ก่อนหน้านี้เราก็ใช้ชีวิตคนเดียวมาตลอดในรั้วมหาวิทยาลัย ย้อนกลับไปตอนปี1 (2558) ก็มีเพื่อนอยู่ด้วยแทบจะตลอดเวลา เพราะต้องพักอยู่ที่หอใน ตื่นเช้ามา ไปเรียน กินข้าวเย็น เที่ยวตามสถานที่ต่างๆก็จะมีเพื่อนอยู่ด้วยตลอดเวลา
พอเริ่มขึ้นปี2 ต่างคนก็ต้องไปหาหอนอกของตัวเอง ทำให้มีช่องว่างเกิดขึ้น เวลาไม่ตรงกันบ้าง ทำให้เวลาจะไปไหนก็ต้องเริ่มปรับตัวใช้ชีวิตคนเดียวให้มากขึ้น
จนวันนึงมีน้องผู้ชายคนนึงเข้ามาในชีวิต เป็นน้องที่สาขา เราเจอกับน้องเขาตอนที่เรียกประชุมรุ่นน้องที่มหาลัยในช่วงก่อนรับน้อง พอถึงช่วงรับน้องเราก็คอยวิ่งตามหาเพื่อที่จะได้ดูแล เอาน้ำให้ดื่ม เอาพัดมาพัดให้ เพราะช่วงรับน้องเป็นช่วงที่เหนื่อยมาก น้องก็เหนื่อย เราก็เหนื่อย เวลาพักผ่อนน้อยมาก แต่เราก็เต็มใจที่จะทำ เพียงแค่จะได้เห็นหน้าน้องเขา
พอผ่านช่วงรับน้องไป เราก็ได้เริ่มสานสัมพันธ์ โทรหาตอนเช้า ก่อนเข้านอน มาหาที่หอในเพื่อเจอหน้ากันและกินข้าวด้วยกัน ในเรื่องการเรียนเราก็พร้อมสนับสนุนน้องเขา วิชาไหนที่ไม่เข้าใจเราก็จะคอยช่วย อันไหนที่พอจะช่วยได้ก็จะช่วยอย่างเต็มที่
หลังจากนั้นประมาณ3-4เดือน เราก็ตัดสินใจที่จะคบกับ เรื่องนี้เพื่อนของเรารู้กันทุกคนและเพื่อนของน้องก็รู้เช่นกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสวยงาม เวลาไปเที่ยวที่ไหนกับเพื่อนของเรา เราก็จะพาน้องเขาไปด้วย น้องเขาก็เข้ากับเพื่อนของเราได้ดี ในส่วนของครอบครัวน้องเขาก็เหมือนจะยอมรับได้ ตอนที่น้องกลับบ้าน ทางครอบครัวน้องเขาก็จะทำอาหารมาฝากเสมอ
จนน้องได้ออกจากหอในแล้วมาพักที่หอเรา ความรักของเราทั้ง2คนพัฒนาไปในทางที่ดีมาก ต่างคนต่างเติมเต็มให้กันและกันในทุกๆเรื่อง มีปัญหาอะไรเราก็ต้องคุยกัน น้องมีความคิดค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ เวลาเรามีเรื่องที่ไม่เข้าใจกัน น้องจะเป็นคนที่ใช้เหตุและผลในการแก้ปัญหา มีบางเรื่องที่น้องทำได้แต่เราทำไม่ได้และก็มีบางเรื่องที่เราทำได้แต่น้องทำไม่ได้ เราก็จะช่วยกัน เราทั้ง2พร้อมที่จะปรับตัวเข้าหากันในทุกๆเรื่อง
จนเวลาผ่านไป1ปี จากความรักก็ถูกพัฒนากลายเป็นความผูกพัน ผูกพันกันมากๆ สำหรับเราแล้ว เรียกได้ว่า เราพร้อมที่จะฝากชีวิตของเราไว้กับน้องเขาเลย เรา2คนรักกันมากๆ ทุกอย่างดูเหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดีอีกครั้ง
จนกระทั่งช่วงกลางปี2560 กลุ่มเพื่อนของน้องเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป น้องเริ่มถูกเพื่อนล้อว่า "สายเหลืองหรอ" "เป็นตุ๊ดหรอ" จริงๆน้องเป็นผู้ชายแมน100%นะคะ ช่วงแรกๆน้องก็ปล่อยไป ยังไม่ได้คิดอะไรมาก
