ให้กำลังใจคนที่กำลังฝึกภาษาอังกฤษครับ เพราะผมเรียนมา 12 ปี ก็เคยพูดไม่ได้ ใช้ไม่เป็นมาก่อน

นี่พูดเลยว่าเป็นคนนึงที่เรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียน+มหาวิทยาลัย รวม 12 ปี แต่พูดไม่ได้ ใช้ไม่เป็น

พูดไม่ได้ ใช้ไม่เป็น หมายถึง ถ้าเริ่มพูดก็จะได้แค่ทักทายตามแบบฉบับที่เรียนมาหลายปี หลังจากนั้นก็นึกไม่ออกเลยว่าจะพูดอะไรต่อ ไม่รู้จะเริ่มยังไง ถามยังไง เรียบเรียงไม่ถูก พาลทำให้ไม่พูดมันซะเลย

ย้อนสมัยเรียนมัธยม วิชาภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในวิชาที่ชอบนะ เลยทำให้อ่าน/เขียนประโยคง่าย ๆ ได้ แต่พูดนี่ไม่ได้เลย ยิ่งพอเข้ามหาวิทยาลัย เจอภาษาอังกฤษแบบที่เด็กมหา’ลัยเรียน ไปไม่ถูกเลย ไม่เคยได้เกรดวิชาภาษาอังกฤษเกิน C+ เลย เคย W ด้วยครั้งนึง ทำให้ต้องกลับมาเรียนซ้ำใหม่กับรุ่นน้อง ช่วงที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ เวลาเจอฝรั่งเข้ามาคุยด้วยนี่ เหงื่อแตก มือสั่น ขาสั่น พูดติด ๆ ขัดๆ ทำให้เวลาเจอฝรั่งเดินอยู่ใกล้ ๆ ถ้าเป็นไปได้คือจะไม่สบตา หรือแม้กระทั่งเดินหนีเลย

มีครั้งนึงหนีไม่ทัน ฝรั่งเข้ามาถามทางไปตลาดโบ๊เบ๊ อธิบายอยู่ประมาณ 3 นาที ฝรั่งฟังเสร็จ สรุปใจความสำคัญของเราแค่ 1 ประโยค ไม่ถึง 10 วินาที หน้าชาเลย คือไม่สามารถคอนโทรลเนื้อหาการพูดของตัวเองได้เลย จะวนไปวนมาไม่รู้จะจบยังไง ไปต่อไม่ถูก

พอจบมหาวิทยาลัย ช่วงการสมัครงาน เคยไปสัมภาษณ์บริษัทใหญ่ ถูกสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ถึงขั้นต้องยกมือไหว้กรรมการ บอกว่าขอพูดภาษาไทยนะครับ...แน่นอน ตกสัมภาษณ์อย่างไม่ต้องสงสัย

จากนั้นก็จะสมัครงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษน้อยที่สุด

จนได้งานทำ

แต่ก็ยังหนีภาษาอังกฤษไม่พ้น

เริ่มจากที่ทำงานจัดคอร์สเรียนภาษาอังกฤษตอนเย็น เชิญอาจารย์ฝรั่งมาสอนถึงที่
มีฝรั่งมาศึกษาดูงานบ้าง ถูกส่งไปร่วมประชุมหรือศึกษาดูงานต่างประเทศบ้าง
แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เราจะพยายามนิ่ง สงบ อยู่ในมุมของตัวเอง เพื่อไม่ต้องถูกถาม ไม่ต้องสนทนากับใคร

จนวันหนึ่งมีฝรั่งจากอเมริกาถูกส่งมาดูงานที่ออฟฟิศเป็นเวลา 1 เดือน โดยหมุนเวียนไปเรียนรู้งานของทุกคน ทุกคนมีหน้าที่ต้องคุยกับเขา สื่อสารให้เขารู้เนื้อหาของตัวเอง แน่นอนว่าเป็นเสมือนถูกบังคับให้ต้องพูด เพราะไม่มีใครช่วย (แต่ละคนจะรับผิดชอบงาน 1 โปรเจ็กต์)
แน่นอนว่าเป็นไปอย่างทุลักทุเล กว่าจะสื่อสารรู้เรื่อง (สงสารฝรั่งคนนั้นมาก แต่เขาก็พยายามช่วยให้เราสามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยากบอกออกมาจนได้ ไม่มีท่าทีเบื่อหน่ายเลย ถือป็นความโชคดีของเรา)

