ผมไม่เคยรู้ตัวเองเลย ว่าเคยเป็นเด็กที่ดื้อมากๆ แบบนี้เรียกดื้อมั้ย ??

ขอกระทู้นี้ เป็นกระทู้สารภาพความดื้อตอนเด็กๆ ละกันครับ ไม่เคยบอกใคร ผมไม่เคยรู้ตัวเองเลย ว่าเคยเป็นเด็กที่ดื้อมากๆ และให้เป็นข้อคิดในการเลี้ยงลูกของพ่อๆแม่ๆ ด้วยครับ

ปัจจุบัน ผมอายุ 38 เกิด 2522 ครับ

ฟังเพลง..ซูบารุ..ดาวลูกไก่แล้ว มานั่งคิดถึงชีวิตตัวเองตอนเด็กๆ ตอนนั้นได้ยินเพลงนี้บ่อยๆ ผมมีชีวิตที่ไม่ค่อยเหมือนใครๆ จนทุกวันนี้การทำงานอาชีพก็ไม่เหมือนใคร เลยอยากมาเล่าให้ฟัง และเป็นการทบทวนความทรงจำของตัวเองไปด้วยในตัว ..นะครับ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
โดนส่งมาอยู่รร.ประจำ เป็นเด็กหอ ตอนอนุบาล 1
ผมเป็นลูกคนเล็ก มีพี่น้อง 4 คน ที่บ้านฐานะก็พอโอเค ทุกคนถูกส่งไปอยู่หอพักโรงเรียนประจำ (แถวศรีราชา) ผมซวยหน่อย 555 โดนพาไปอยู่ตั้งแต่ อนุบาล 1 ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องเลย ตกตอนเย็นเลิกเรียน เห็นพ่อแม่คนอื่นมารับ เราก็นั่งรอหน้าห้องเรียน รอป๊าแม่มารับ จนซิสเตอร์ที่หอต้องเดินมาตาม พอถึงวันที่แม่มารับกลับบ้าน (วันหยุด) พอกลับมาส่งที่หออีกครั้ง ทีนี้ผมแผลงฤทธิ์เลย ดึงรั้งกอดแม่แน่น ซิสเตอร์ 3-4คนก็เอาไม่อยู่ ผมร้องไห้ปานใจจะขาด จนแม่ต้องพาออกไปเดินเล่นห้างแหลมทอง สมัยนั้นห้างเพิ่งเปิดใหม่ๆ ช่วงแรกนั้น นอนร้องไห้ตอนกลางคืนแทบทุกวัน จำได้มีอยู่ครั้งนึง ได้ยินป๊าแม่คุยกัน ตอนนั้นอยู่ในรถป๊า จำได้เลย รถเบนซ์ตาตั้งสีเขียว ผมนั่งหลังคนเดียว แม่ร้องไห้ ป๊าพูดว่า "ถ้าอยากให้ลูกเก่ง ลื้อก็ต้องใจแข็ง" ผมนั่งฟังเงียบๆ ถึงจะเด็กมากๆ แต่ผมก็เข้าใจนะ ว่าหมายถึงอะไร

ผมอยู่หอพักรร. อนุบาล 1 จนถึง ป.3 มันก็เหมือนเป็นการฝึกเอาตัวรอด มีทั้งสุขทั้งทุกข์ ตามอัตภาพเด็กหอ การกลับบ้านในวันหยุด ทุกนาทีที่อยู่บ้านมันมีค่ามากๆ พอถึงวันที่ต้องกลับหอ แม้กระทั่งกำแพงห้องน้ำที่บ้านยังดูน่ามอง มีครั้งนึงตอนป.1 ป๊าแม่มาส่งที่หอ พอเขาขับรถกลับ ผมแอบวิ่งลัดไปตามอาคาร เลาะไปตามถนนในโรงเรียน เพื่อที่จะเห็นรถป๊าแม่ให้นานที่สุด พอรถพ้นออกจากประตูโรงเรียนไปแล้ว ผมก็เดินร้องไห้กลับหอ ก่อนจะเดินถึงหอ ผมกลัวอายเพื่อน เลยแอบยืนหลังพุ่มไม้ ยืนร้องไห้ จนมั่นใจว่าน้ำตามันหยุดไหล แล้วค่อยเช็ดหน้าเช็ดตาเดินเข้าหอให้เหมือนปกติ

ผมคงมาอยู่หอในวัยที่เด็กเกินไป จนทุกวันนี้โตมา ผมเป็นโรคอย่างนึงคือ เวลาไปไหนก็ตาม พอตกเย็น ช่วงโพล้เพล้ ผมจะคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน เป็นหนักมากๆ จนทุกวันนี้เป็นคนติดบ้าน รักการอยู่บ้านมากๆ ผมแนะนำเลยว่า ใครที่มีลูก แล้วคิดว่าอยากให้อยู่หอประจำ ต้อง ม.1 ขึ้นไปเท่านั้นนะครับ

............................

