เมื่อฉันเปิดร้านขายของสุขภาพ แนวรักสิ่งแวดล้อม

สวัสดีคะ
    มีเรื่องมาเล่าจากประสบการณ์คะ พอดีมีโอกาสทำร้าน พอทำก็อยากทำร้านอย่างในอุดมคติ คือร้านแบบไม่ใช้ถุงพลาสติก (อ่านสารคดีมาตั้งนานซึมซับมากเลยเรื่องอันตรายของพลาสติก ที่เมืองไทยใช้กันแบบบ้าคลั่งทีเดียว) ถุงพลาสติก กับคนไทยแก้ยากมากๆ เพราะเป็นนิสัยเสียแล้ว จิตสำนึกหรือจะสู้นิสัยได้ ฟังดูแย่ แต่เรื่องจริงแย่กว่านั้นคะ พอเปิดร้านก็ลองเลย ลด 5 บาทไปเลยคะ สำหรับคนที่ไม่รับถุงพลาสติก จะซื้อมาก ซื้อน้อยแค่ไหนก็ลดคะ ก็มีลูกค้าประเภทรู้มาก ซื้อของห้าบาท แล้วบอกไม่เอาถุง ก็จะได้ของฟรีไป เออ... เจ้าของร้านก็ต้องปวดใจให้ไป เพราะโฆษณาเงื่อนไขเป็นแบบนั้น ไม่อยากให้ลูกค้าด่า ทำไปเดือนหนึ่งไม่ประสบความสำเร็จคะ ลองใหม่อีกที คราวนี้ลด 5 บาทเหมือนเดิม แต่ให้พนักงานแนะว่า เงิน 5 บาท ที่ลดไป ถ้าไม่อยากเอากลับ หยอดตู้บริจาคให้เด็กเพื่อการศึกษานะคะ ไปขอตู้มาจากมูลนิธิมาให้ลูกค้าหยอดคะ ผ่านไปหนึ่งเดือนมีคนหยอด 5 บาท จากการไม่รับถุง 1 คนคะ  แม่ค้าก็เริ่มท้อใจคะ เด็กในร้านก็บอกพี่เลิกเหอะ มันไม่เวิร์คหรอก เขียนรณรงค์ทุกอย่าง ทำป้ายเชิญชวน บอกว่า ที่เราไม่ให้ถุงพลาสติก ไม่ใช่เพราะร้านอยากได้เงินเข้ากระเป๋านะ ถุงพลาสติกใบหนึ่ง 20-30 สตางค์ แต่ร้านยอมจ่ายให้ 5 บาทเลย อยากให้เป็นกระแสเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ไม่มีใครสนคะ เฮ่อ...เหนื่อยใจ
    ถุงพลาสติกที่ร้านใช้ก็เป็นแบบที่ผู้ผลิตบอกย่อยสลายได้ เป็นแบบรักษาสิ่งแวดล้อม คือจริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยเชื่อผู้ผลิตเท่าไหรนักหรอกคะ อยากถามสารคดีอยู่เหมือนกันว่า ถุงพลาสติกแบบย่อยสลายได้อย่างที่ว่าจริงๆ แล้วปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมขนาดไหนคะ หรือเขาหลอกเราให้เชื่อ ให้เรารู้สึกดี?
    ตอนนี้ก็ยังไม่อยากยอมแพ้นะคะ เพราะมีร้านที่ไม่ให้ถุงแล้วประสบความสำเร็จคะ คือร้านของชุมชนสันติอโศก ที่มีอยู่หลายร้านทั่วประเทศ เข้าใจว่าทุกที่ใช้นโยบายเดียวกันคะ เขาไม่ให้เลย ลูกค้าเตรียมถุงมาเองหมดคะ แรกๆ เขาก็ขายถุงกระดาษนะ หลังๆ เลิกเลย ให้ลูกค้าจัดการเอง ทำไมเขาทำได้ แน่นอนมีปัจจัย เรื่องความคาดหวัง ผู้คนทั่วไป เข้าร้านทั่วไปก็คิดแบบทั่วไปว่าต้องมีถุงให้ แต่ร้านของชุมชนสันติอโศกเป็นร้านแบบพิเศษที่ผู้คนคาดหวังอีกแบบก็เลยทำได้ง่ายกว่า และแน่นอนของเขาราคาถูก มีจุดขายโดดเด่นที่อยู่ได้สบายๆ