จนน้องได้กลับบ้านต่างจังหวัด ได้ไปเจอกับญาติพี่น้องของครอบครัว แล้วทางนั้นถามน้องว่า "มีแฟนรึยัง" อันนี้น้องเล่าให้ฟังนะคะ น้องก็ไม่ได้ตอบไปว่าอะไร แต่น้องบอกว่าเรื่องนี้ทำให้พ่อแม่ของน้องเครียดมาก (พ่อแม่ของน้องทำอาชีพข้าราชการ)
และในที่สุดน้องก็บอกกับเราว่า "พ่อแม่ให้เลิกกัน" ตอนนั้นเราพอที่จะเดาเรื่องราวทั้งหมดออกแล้วว่ามันจะต้องลงเอยประมาณนี้ แต่ไม่ค่ะ เราทั้ง2คนยังคบกันต่อไป ด้วยความรักมากๆจนทั้งหมดมันกลายเป็นความผูกพันในชีวิตของกันและกันไปแล้ว เราจึงเลือกที่จะคบกันต่อ แต่ทุกครั้งที่พ่อแม่น้องถาม น้องก็จะบอกว่า เลิกกันแล้ว แค่อยู่ด้วยเป็นคนหารค่าห้องเฉยๆ ตอนนั้นเราก็เริ่มทำใจไว้บ้างแล้ว50/50 อีกใจนึงก็หวังว่าจะใช้รักแท้พิสูจน์ให้พ่อแม่ได้เห็น
จนเวลาผ่านไปอีกเกือบๆ6เดือน ในระหว่าง6เดือนนั้น ยอมรับค่ะว่าเราใจเสียไปแล้วเกินครึ่ง แต่ก็พยายามยื้อ พยายามทุกอย่าง แต่ความพยายามครั้งนี้เหมือนเราพยายามอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนทางน้องก็เริ่มมีผู้หญิงเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่าที่น้องไม่ได้คุยด้วยแล้ว มีครั้งนึงเราเห็นแชทเด้งจากแฟนเก่าน้อง เหมือนน้องเลือกที่จะไปปรึกษาปัญหาชีวิตกับคนนั้นแทนที่จะเป็นเรา แต่น้องก็บอกว่าผู้หญิงคนนั้นแค่มาปรึกษาเรื่องนิยายการ์ตูนเฉยๆ และผู้หญิงคนนั้นมาfollow ig เราและทักมาบอกประมาณว่า "ไม่ต้องกังวล ไม่มีอะไรเกินเลยแน่นอน" แล้วผู้หญิงคนนั้นก็แคปข้อความที่เรากับผู้หญิงคนนั้นคุยกันไปให้น้องเราดู ส่วนทางน้องก็มาโวยวายกับเราว่าทำแบบนั้นแบบนี้ทำไม มันล่วงเกินความเป็นส่วนตัวของน้องเขา
จบเรื่องผู้หญิงแฟนเก่า ต่อไปเป็นเรื่องเพื่อนผู้หญิง จากตอนแรกที่น้องกับเพื่อนคนนี้เคยถูกจิ้นตั้งแต่สมัยที่เข้ามหาลัยช่วงแรกๆ (ขอแทนผู้หญิงคนนี้ว่า ก. นะคะ) ช่วงแรกที่เรากับน้องคบกับ ก. ก็รู้ค่ะ พอเมื่อเรากับน้องเริ่มระหองระแหงกัน ก. ก็เริ่มเข้ามาตีสนิทกับน้อง ระหว่างตอนที่น้องเรียนก็มีการแอบถ่ายรูปกันและกันส่งไปในแชทบ้าง ทำหน้ากวนๆส่งให้กันบ้าง ทั้งๆที่ ก. ก็มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว เราก็ถามว่ามันคืออะไร น้องก็ตอบเชิงว่าไม่มีอะไร เพื่อนกันเฉยๆ จะไม่ให้มีเพื่อนเป็นผู้หญิงบ้างเลยหรอประมาณนี้
เราเริ่มทะเลาะกันเรื่องผู้หญิงค่อนข้างบ่อย จนน้องเอ่ยประโยคนี้มา "เราเลิกกันเถอะ" แต่เรายังดื้อ ไม่ยอมเลิก ถึงจะเสียใจแค่ไหนก็อยากมีน้องอยู่ในชีวิต