ขึ้น ป.4 ย้ายไปเรียนที่กรุงเทพ
พอผมขึ้น ป.4 ทุกคนได้ย้ายมาเรียนกทม. ป๊าผมมาเปิดร้านวัสดุแถวมีนบุรี ผมเรียนรร.แถวห้าแยกลาดพร้าว แต่พี่ๆเรียนโรงเรียนอื่น ผมต้องนั่งรถเมล์ไปกลับเอง ถือว่าไกลมากสำหรับเด็กป.4 ตอนช่วงแรกๆ ป๊าผมให้คนงานคอยพาขึ้นรถเมล์ ตอนเย็นก็มารอพานั่งรถเมล์กลับ


พอถึงวันหยุด ผมจะขอเงินป๊า 200 นั่งรถเมล์เล่น ไปคนเดียว นั่งไปเรื่อยๆจนสุดสาย แล้วก้็ลงย้ายขึ้นสายอื่น นั่งไปมั่วๆ ทำแบบนี้หลายครั้งมาก บางทีก็นั่งข้ามไปฝั่งธน สมัยนั้นฝั่งธน เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับผม ช่วงจังหวะรถเมล์กำลังข้ามสะพานแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นช่วงที่ใจระทึกมากๆ เหมือนได้ข้ามไปดินแดนลับแล ฝั่งกรุงเทพมีแต่ตึก เจริญหูเจริญตา แต่เพียงแค่ข้ามสะพานไปอีกฝั่ง กลับเป็นเมืองที่มีแต่ต้นมะพร้าว ต้นตาล มีแต่ป่า พอใกล้เย็นๆ ผมก็หาทางนั่งกลับบ้าน ป๊าผมเขาไม่รู้หรอกว่าผมไปทำอะไรมาบ้าง เพราะเขาไม่เคยถามเลย 555


ป.4 น้อยใจครู ตีตั๋วรถทัวร์หนีไปบ้านสระบุรี
ตอน ป.4 มีครั้งนึง โดนครูทำโทษ ให้คาบไม้บรรทัด ยืนกระต่ายขาเดียวนอกห้อง 1ชั่วโมง เพราะคุยกับเพื่อน ผมน้อยใจครูมาก วันรุ่งขึ้นเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้นักเรียน บ้านอยู่มีนบุรี นั่งรถเมล์สาย 27 ไปรร.แถวห้าแยกลาดพร้าว แต่ไม่เข้าเรียน นั่งเลยไปลงหมอชิต ซื้อตั๋วไปสระบุรี ไปหาอาม่า (ยาย) ป๊าแม่ต้องตีรถไปรับ วันรุ่งขึ้นแม่เข้าไปหาครู ตั้งแต่นั้นครูไม่เคยทำโทษแปลกๆอีกเลย....ผมคุ้นเคยแถวหมอชิต แถวจตุจักรเป็นอย่างดี เสาร์อาทิตย์ จะขอเงินป๊า นั่งรถเมล์ไปเดินjjคนเดียว ซื้อกระรอกกลับมาเลี้ยงที่บ้าน ไปมันแทบทุกอาทิตย์ ได้มาทั้งกระรอก กระต่าย ลูกเจี๊ยบ


ป.5 เลิกเรียนไปดูฟุตบอล กลับบ้าน 5ทุ่ม
ตอน ป.5 สมัยนั้นมีฟุตบอลเซมิโปรลีก แต่แข่งวันธรรมดาเป็นส่วนใหญ่ นักเรียนดูฟรี เลิกเรียนก็ขอนั่งรถเพื่อนไปลงสนามศุภ บ้านเพื่อนผมมันขายรถ bmw อยู่ตรงข้ามสนามศุภ จะมีคนขับรถมารับส่งทุกวัน ดูบอลจบเกือบ 2 ทุ่ม ก็นั่งรถเมล์สาย 113 ถึงบ้าน 5 ทุ่ม คิดดูเด็ก ป.5 แต่ป๊าผมไม่เคยว่าเลย เขาคงอยากให้ลูกมีประสบการณ์ชีวิตเยอะๆมั้ง 555


