อายุ 39 ยังโสด และไม่มีภาระใดๆ นอกจากผ่อนคอนโดค่ะ
ว่าด้วยเรื่องชีวิตการทำงาน..
ผ่านร้อนผ่าหนาวมาปูนนี้แล้ว บอกเลยผ่านการเปลี่ยนงานมาเยอะมากกกกก สถิติสูงสุดคือ 2 ปี เปลี่ยนงาน 3 ที่ และช่วงพีคสุดสุด เนื้อหอมขนาดที่มี 4-5 บริษัทจีบให้ไปร่วมงานด้วย..ถามว่าทำได้ไง..
เริ่มจากการ up level สร้าง value ให้ตัวเอง เรียนต่อ เลือกคณะที่ไตร่ตรองอย่างดีแล้วว่าเป็นที่ต้องการในตลาด เรียกค่าตัวได้ในระดับที่พอใจ และต้องเป็นงานที่ไม่จำกัดด้วยอายุในอนาคต..ซึ่งสำคัญมากๆ.. แล้วก็ลงคอร์สที่กำลังบูมในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อเอา Certificate เป็น credit ในการสมัครงาน ที่สำคัญคือ ภาษาอังกฤษ สอบไปทั่วจนได้ level ที่เอาไปยื่นสมัครงานได้อย่างไม่อาย
จนได้ทำงานในบริษัทที่อยากทำ ค่าตัวเป็นที่พอใจ ยิ่งโชคดีไปใหญ่ที่เจอหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่แสนดีและน่ารักมากๆ แอบคิดไว้ละว่าจะฝากชีวิตไว้กับที่นี่จนเกษียณตัวเอง
แต่ลืมคิดไปว่า..งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แม้ทีมจะแสนดีแค่ไหน แต่ปัญหาและความเปลี่ยนแปลงจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็เข้ามาเรื่อยๆ เพื่อนร่วมงานที่รักและสนิทใจเริ่มทยอยลาออก ความเปลี่ยนแปลงเริ่มเข้ามาเรื่อยๆ ชีวิตต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์ ช่วงที่ต้องสูญเสียน้องๆ ในทีม เพื่อนร่วมงานที่เก่งและน่ารัก มันแย่มากๆ เสียใจ ใจหาย เสียน้ำตา เซแม้กระทั่งงานที่ทำ
กว่าจะปรับตัว ปรับใจให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้อีกครั้งก็ใช้เวลานานอยู่ แต่ธรรมชาติคนเราเชื่อดิ ว่ามันสอนเราเองว่ามันเป็นสัจธรรม เรื่องธรมดา ต้องยอมรับการสูญเสียและทำใจได้ในที่สุด..จนวันนี้..ต่อให้เพื่อนร่วมงานที่รักที่สุดลาออกจากไป เราก็ยิ้มส่งด้วยความรู้สึกดีๆ เสียดาย..แต่ไม่เสียใจ
จากความคิดที่จะหยุดตัวเองไว้กับที่นี่จนเกษียณ..แต่วันนี้ได้แต่มองดูเพื่อนร่วมงานค่อยๆ ทยอยลาออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ มันฉุกคิดว่า..เอ๊ะ..นี่เราคิดผิดรึป่าวที่จะหยุดชีวิตการทำงานไว้กับบริษัทนี้ เรายังสามารถไปได้ไกลกว่านี้รึป่าวนะ ถ้าโตกว่านี้จะต้องเหนื่อยและเจออะไรบ้างนะ หรืออยู่ใน comfort zone ที่เป็นอยู่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ตอนนี้อายุ 39 ค่ะ ไม่กล้าเปลี่ยนงานเพราะคิดว่าอายุเยอะมากแล้ว แม้ว่าตำแหน่งงานที่ทำไม่ได้จำกัดเรื่องอายุ แต่ถ้ามีคนที่คุณสมบัติทุกอย่างเท่ากันแต่ดันอายุน้อยกว่า ก็เชื่อว่า บริษัทก็จะพิจารณาจากอายุเพื่อตัดสินใจแน่ๆ
ในเมื่อเปลี่ยนงานมันยากมาก หรือเราจะคงทุกอย่างที่เป็นอยู่ไปเรื่อยๆ คงดีกว่าปรับตัวและไขว่คว้าหางานใหม่ (ผ่านประสบการณ์ช่วงเปลี่ยนงานบ่อยจนรู้สึกเหนื่อยมาก)
แต่อีกใจก็คิดว่า ฮึดสู้ต่ออีกนิด เพื่อตำแหน่งและค่าตอบแทนที่ดีกว่านี้จะดีมั๊ย เพราะการหยุดนิ่งอยู่กับที่ คือการถอยหลังเมื่อเทียบกับคนอื่น
สับสนค่ะ ด้วยอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ เลยคิดว่าต้องรีบคิดและตัดสินใจ
ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันก็โอเคนะ อยู่ต่อได้เรื่อยๆ ยันเกษียณเลยก็ได้ แต่มองเพื่อนๆ รอบตัวแล้ว กลับรู้สึกว่า..เราหยุดและค่อยๆ ถอยหลังอยู่รึป่าวนะ ในขณะที่คนอื่นๆ และเด็กรุ่นใหม่ๆ เริ่มเข้ามาและ active กว่า
ขอมาแชร์และขอความคิดเห็นด้วยค่ะ
ปรึกษาเรื่องการเปลี่ยนงานในวัย 39 ค่ะ
ว่าด้วยเรื่องชีวิตการทำงาน..
