สวัสดีค่ะ นี่เป็นกระทู้แรกของเรา คิดนานเหมือนกันกว่าจะเขียนกระทู้นี้ขึ้นมา เราไม่รู้จะเรียบเรียงความคิดเป็นคำพูดออกมายังไงให้คนอื่นเข้าใจความรู้สึกในหัวเรา เมื่อก่อนเราก็เป็นพนักงานออฟฟิคกินเงินเดือนธรรมดา มีเพื่อนพี่น้อง เข้าสังคมเหมือนคนทั่วไป แต่ติดที่ตรงที่เราเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยกล้าแสดงออกเท่าไหร่ จนกระทั่งมีผช.คนนึงเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา เรากล้าที่จะรัก กล้าที่จะพูดคุยแสดงออกมากขึ้น ชีวิตของเราก็มีความสุขมาก สุขจนลืมเผื่อใจไว้ เราคบกันเข้าปีที่ 4 จนกระทั่งเขาได้ทำให้ชีวิตเราพังทลายไปต่อหน้า <ความรัก เชื่อใจ ไว้ใจ ความหวัง อนาคต> เราเข้าใจความรู้สึกของคำว่า...ว่างเปล่า ก็ตอนนั้น เหมือนมีใครมากดปุ่ม Shut down เราได้ยินเสียงแม่ในโทรศัพท์บอกว่า "กลับบ้าน" เราทิ้งทุกอย่าง ทิ้งงานที่กำลังไปได้ดี ทิ้งเพื่อนร่วมงาน ทิ้งชีวิตเมืองกรุง หิ้วกระเป๋าเป้ใบนึงกับโทรศัพท์หน้าจอแตก นั่งรถไฟกลับบ้าน แทบจะไม่รู้ตัวเลยว่าถึงบ้านเมื่อไหร่ เดือนนั้นทั้งเดือน เราเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ข้าวแทบจะไม่กิน เรากินไม่ลงจริงๆ นอนก็นอนไม่หลับ แม่เราพาไปวัดทำบุญ ฟังเทศน์ มีคำนึงของพระท่าน ท่านบอกว่าปัญหาทุกอย่างมีทางออก ถ้ายังหาทางออกไม่ได้ เราก็ต้องศึกษามันและหาทางอยู่กับมันโดยที่ให้เราเจ็บน้อยที่สุด คือการไม่คิดถึง ไม่ใส่ใจ ตัดความคิดนั้นออกไป
หากความคิดเรามันแล่นไปหาสิ่งนั้นเมื่อไหร่ ให้นึกถึงสิ่งที่มีความสุขอย่างอื่นแทน เราอยู่กับมันไม่ไหว เราเลยเลือกที่จะตัดมันออกจากชีวิต เราก็พยายามทำไม่คิดถึงเรื่องที่เกืดขึ้น 3 ปีที่ผ่านมา มันเป็นช่วงเวลาที่สุขที่สุดและทุกข์ที่สุดในชีวิตเรา เหมือนตัดความคิดนั้นออกจากหัวเราไป เราไม่เคยรู้จักกัน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ฟังเพลง ไม่ดูทีวี ไม่เล่น Internet อ่านแต่หนังสือ วาดรูปบ้าง ช่วยงานที่บ้าน เราไม่เคยไปไหนนอกจากบ้านเรา เราสร้างเกาะเพื่อกั้นตัวเอง ต่อความจริงที่เกิดขึ้น และใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เกาะกำบังเรามันหนาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจิตใจเราเริ่มดีขึ้น มีน้อยมากที่จะคิดถึงสิ่งที่ผ่านมา เราเริ่มมองออกไปรอบๆตัว เพื่อนฝูง พี่น้อง เริ่มหายไปทีละคน สังคมที่เราคุ้นเคยเมื่อก่อนหายไป