ม.1 ย้ายโรงเรียน ไกลกว่าเดิม
ขึ้น ม.1 ผมย้ายมาอยู่ รร.แถวสะพานพุทธ ผมเลือกย้ายเอง สมัครเอง สอบเอง ป๊าแม่ไม่รู้เรื่องเลย พอผมเข้าได้สำเร็จ เขาก็ยอม ได้ค่าขนม+ข้าวเช้า กลางวัน +ค่ารถไปกลับรร. เดือนละ 3พัน (ป๊าแม่กลับไปอยู่ตจว. และซื้อบ้านอีกหลังแถวบางกะปิให้อยู่กันเองกับพี่ๆ) ช่วงนั้นเบื่อชีวิต เบื่อการไปรร.ใหม่มาก มันไกล บ้านอยู่บางกะปิ รร.อยู่ริมเจ้าพระยา (นั่งปอ.1ต้นสายยันสุดสาย)  ตื่นตี4 ยังแทบไปไม่ทัน วันไหนขึ้นรถเที่ยวแรกไม่ทัน จะถึงรร. 9-10โมง ผมขาดเรียนบ่อยมาก ไปสายแล้วไม่อยากเข้ารร. มันเครียด บางวันก็นั่งรถเมล์กลับเลย


หลายๆครั้ง ผมนั่งมาลงรามคำแหง บ่ายๆจะมีทีมชาติชุดดรีมทีมมาซ้อมที่สนามหัวหมาก ผมก็ไปนั่งดูซิโก้ซ้อมบ่อยๆ ช่วงนั้นเขาเริ่มดัง ผมเห็นเขา ก็คิดในใจคนเดียวว่า พี่คนนี้ ต่อไปแกต้องดังแบบปิยะพงษ์แน่ๆเลย โหวงเฮ้งแกได้ บางวันเห็นมีนักข่าวมานั่งสัมภาษณ์ซิโก้ นั่งกับพื้นสนาม ผมก็มึนๆ เข้าไปนั่งฟังใกล้ๆ เขาคงเห็นใส่ชุดนักเรียนมั้ง เลยไม่ว่า 555

ม.1 นั่งรถไฟไปเชียงใหม่
ตอน ม.1 มีอยู่วันนึง ไปสายอีกแล้ว นั่งรถปอ.1 กำลังผ่านหัวลำโพง กำลังเครียดๆ ผมก็โดดลงเลย ไปเดินเล่นในหัวลำโพง เดินอ่านชื่อจังหวัดที่ขายตั๋วไปเรื่อยๆ เห็นช่องขายตั๋วไป จ.เชียงใหม่ คิดถึงสมัยป.5 ที่ป๊าแม่พาไปเที่ยว ผมตัดสินใจซื้อตั๋วไปเชียงใหม่ซะเลย วันนั้นมีแค่ชุดนักเรียน กับชุดกีฬาในกระเป๋านักเรียนเท่านั้น พอซื้อเสร็จ เจอลุงคนนึงซื้อตั่วต่อจากผม เลยเข้าไปทักแก แกบอกจะกลับบ้าน แต่รถไฟออก 6 โมงเย็น รถไฟไปเชียงใหม่ ชั้น 3 ตอนนั้นมีแค่เที่ยว 6 โมงเช้า 6โมงเย็น ลุงแกไม่รู้จะไปไหน ผมเลยชวนแกไปเดินเล่นมาบุญครอง ไปกินข้าว


พอถึงเวลาเย็นๆ ก็มาขึ้นรถไฟ นั่งคุยกับลุงแกไปเรื่อยๆ แกเล่าว่าเป็นช่างไม้ มาหางานทำ หมดงานก็กลับบ้าน แกบอกว่ามีลูกสาวคนนึงอายุเท่าผมเนี่ยแหล่ะ พอช่วงดึกๆ แกก็หลับไป

ได้เพื่อนใหม่ร่วมทาง ไปเชียงใหม่
รถไฟน่าจะไปถึงแถวๆช่วงจังหวัดนครสวรรค์ ผมนั่งนานๆเริ่มเบื่อเริ่มเมื่อย เลยออกไปเดินเล่น ตรงรอยต่อตู้ เห็นมีวัยรุ่นคนนึง อายุน่าจะ 20 ยืนพิงรั้วสูบบุหรี่อยู่ ผมเลยไปยืนอีกด้าน ยืนมองหน้ามัน 555 ผมอายุ 13 เขาอายุ 20 เขาเลยถามผมว่า "ไปไหนวะ กลับบ้านเหรอ" ผมบอก "ไปเที่ยว" เขาบอก "ชุดนักเรียนเนี่ยนะ" ผมบอก "เออ" หลังจากนั้นเราก็คุยก็ยาว จนได้ความว่า เขาจะไปธุระบ้านแม่ที่พิษโลก หลังจากนั้นจะลงไปหางานทำที่พัทยา คุยไปคุยมารู้สึกถูกคอ หมอนี่เป็นวัยรุ่นรู้จักหางานทำ แสดงว่าดีระดับนึง 555 ผมคิดในใจ ผมไม่รีรอ เลยชวนพี่เขาไปเที่ยวเชียงใหม่เป็นเพื่อนก่อน เขาตอบตกลง..ได้ แต่ต้องลงที่พิษโลกทำธุระกับแม่ก่อน และต้องนอนพิษโลกก่อน แล้วค่อยนั่งรถทัวร์ไปเชียงใหม่ ผมตอบตกลงโอเค ได้เลย 555 (คิดย้อนกลับไป ผมนี่โคตรมึน โคตรอันตราย ไปกับใครก็ไม่รู้)