หลังจากนั้นน้องก็ขอย้ายหอออกไปและบอกกับเราว่า แค่ย้ายหอยังไม่ได้เลิกกันซะหน่อย ก็ยังไปนอนที่หอใหม่ของน้องได้ตลอด เพราะน้องให้คีย์การ์ดไว้
จนมาถึงช่วงปิดเทอม ประมาณเดือนมี.ค.61 ด้วยความที่ต่างคนต่างกลับบ้าน เราก็เริ่มคุยกันน้อยลง ในแชทเหลือเพียงแค่ตื่นรึยัง กินข้าวรึยัง ทำอะไรอยู่ นอนรึยัง ฝันดีนะ ซึ่งประโยคเหล่านี้เราเป็นฝ่ายถามเอง แทบจะไม่ได้โทรหากันเลย พอจะโทรน้องก็บอกว่า กินข้าวอยู่ยังไม่ว่าง คุยธุระกับที่บ้านบ้าง อยู่ข้างนอกไม่สะดวกบ้างเราไม่รู้นะคะว่าถึงตอนนี้แล้วน้องยังรักเราอยู่มั้ย
จนกระทั่งเปิดเทอม เรากลับมาที่มหาลัย น้องก็ขอคีย์การ์ดคืน พอมาถึงจุดๆนี้เราก็ต้องยอมรับความจริงแล้วแหล่ะค่ะ ว่าความสัมพันธ์ของเราไปต่อไม่ได้แล้ว เราจึงเลือกที่จะเป็นคนถอยออกมาเองเป็นการถอยออกมาโดยที่ไม่มีคำว่าขอเลิก ถอยออกมาแบบเงียบๆ ค่อยๆเฟดตัวเองออกไปจากชีวิตน้อง
ช่วงแรกๆเฮิร์ทมากค่ะ เสียใจมากๆจนน้ำตามันไม่ไหลออกมาแล้ว เหมือนร้องไห้ในใจ มันเก็บมานานมากค่ะ พยายามหาอะไรทำ ไปดูหนังคนเดียว เดินห้างคนเดียว พยายามไม่ทำให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่าน ดูการ์ตูนที่ชอบ ไปกินอาหารอร่อยๆ ซึ่งช่วงแรกๆมันไม่ชินเลยค่ะ จากที่เคยมีคนคอยอยู่ข้างๆ คอยถามสารทุกข์สุขดิบ พอมาวันนี้เวลาเราไปที่ไหนมา ไปกินอะไรอร่อยๆ ไปเจอเรื่องราวที่สนุกๆ เราก็ไม่รู้จะไปเล่าให้ใครฟัง
สรุปในความเข้าใจของเรานะคะ ที่น้องเปลี่ยนไปเพราะแรงกดดันจากคนรอบข้างของน้อง การถูกล้อ การเหยียดเพศว่ามีแฟนเป็นเพศที่3
ที่สำคัญเลยก็คือความเครียดจากครอบครัว เนื่องจากเป็นครอบครัวข้าราชการ ที่ผู้ชายจะต้องคู่กับผู้หญิงเท่านั้น ส่วนตัวเราเองก็พอจะเข้าใจวิถีจารีตหรือค่านิยม ประเพณีต่างๆเกี่ยวกับชีวิตคู่นะคะ จึงเลือกเป็นคนถอยออกมาเอง เพื่อให้น้องได้มีชีวิตที่พ่อแม่เขาวางไว้ให้
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการจากลาที่คน2คนยังรักกัน
ความรักไม่ผิดค่ะ ผิดที่เป็นเพศที่สาม ยังไงเราก็ขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่อาจจะกำลังเผชิญปัญหาคล้ายเรานะคะ ขอให้สู้ๆ
ตอนนี้ปี2562 เกือบจะ1ปีแล้วที่เราไม่ได้ติดต่อกัน ไปได้เจอหน้ากัน ก็เริ่มทำใจได้แล้วค่ะ อาจจะมีบางครั้งที่เผลอไปคิดถึงเรื่องราวที่เคยทำให้กัน แต่ก็มีประโยคนึงโผล่เข้ามาในหัวว่า
"อยากกลับไปนะ แต่คงเป็นไปไม่ได้" ประโยคนี้เป็นประโยคสุดท้ายที่น้องบอกกับเรา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ขอบคุณทุกคนนะคะที่อ่านจนจบ ที่มาตั้งกระทู้นี้แค่อยากให้เป็นอุทาหรณ์ ประสบการณ์ความรักของเพศที่สามอีกมุมนึงค่ะ