ผ่านร้อนผ่าหนาวมาปูนนี้แล้ว บอกเลยผ่านการเปลี่ยนงานมาเยอะมากกกกก สถิติสูงสุดคือ 2 ปี เปลี่ยนงาน 3 ที่ และช่วงพีคสุดสุด เนื้อหอมขนาดที่มี 4-5 บริษัทจีบให้ไปร่วมงานด้วย..ถามว่าทำได้ไง..
เริ่มจากการ up level สร้าง value ให้ตัวเอง เรียนต่อ เลือกคณะที่ไตร่ตรองอย่างดีแล้วว่าเป็นที่ต้องการในตลาด เรียกค่าตัวได้ในระดับที่พอใจ และต้องเป็นงานที่ไม่จำกัดด้วยอายุในอนาคต..ซึ่งสำคัญมากๆ.. แล้วก็ลงคอร์สที่กำลังบูมในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อเอา Certificate เป็น credit ในการสมัครงาน ที่สำคัญคือ ภาษาอังกฤษ สอบไปทั่วจนได้ level ที่เอาไปยื่นสมัครงานได้อย่างไม่อาย
จนได้ทำงานในบริษัทที่อยากทำ ค่าตัวเป็นที่พอใจ ยิ่งโชคดีไปใหญ่ที่เจอหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่แสนดีและน่ารักมากๆ แอบคิดไว้ละว่าจะฝากชีวิตไว้กับที่นี่จนเกษียณตัวเอง
แต่ลืมคิดไปว่า..งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แม้ทีมจะแสนดีแค่ไหน แต่ปัญหาและความเปลี่ยนแปลงจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็เข้ามาเรื่อยๆ เพื่อนร่วมงานที่รักและสนิทใจเริ่มทยอยลาออก ความเปลี่ยนแปลงเริ่มเข้ามาเรื่อยๆ ชีวิตต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์ ช่วงที่ต้องสูญเสียน้องๆ ในทีม เพื่อนร่วมงานที่เก่งและน่ารัก มันแย่มากๆ เสียใจ ใจหาย เสียน้ำตา เซแม้กระทั่งงานที่ทำ
กว่าจะปรับตัว ปรับใจให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้อีกครั้งก็ใช้เวลานานอยู่ แต่ธรรมชาติคนเราเชื่อดิ ว่ามันสอนเราเองว่ามันเป็นสัจธรรม เรื่องธรมดา ต้องยอมรับการสูญเสียและทำใจได้ในที่สุด..จนวันนี้..ต่อให้เพื่อนร่วมงานที่รักที่สุดลาออกจากไป เราก็ยิ้มส่งด้วยความรู้สึกดีๆ เสียดาย..แต่ไม่เสียใจ
จากความคิดที่จะหยุดตัวเองไว้กับที่นี่จนเกษียณ..แต่วันนี้ได้แต่มองดูเพื่อนร่วมงานค่อยๆ ทยอยลาออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ มันฉุกคิดว่า..เอ๊ะ..นี่เราคิดผิดรึป่าวที่จะหยุดชีวิตการทำงานไว้กับบริษัทนี้ เรายังสามารถไปได้ไกลกว่านี้รึป่าวนะ ถ้าโตกว่านี้จะต้องเหนื่อยและเจออะไรบ้างนะ หรืออยู่ใน comfort zone ที่เป็นอยู่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ตอนนี้อายุ 39 ค่ะ ไม่กล้าเปลี่ยนงานเพราะคิดว่าอายุเยอะมากแล้ว แม้ว่าตำแหน่งงานที่ทำไม่ได้จำกัดเรื่องอายุ แต่ถ้ามีคนที่คุณสมบัติทุกอย่างเท่ากันแต่ดันอายุน้อยกว่า ก็เชื่อว่า บริษัทก็จะพิจารณาจากอายุเพื่อตัดสินใจแน่ๆ
ในเมื่อเปลี่ยนงานมันยากมาก หรือเราจะคงทุกอย่างที่เป็นอยู่ไปเรื่อยๆ คงดีกว่าปรับตัวและไขว่คว้าหางานใหม่ (ผ่านประสบการณ์ช่วงเปลี่ยนงานบ่อยจนรู้สึกเหนื่อยมาก)
แต่อีกใจก็คิดว่า ฮึดสู้ต่ออีกนิด เพื่อตำแหน่งและค่าตอบแทนที่ดีกว่านี้จะดีมั๊ย เพราะการหยุดนิ่งอยู่กับที่ คือการถอยหลังเมื่อเทียบกับคนอื่น
สับสนค่ะ ด้วยอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ เลยคิดว่าต้องรีบคิดและตัดสินใจ
ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันก็โอเคนะ อยู่ต่อได้เรื่อยๆ ยันเกษียณเลยก็ได้ แต่มองเพื่อนๆ รอบตัวแล้ว กลับรู้สึกว่า..เราหยุดและค่อยๆ ถอยหลังอยู่รึป่าวนะ ในขณะที่คนอื่นๆ และเด็กรุ่นใหม่ๆ เริ่มเข้ามาและ active กว่า
ขอมาแชร์และขอความคิดเห็นด้วยค่ะ