แต่ผมบอกเขาว่า ไปนอนโรงแรมได้มั้ย ไม่อยากไปนอนบ้านพี่เขา เขาก็โอเค..ได้ คุยกันไปเรื่อยๆจนรถไฟถึง สถานีพิษณุโลก เราก็ลงเดินไปโรงแรม จำได้ว่าเป็นโรงแรมกลางเมืองเก่าๆคืนละประมาณ 300 บาท เช้าวันรุ่งขึ้นพอออกจากโรงแรมถึงได้รู้ว่า โรงแรมอยู่กลางตลาด กลางเมืองพิษโลกเลย แต่ตอนกลางคืนพอลงรถไฟ ดูเปลี่ยวๆเงียบๆชมัด

เขาพาผมนั่งสามล้อไปบ้านแม่เขา เป็นบ้านไม้ยุคเก่าอยู่ในซอย พอเสร็จธุระ ก็พากันไปซื้อตั๋วรถทัวร์ขึ้นไปเขียงใหม่

ถึงเชียงใหม่ แต่กลับคิดถึงป๊าแม่ คิดถึงบ้าน
นั่งรถทัวร์ใกล้ถึงตัวเมืองเชียงใหม่ ตอนนั้นเป็นช่วง 5-6โมงเย็น บรรยากาศโพล้เพล้ ตะวันคล้อยต่ำลง ผมจำได้ติดตา ถนนก่อนเข้าเมืองเชียงใหม่ จะมองเห็นแนวต้นยางยักษ์ เป็นแนวยาวตลอดทาง นาทีนั้นผมกลับคิดถึงป๊าแม่ คิดถึงบ้านมากๆ เพราะตอนที่ป๊าแม่พามาเที่ยว ผมก็เห็นมุมนี้ ชอบมุมต้นยางนี่มากๆ ผมคิดไปเรื่อยๆ ว่าตอนนี้เขาจะกังวลมั้ย ว่าผมหายไปไหน เราลงรถทัวร์ พี่ตู่ (แกชื่อตู่ ลืมแนะนำเลย) แกพาผมไปขอนอนวัด แกรู้จักพระที่วัดนั้น ผมจำชื่อวัดไม่ได้ พอตอนกลางคืน เราก็นั่งรถสองแถวไปเดินเล่นตลาดไนท์บาซ่า ผมซื้อเสื้อกับกางเกงเพิ่มอีก 1 ชุด


หน้ามึนขอนั่งสองแถวแดง ฟรี รอบเมืองเชียงใหม่
ผมอยู่เชียงใหม่ นอนที่วัด 3-4 วัน พี่ตู่แกจะอยู่ที่วัดซะเยอะ ไม่ค่อยออกไปไหน ส่วนผมก็ตามสไตล์เดิม คือออกมาตะลอน โบกสองแถวแดง ขอนั่งหน้า ก็นั่งคุยกับลุงคนขับไปเรื่อยๆ นั่งกับแกคุยจนสนิทกัน แกเลยให้นั่งฟรี คอยรับเงินทอนเงินจากผู้โดยสาร ผมได้ไปทั่วเมืองเลย วันถัดไปก็เป็นคันใหม่ ใช้มุขเดิม


รูปตอน ป.5 ครับ ป๊าแม่พาไปเที่ยวที่เชียงใหม่

ตอนต่อไป
เดินทางจากเชียงใหม่ ลงไปพัทยา

อยู่ห้องเช่ากับครอบครัว นักร้องคาราโอเกะ ที่พัทยา

อายุ 17 เก็บเงินซื้อรถคันแรก (และรถคันนี้ก็เป็นรถแต่งงานตอนอายุ 25 ปัจจุบันนี้ยังเก็บรักษาไว้อยู่)

อายุ 18 งอนแม่ หนีออกจากบ้าน ด้วยรถคันแรกนี้ ไปใช้ชีวิตนอนในรถอยู่ริมหาดจอมเทียน 1 เดือน

กลับจากหาดจอมเทียน แต่ไม่เข้าบ้าน เปลี่ยนรถที่บ้าน ขับไปเชียงใหม่ อีก 1 อาทิตย์

ปล. ผมเล่าต่ออีกหลายตอนมาก ลองเลื่อนลงไปอ่านเรื่อยๆนะครับ มีอีกหลายตอน จนถึงความคิดเห็นที่ 155

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่