ความรักไม่ผิด ผิดที่เป็นเพศที่สาม
พอเริ่มขึ้นปี2 ต่างคนก็ต้องไปหาหอนอกของตัวเอง ทำให้มีช่องว่างเกิดขึ้น เวลาไม่ตรงกันบ้าง ทำให้เวลาจะไปไหนก็ต้องเริ่มปรับตัวใช้ชีวิตคนเดียวให้มากขึ้น
จนวันนึงมีน้องผู้ชายคนนึงเข้ามาในชีวิต เป็นน้องที่สาขา เราเจอกับน้องเขาตอนที่เรียกประชุมรุ่นน้องที่มหาลัยในช่วงก่อนรับน้อง พอถึงช่วงรับน้องเราก็คอยวิ่งตามหาเพื่อที่จะได้ดูแล เอาน้ำให้ดื่ม เอาพัดมาพัดให้ เพราะช่วงรับน้องเป็นช่วงที่เหนื่อยมาก น้องก็เหนื่อย เราก็เหนื่อย เวลาพักผ่อนน้อยมาก แต่เราก็เต็มใจที่จะทำ เพียงแค่จะได้เห็นหน้าน้องเขา
พอผ่านช่วงรับน้องไป เราก็ได้เริ่มสานสัมพันธ์ โทรหาตอนเช้า ก่อนเข้านอน มาหาที่หอในเพื่อเจอหน้ากันและกินข้าวด้วยกัน ในเรื่องการเรียนเราก็พร้อมสนับสนุนน้องเขา วิชาไหนที่ไม่เข้าใจเราก็จะคอยช่วย อันไหนที่พอจะช่วยได้ก็จะช่วยอย่างเต็มที่
หลังจากนั้นประมาณ3-4เดือน เราก็ตัดสินใจที่จะคบกับ เรื่องนี้เพื่อนของเรารู้กันทุกคนและเพื่อนของน้องก็รู้เช่นกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสวยงาม เวลาไปเที่ยวที่ไหนกับเพื่อนของเรา เราก็จะพาน้องเขาไปด้วย น้องเขาก็เข้ากับเพื่อนของเราได้ดี ในส่วนของครอบครัวน้องเขาก็เหมือนจะยอมรับได้ ตอนที่น้องกลับบ้าน ทางครอบครัวน้องเขาก็จะทำอาหารมาฝากเสมอ
จนน้องได้ออกจากหอในแล้วมาพักที่หอเรา ความรักของเราทั้ง2คนพัฒนาไปในทางที่ดีมาก ต่างคนต่างเติมเต็มให้กันและกันในทุกๆเรื่อง มีปัญหาอะไรเราก็ต้องคุยกัน น้องมีความคิดค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ เวลาเรามีเรื่องที่ไม่เข้าใจกัน น้องจะเป็นคนที่ใช้เหตุและผลในการแก้ปัญหา มีบางเรื่องที่น้องทำได้แต่เราทำไม่ได้และก็มีบางเรื่องที่เราทำได้แต่น้องทำไม่ได้ เราก็จะช่วยกัน เราทั้ง2พร้อมที่จะปรับตัวเข้าหากันในทุกๆเรื่อง
จนเวลาผ่านไป1ปี จากความรักก็ถูกพัฒนากลายเป็นความผูกพัน ผูกพันกันมากๆ สำหรับเราแล้ว เรียกได้ว่า เราพร้อมที่จะฝากชีวิตของเราไว้กับน้องเขาเลย เรา2คนรักกันมากๆ ทุกอย่างดูเหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดีอีกครั้ง
จนกระทั่งช่วงกลางปี2560 กลุ่มเพื่อนของน้องเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป น้องเริ่มถูกเพื่อนล้อว่า "สายเหลืองหรอ" "เป็นตุ๊ดหรอ" จริงๆน้องเป็นผู้ชายแมน100%นะคะ ช่วงแรกๆน้องก็ปล่อยไป ยังไม่ได้คิดอะไรมาก