หลังจากเหตุการณ์นั้น นี่เป็นช่วงเวลาที่ตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเราจะวิ่งหนีอยู่แบบนี้เหรอ
ทำไมไม่ลุกขึ้นสู้ สู้กับความกลัว สู้กับความไม่รู้ อะไรที่ไม่รู้ก็ต้องทำให้รู้ อะไรที่กลัวก็ต้องเอาชนะมันให้ได้

จึงตั้งปณิธานกับตัวเองว่า
“สักวันหนึ่งเราจะต้องเปลี่ยนเป็นคนใหม่ เราจะต้องพูดให้ได้ ใช้ให้เป็น ด้วยความมั่นใจ”


สิ่งแรกที่ทำคือ ปรับทัศนคติตัวเองก่อนเลย คือ ต้องไม่หนี

ทำยังไงล่ะ

ตอนนั้นที่คิดได้คือ ต้องไปอยู่ในที่ที่หนีไม่ได้

ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบิน บินไปเกาหลีใต้คนเดียว 1 สัปดาห์ ดูซิ จะกลับมาได้มั้ย
นี่คือครั้งแรกที่ออกนอกประเทศคนเดียว

ซึ่งทริปนั้น ได้เปลี่ยนมุมมองต่อการใช้ภาษาอังกฤษไปเลย คือ ต้องเดินเข้าไปคุยกับผู้คน เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ
ความกลัวการพูดภาษาอังกฤษก็น้อยลง จนเกือบจะไม่เหลือแล้ว (เว้นแต่เป็นการพูดแบบทางการ อันนี้ยังกลัวอยู่ เพราะพูดไม่ได้จริง ๆ)

จากนั้นก็เริ่มวิเคราะห์ปัญหาตัวเอง ว่าอะไร

1.ฟังไม่ออก จับใจความไม่ได้ ไม่คุ้นกับสำเนียงของคนชาติต่าง ๆ
ก็เลยเริ่มจากการทำให้หูชินกับภาษาอังกฤษก่อนเลย เริ่มฟังเพลงสากล เริ่มเปิดยูทูปดูสารคดีหรือข่าวภาษาอังกฤษที่ง่ายๆก่อน เริ่มดูคลิปการสอนภาษาอังกฤษของติวเตอร์ทั้งหลายในยูทูป เริ่มดูหนังเลือกโรงที่เป็นซาวด์แทร็กและอ่านซับไทยให้น้อยที่สุด ช่วงแรกบอกเลยว่า ฟังไปกดพอสไปเพราะฟังไม่ทัน แต่หลัง ๆ หูเริ่มชิน เริ่มจับคำสำคัญที่ได้ยินบ่อย ๆ ได้ เริ่มรู้แล้วว่าพูดเรื่องอะไร

2.พูดไม่ได้
เลยลงเรียนคอร์ส Speaking ของสถาบันสอนภาษาแห่งหนึ่งย่านชิดลม ได้เรียนกับครูต่างชาติ เขาก็บอกเลยว่า การพูดของเรามีปัญหา คือ พยายามพูดใหเหมือนเจ้าของภาษามากเกินไป จนทำให้ออกเสียงไม่ชัด พอผู้ฟังฟังไม่ถนัดก็จะถามกลับ ยิ่งทำให้เราไม่มั่นใจ หลักการของเขาคือ นอกจากให้เรากล้าพูดแล้ว ต้องพูดให้ชัด ไม่ต้องสนใจว่าสำเนียงจะออกมาเป็นยังไง แล้วก็เนคนิคที่ใช้ในการหามุมมาทำให้การสนทนามันต่อไปได้เรื่อย ๆ

3.เขียนไม่เป็น ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนยังไงให้เหนือกว่าการเขียนแบบเด็กมัธยม รวมถึงการอ่านบทความยาว ๆ ไม่ได้ อ่านไม่เข้าใจ อ่านไม่จบ
เลยลงเรียนคอร์สระยะสั้นของคณะศิลปศาสตร์ มธ. ตอนที่เลือกว่าจะเรียนอะไรดี อ่านชื่อคอร์สแล้วไปสะดุดชื่อคอร์สนึง คือ Sentence Structure for reading and writing เฮ้ย มันใช่เลย ที่เขียนไม่ได้ อ่านไม่จบ เพราะเราไม่เข้าใจโครงสร้างของประโยค ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ไม่รู้จะเลือกคำไหนมาใช้
หลังจากลงเรียนมาแล้ว บอกได้เลยว่า ความมั่นใจในการอ่าน ความมั่นใจในการเขียนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ก็แก้ปัญหานี้ไปได้อีกเปลาะนึง