เราเหงามากนะ เราอยากจะออกจะกรอบความคิดที่ขังตัวเองไว้ มีคนเข้ามาพูดคุย เราก็กลัวที่จะเริ่มใหม่ เราไม่รู้ว่าเราพร้อม เข็มแข็งหรือดีพอรึยัง อยากมีคนคุยด้วยแต่ไม่อยากเจอเพราะกลัว และตอนนี้มีออฟฟิคติดต่อให้เข้าทำงาน เรายังไม่กล้ารับปากไป เรากังวลไปหมด จะอยู่ร่วมงานกับสังคมใหม่ได้ไหม เราอยากจะกล้าออกจะกรอบมากกว่านี้
ป.ล 1 เราเป็นสถาปนิก ทุกวันเราทำงาน ส่งงานผ่านเมล์
ป.ล 2 เรารับรู้ว่าเพลงที่เศร้าที่สุด คือเพลงรัก
ป.ล 3 เราไม่คิดว่าเราเป็นโรคซึมเศร้านะ เรายังหัวเราะ มีความสุขกับครอบครัวดี
ป.ล 4 เขาบอกว่าเวลาช่วยเยียวยาทุกอย่างได้ แต่เวลาที่จะต้องเริ่มต้นใหม่ มันต้องอาศัยความกล้าด้วย แต่ใจไม่กล้าพอ T^T
อยากจะออกจากกรอบความคิดของตัวเอง
หากความคิดเรามันแล่นไปหาสิ่งนั้นเมื่อไหร่ ให้นึกถึงสิ่งที่มีความสุขอย่างอื่นแทน เราอยู่กับมันไม่ไหว เราเลยเลือกที่จะตัดมันออกจากชีวิต เราก็พยายามทำไม่คิดถึงเรื่องที่เกืดขึ้น 3 ปีที่ผ่านมา มันเป็นช่วงเวลาที่สุขที่สุดและทุกข์ที่สุดในชีวิตเรา เหมือนตัดความคิดนั้นออกจากหัวเราไป เราไม่เคยรู้จักกัน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ฟังเพลง ไม่ดูทีวี ไม่เล่น Internet อ่านแต่หนังสือ วาดรูปบ้าง ช่วยงานที่บ้าน เราไม่เคยไปไหนนอกจากบ้านเรา เราสร้างเกาะเพื่อกั้นตัวเอง ต่อความจริงที่เกิดขึ้น และใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เกาะกำบังเรามันหนาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจิตใจเราเริ่มดีขึ้น มีน้อยมากที่จะคิดถึงสิ่งที่ผ่านมา เราเริ่มมองออกไปรอบๆตัว เพื่อนฝูง พี่น้อง เริ่มหายไปทีละคน สังคมที่เราคุ้นเคยเมื่อก่อนหายไป เราเหงามากนะ เราอยากจะออกจะกรอบความคิดที่ขังตัวเองไว้ มีคนเข้ามาพูดคุย เราก็กลัวที่จะเริ่มใหม่ เราไม่รู้ว่าเราพร้อม เข็มแข็งหรือดีพอรึยัง อยากมีคนคุยด้วยแต่ไม่อยากเจอเพราะกลัว และตอนนี้มีออฟฟิคติดต่อให้เข้าทำงาน เรายังไม่กล้ารับปากไป เรากังวลไปหมด จะอยู่ร่วมงานกับสังคมใหม่ได้ไหม เราอยากจะกล้าออกจะกรอบมากกว่านี้
ป.ล 1 เราเป็นสถาปนิก ทุกวันเราทำงาน ส่งงานผ่านเมล์
ป.ล 2 เรารับรู้ว่าเพลงที่เศร้าที่สุด คือเพลงรัก
ป.ล 3 เราไม่คิดว่าเราเป็นโรคซึมเศร้านะ เรายังหัวเราะ มีความสุขกับครอบครัวดี
ป.ล 4 เขาบอกว่าเวลาช่วยเยียวยาทุกอย่างได้ แต่เวลาที่จะต้องเริ่มต้นใหม่ มันต้องอาศัยความกล้าด้วย แต่ใจไม่กล้าพอ T^T