จนน้องได้กลับบ้านต่างจังหวัด ได้ไปเจอกับญาติพี่น้องของครอบครัว แล้วทางนั้นถามน้องว่า "มีแฟนรึยัง" อันนี้น้องเล่าให้ฟังนะคะ น้องก็ไม่ได้ตอบไปว่าอะไร แต่น้องบอกว่าเรื่องนี้ทำให้พ่อแม่ของน้องเครียดมาก (พ่อแม่ของน้องทำอาชีพข้าราชการ)
และในที่สุดน้องก็บอกกับเราว่า "พ่อแม่ให้เลิกกัน" ตอนนั้นเราพอที่จะเดาเรื่องราวทั้งหมดออกแล้วว่ามันจะต้องลงเอยประมาณนี้ แต่ไม่ค่ะ เราทั้ง2คนยังคบกันต่อไป ด้วยความรักมากๆจนทั้งหมดมันกลายเป็นความผูกพันในชีวิตของกันและกันไปแล้ว เราจึงเลือกที่จะคบกันต่อ แต่ทุกครั้งที่พ่อแม่น้องถาม น้องก็จะบอกว่า เลิกกันแล้ว แค่อยู่ด้วยเป็นคนหารค่าห้องเฉยๆ ตอนนั้นเราก็เริ่มทำใจไว้บ้างแล้ว50/50 อีกใจนึงก็หวังว่าจะใช้รักแท้พิสูจน์ให้พ่อแม่ได้เห็น
จนเวลาผ่านไปอีกเกือบๆ6เดือน ในระหว่าง6เดือนนั้น ยอมรับค่ะว่าเราใจเสียไปแล้วเกินครึ่ง แต่ก็พยายามยื้อ พยายามทุกอย่าง แต่ความพยายามครั้งนี้เหมือนเราพยายามอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนทางน้องก็เริ่มมีผู้หญิงเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่าที่น้องไม่ได้คุยด้วยแล้ว มีครั้งนึงเราเห็นแชทเด้งจากแฟนเก่าน้อง เหมือนน้องเลือกที่จะไปปรึกษาปัญหาชีวิตกับคนนั้นแทนที่จะเป็นเรา แต่น้องก็บอกว่าผู้หญิงคนนั้นแค่มาปรึกษาเรื่องนิยายการ์ตูนเฉยๆ และผู้หญิงคนนั้นมาfollow ig เราและทักมาบอกประมาณว่า "ไม่ต้องกังวล ไม่มีอะไรเกินเลยแน่นอน" แล้วผู้หญิงคนนั้นก็แคปข้อความที่เรากับผู้หญิงคนนั้นคุยกันไปให้น้องเราดู ส่วนทางน้องก็มาโวยวายกับเราว่าทำแบบนั้นแบบนี้ทำไม มันล่วงเกินความเป็นส่วนตัวของน้องเขา
จบเรื่องผู้หญิงแฟนเก่า ต่อไปเป็นเรื่องเพื่อนผู้หญิง จากตอนแรกที่น้องกับเพื่อนคนนี้เคยถูกจิ้นตั้งแต่สมัยที่เข้ามหาลัยช่วงแรกๆ (ขอแทนผู้หญิงคนนี้ว่า ก. นะคะ) ช่วงแรกที่เรากับน้องคบกับ ก. ก็รู้ค่ะ พอเมื่อเรากับน้องเริ่มระหองระแหงกัน ก. ก็เริ่มเข้ามาตีสนิทกับน้อง ระหว่างตอนที่น้องเรียนก็มีการแอบถ่ายรูปกันและกันส่งไปในแชทบ้าง ทำหน้ากวนๆส่งให้กันบ้าง ทั้งๆที่ ก. ก็มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว เราก็ถามว่ามันคืออะไร น้องก็ตอบเชิงว่าไม่มีอะไร เพื่อนกันเฉยๆ จะไม่ให้มีเพื่อนเป็นผู้หญิงบ้างเลยหรอประมาณนี้
เราเริ่มทะเลาะกันเรื่องผู้หญิงค่อนข้างบ่อย จนน้องเอ่ยประโยคนี้มา "เราเลิกกันเถอะ" แต่เรายังดื้อ ไม่ยอมเลิก ถึงจะเสียใจแค่ไหนก็อยากมีน้องอยู่ในชีวิต
หลังจากนั้นน้องก็ขอย้ายหอออกไปและบอกกับเราว่า แค่ย้ายหอยังไม่ได้เลิกกันซะหน่อย ก็ยังไปนอนที่หอใหม่ของน้องได้ตลอด เพราะน้องให้คีย์การ์ดไว้