ทีนี้ การวัดผลนี่แหละ จะทำยังไงที่บอกว่าเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้น

แน่นอนว่าก็ต้องใช้สิ

เลยพยายามหาเพื่อนต่างชาติเพื่อบูรณาการสิ่งที่ได้ฝึกฝนมา ผ่านทางแอพหาเพื่อนต่างชาติ เปิดเน็ตหาข้อมูล ในอินเตอร์เน็ตแนะนำแอพไหนดีก็โหลดมาลองหมด แต่ปัญหาที่เจอคือ ความไม่ต่อเนื่องของการสนทนา อาจจะด้วยข้อจำกัดของเวลาของแต่ละฝ่าย

จนสุดท้ายมาเจอ Couchsurfing ซึ่งมันเป็นชุมชนของนักเดินทางที่น่าสนใจตรงที่มันทำให้เราได้มีโอกาสเจอกับชาวต่างชาติตัวเป็น ๆ ซึ่งการได้คุยต่อหน้า มันทำให้เห็นสีหน้า แววตา ท่าทาง และการใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนต่างชาติในช่วงระยะเวลาหนึ่ง มันทำให้มีประเด็นในการพูดคุยสื่อสารกันได้มากขึ้น ประเด็นกว้างขึ้น มีคำศัพท์ใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาในหัวมากขึ้นไปด้วย

Couchsurfing ทำให้เราได้เจอเพื่อนต่างชาติยังไง

ก็ด้วยการที่หากเราเดินทางไปประเทศไหน ไม่อยากนอนโรงแรมหรือโฮสเทล ก็เข้าไปดูว่าเมืองนั้น ๆ ที่เราจะไป มีใครเปิดบ้านต้อนรับชาวต่างชาติบ้าง เราก็ส่งคำขอไป หากเขายินดีเปิดบ้านต้อนรับเรา นั่นแหละคือประตูแห่งการฝึกภาษาและการแลกเปลี่ยนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ส่วนฝั่งเราเอง ก็เปิดห้องต้อนรับเพื่อนต่างชาติ ใครจะเดินทางมากรุงเทพฯ สนใจจะมาพัก เขาก็ส่งคำขอมา ถ้าเราว่าง สามารถดูแลได้ ก็ตอบรับคำขอ และรอการมาถึงของเพื่อนใหม่ได้เลย

ตอนนี้ผ่านมา 6 เดือนแล้ว
เรามีเพื่อนใหม่จากหลากหลายประเทศเลย ทั้งเอเชีย (เยอะหน่อย) ยุโรป แอฟริกา อเมริกา แวะเวียนมาพักด้วยอย่างไม่ขาดสาย
นอกจากมิตรภาพที่เกิดขึ้นแล้ว เป้าหมายหลักคือการพัฒนาภาษาอังกฤษก็ยังได้ด้วย

ถือว่าสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว
ต่อไปก็คงขยับระดับการพัฒนาให้ท้าทายขึ้นไปอีกขั้น (เรียนต่อต่างประเทศ หรือหาแฟนต่างชาติดี?)
“เมื่อไหร่ที่เราหยุดนิ่ง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการถอยหลัง เพราะคนอื่นก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา”


เพื่อนที่ฟิลิปปินส์ ไปปีนเขาด้วยกัน



Dima เพื่อนจากยูเครน พาไปเดินตลาดนัดรถไฟรัชดา



Moritz จากเยอรมนี พาไปกินลาบส้มตำ



David เพื่อนจากอเมริกา พาไปร้านเดิม 555



Govan จากแอฟริกาใต้ บอกว่านอนง่าย ๆ สบาย ๆ



Ryogo กับ Ryotaro สองเพื่อนรักจากญี่ปุ่น



Yuki กับ Mashu สองหนุ่มมหา'ลัยจากเมืองเซนได



Jack ครูภาษาอังกฤษชาวไต้หวันที่สอนอยู่มาเลเซีย

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่