหนังแนวดราม่าเยอะ แต่มาบทบู๊หนักๆแกก็เอาอยู่ ยิ่งภาค Fallout นะ เดือดสุดๆ ไม่ใช่แค่ตัวละคร อีธาน ฮันท์ นะที่บู๊จัดหนักจัดเต็มอยู่คนเดียว ตัวละครอื่นๆในภาคนี้ก็โชว์ฉากแอ็คชั่นที่เป็นทีเด็ดของตัวเองได้ดีเหมือนกัน โดยที่ก่อนการถ่ายทำภาค Fallout เฮียแม็คคิว ทีมงาน และตัวทอมเอง ก็ได้ปรึกษากัน โดยพวกแกอยากจะทำหนัง MI ภาคนี้ให้ดูยิ่งใหญ่ขึ้น แอ็คชั่นที่ดุดัน และสมจริง พึ่งเทคนิค cg ให้น้อยที่สุด โดยที่ลุงทอมกับเฮียแม็คคิวแกไปนั่งไล่ดูหนังแอ็คชั่นยุคเก่าๆดังๆหลายเรื่องที่พวกแกชื่นชอบและได้ไอเดียหนังพวกนั้นมาครีเอดฉากแอ็คชั่นใหม่ๆในภาคนี้ขึ้นมา หนังหลายเรื่องอย่าง Ronin (1998), True Lies (1994), The Dark Knight (2008), 007 Spectre (2015), The Bourne Ultimatum (2007) รวมถึงเรื่อง Collateral (2004) หนังที่ลุงทอมแกแสดงเองนั่นแหละ และหนังภาคนี้ยังมีกลื่นไอความดิบระห่ำกว่าภาคก่อนๆมาสไตล์หนังตระกูล Die Hard อีกด้วย มีหลายฉากมีความคล้ายกัน ไม่บอกว่าฉากไหนไปดูแล้วจะรู้เองโดยการนำฉากบางฉากใน MI ภาคก่อนๆมาใส่ให้แฟนหนังย้อนนึกถึงด้วย 

 หลังจากที่ MI Fallout ประสบความสำเร็จล้นหลาม ทั้งคำวิจารณ์ กระแสหนัง รายได้ ทางสตูดิโอก็เปิดไฟเขียวต่อ สร้างภาคต่ออีกสองภาคเลย โดยทางไอจีส่วนตัวของลุงทอม แกได้ลงภาพ โลโก้หนัง MI ลุกไปด้วยไฟ แล้วเขียนแคปชั่น ว่า "Your Mission Should You Choose To Accept It." ซึ่งเป็นประโยคเด็ดที่เราคอหนังได้ยินทุกภาค แล้วเฮียแม็คคิวก็เข้ามาตอบว่า "Accept It" แน่นอนว่าภาคต่ออีกสองภาค เป็นที่ยืนยันแล้วว่า เฮียแกจะมานั่งแท่นทำหน้าที่ควบกำกับและเขียนบทเช่นเคย เพราะเฮียแม็คคิวแกเขียนบทหนังมาก่อน บทจะเด่นนำเลยแหละ ผมรับประกัน 

 เตรียมตัว "Light The Fuse." และพบกับภารกิจใหม่ของยอดทีมจารชน IMF ที่นำทีมโดยสายลับมาดเก๋า อีธาน ฮันท์ และฉากแอ็คชั่นระห่ำๆเสี่ยงตายอีกครั้ง หนังอีกสองภาคได้บอกแล้วว่าจะออกฉายในปี 2020 และ 2022 ตามลำดับ โดยลุงทอมแสดงเองทุกฉากเล่นจริงเจ็บจริง พร้อมด้วยนักแสดงสมทบชุดเดิม อย่าง ไซม่อน เพ็ก,
รีเบ็กก้า เฟอร์กลูสัน, วิงส์ ราเมด เตรียมมันได้เลยครับผม

 โดยมีข่าวลือว่าภาคเจ็ดนี้ ตัวทอมเอง แกสนใจอยากเห็นอีธานขึ้นไปทำภารกิจฉกข้อมูลลับบนอวกาศ ซึ่งเฮียแม็คคิวชอบไอเดียนี้ เอาแล้ว...จะได้เห็นอีธานตะลุยอวกาศแล้วงานนี้ เดือดๆๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่