จนมาถึงช่วงปิดเทอม ประมาณเดือนมี.ค.61 ด้วยความที่ต่างคนต่างกลับบ้าน เราก็เริ่มคุยกันน้อยลง ในแชทเหลือเพียงแค่ตื่นรึยัง กินข้าวรึยัง ทำอะไรอยู่ นอนรึยัง ฝันดีนะ ซึ่งประโยคเหล่านี้เราเป็นฝ่ายถามเอง แทบจะไม่ได้โทรหากันเลย พอจะโทรน้องก็บอกว่า กินข้าวอยู่ยังไม่ว่าง คุยธุระกับที่บ้านบ้าง อยู่ข้างนอกไม่สะดวกบ้างเราไม่รู้นะคะว่าถึงตอนนี้แล้วน้องยังรักเราอยู่มั้ย
จนกระทั่งเปิดเทอม เรากลับมาที่มหาลัย น้องก็ขอคีย์การ์ดคืน พอมาถึงจุดๆนี้เราก็ต้องยอมรับความจริงแล้วแหล่ะค่ะ ว่าความสัมพันธ์ของเราไปต่อไม่ได้แล้ว เราจึงเลือกที่จะเป็นคนถอยออกมาเองเป็นการถอยออกมาโดยที่ไม่มีคำว่าขอเลิก ถอยออกมาแบบเงียบๆ ค่อยๆเฟดตัวเองออกไปจากชีวิตน้อง
ช่วงแรกๆเฮิร์ทมากค่ะ เสียใจมากๆจนน้ำตามันไม่ไหลออกมาแล้ว เหมือนร้องไห้ในใจ มันเก็บมานานมากค่ะ พยายามหาอะไรทำ ไปดูหนังคนเดียว เดินห้างคนเดียว พยายามไม่ทำให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่าน ดูการ์ตูนที่ชอบ ไปกินอาหารอร่อยๆ ซึ่งช่วงแรกๆมันไม่ชินเลยค่ะ จากที่เคยมีคนคอยอยู่ข้างๆ คอยถามสารทุกข์สุขดิบ พอมาวันนี้เวลาเราไปที่ไหนมา ไปกินอะไรอร่อยๆ ไปเจอเรื่องราวที่สนุกๆ เราก็ไม่รู้จะไปเล่าให้ใครฟัง
สรุปในความเข้าใจของเรานะคะ ที่น้องเปลี่ยนไปเพราะแรงกดดันจากคนรอบข้างของน้อง การถูกล้อ การเหยียดเพศว่ามีแฟนเป็นเพศที่3
ที่สำคัญเลยก็คือความเครียดจากครอบครัว เนื่องจากเป็นครอบครัวข้าราชการ ที่ผู้ชายจะต้องคู่กับผู้หญิงเท่านั้น ส่วนตัวเราเองก็พอจะเข้าใจวิถีจารีตหรือค่านิยม ประเพณีต่างๆเกี่ยวกับชีวิตคู่นะคะ จึงเลือกเป็นคนถอยออกมาเอง เพื่อให้น้องได้มีชีวิตที่พ่อแม่เขาวางไว้ให้
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการจากลาที่คน2คนยังรักกัน
ความรักไม่ผิดค่ะ ผิดที่เป็นเพศที่สาม ยังไงเราก็ขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่อาจจะกำลังเผชิญปัญหาคล้ายเรานะคะ ขอให้สู้ๆ
ตอนนี้ปี2562 เกือบจะ1ปีแล้วที่เราไม่ได้ติดต่อกัน ไปได้เจอหน้ากัน ก็เริ่มทำใจได้แล้วค่ะ อาจจะมีบางครั้งที่เผลอไปคิดถึงเรื่องราวที่เคยทำให้กัน แต่ก็มีประโยคนึงโผล่เข้ามาในหัวว่า
"อยากกลับไปนะ แต่คงเป็นไปไม่ได้" ประโยคนี้เป็นประโยคสุดท้ายที่น้องบอกกับเรา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ขอบคุณทุกคนนะคะที่อ่านจนจบ ที่มาตั้งกระทู้นี้แค่อยากให้เป็นอุทาหรณ์ ประสบการณ์ความรักของเพศที่สามอีกมุมนึงค่ะ