    ดิฉันมีโอกาสไปต่างประเทศบ่อยๆ ในอเมริกานี้ผู้คนก็ตื่นตัวดีนะคะ ก่อนไปซื้อของใครๆ ก็เตรียมถุงผ้าไปกันเองเป็นเรื่องปกติ ไม่มีถุงพลาสติกเกลื่อนเมืองอย่างไทยเรา ประเทศอินเดียบางรัฐเขาก็ทำแล้วที่ ban ถุงพลาสติกไปเลย เอ้... เมืองไทย ถ้าเอาจริง เด็ดขาด ก็ทำได้คะ ผู้นำประเทศอยากเปลี่ยนแปลงแค่ไหนล่ะ คงมาถึงจุดที่ต้องประกาศเลิกใช้ไปเลยแล้วมั่งคะ รณรงค์อย่างเดียวไม่เห็นได้ผลอะไร กลายเป็นมีกระเป๋าผ้าเกลื่อนเมืองอีก องค์กรไหนทำถุงผ้าแจกแปลว่ารักสิ่งแวดล้อม มึนกับการให้นิยาม หรือความเข้าใจผิดของคนไทยมากเลย ลองถามดูที่บ้านมีถุงผ้าที่ไม่ได้ใช้กี่ใบ ขยะสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น กลายเป็นของเหลือใช้ ที่ผลิตมาจากการใช้ทรัพยากร น้ำ ไฟ สารเคมีสารพัดเพื่อการผลิตถุงผ้าหนึ่งใบ เฮ่อ...ถอนหายใจแรงๆ อีกสักทีคะ
    มีเรื่องนินทา หรือบ่นต่ออีกคะ ความไม่รู้ หรืออะไรก็ไม่รู้ของคนไทย อยากกินผักปลอดสาร ปลูกแบบธรรมชาติ แต่ก็บ่นกันนักว่ามันไม่สวยเหมือนผัก ผลไม้มียา เรื่องราคาแพงกว่านี้ก็ยากเลยคะ ผักที่เกษตรกรรายย่อยปลูกแบบไร้สารเคมี จะปลูกได้ครั้งละน้อยกว่า ราคาก็อาจจะแพงกว่าร้านที่รับมาเป็นถุงใหญ่ๆ ยาเยอะๆ พยายามอธิบายลูกค้าว่า ผักออแกนิค เหมือนเป็นงานฝีมือคะ คนปลูกปลูกด้วยใจรัก ถอนหญ้าทีละต้น หยิบหนอน แมลงออกทีละตัว ใครเคยปลูกผักจะรู้ว่ามันยากกว่าที่คิดเยอะ ทุกวันนี้เวลาไปซื้อผักที่ชาวบ้านปลูกเองไม่ได้ฉีดยา ดิฉันพูดขอบคุณคนปลูกทุกครั้งว่า ขอบคุณนะคะที่ปลูกผักปลอดภัยให้ทาน ถ้าไม่มีคุณลุง คุณป้าทำแบบนี้เราก็แย่เลย อยากให้ผู้คนเห็นเรื่องแรงใจ สำคัญกว่าเงินเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปต่อ ราคาเล็กๆ น้อยๆ เหมือนเป็นการดูถูกอาชีพชาวไร่ชาวนาเลยคะ คุณลุง คุณป้า เกษตรกรปลอดสารที่รู้จักก็เลิกทำกันไปทีละคนสองคน เพราะทำไม่ไหวบ้าง ท้อใจกับแมลง ฝนฟ้า จนผลผลิตเสียหายบ้าง เวลาเจอเกษตรกรที่เขาปลูกแบบออแกนิค อย่าไปต่อราคาเขาเลยนะคะ ที่    ดิฉันพยายามเลือกของในชุมชนมาขายคะ  eat local, buy local, (but think global) คะ  แต่ก็อีก ที่ราชบุรีนี้เป็นแหล่งฟาร์มโคนมเลยนะคะ แต่ไม่มีใครทำฟาร์มแบบอินทรีย์คะ หานมแบบธรรมชาติไม่มีคะ ที่อื่นพอมีทำกันบ้างแล้ว จะสั่งนมมาขายจากโคราชเลย ก็ยังทำใจไม่ได้จริงๆ หาแหล่งใกล้ๆอยู่คะ ถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยว่ากันคะ ชาวนาแถวนี้ก็มีนากันเยอะคะ แต่กว่าจะหาชาวนาที่ปลูกข้าวแบบอินทรีย์ได้ดีมีคุณภาพก็ยากอยู่คะ ก็ต้องไปเอาจากที่อื่นมาขาย
    สงสัยว่ามีใครทำงานวิจัย หรือสถิติเรื่องการค้าออนไลน์ในเมืองไทยบ้างไหมคะ มาแรงมาก ไปรษณีย์ไทยต้องขยายเวลาเปิดถึง 6 โมง บริษัทขนส่งก็เกิดขึ้นอีกหลายแห่ง ลองไปดูมีแต่คนขายของออนไลน์ ผู้คนแสวงหาความสะดวกสบายกันมากขึ้นเยอะมากๆ ความเป็นบริโภคนิยมก็มาถึงจุดสูงสุดแล้วจริงๆ เนอะ เมื่อธุรกิจฝากซื้อของที่เน้นซื้อขนมราคาแพงๆ จากร้านดังๆ ในกรุงเทพมีคนอุดหนุนล้นหลาม ดังนั้นคำที่ว่า eat local, buy local อยู่ยากแล้วคะ
    อีกอย่างที่อยากเล่าคะ การล้างพิษหรือดีท๊อกแบบไทยๆ คือการกินยาถ่ายเข้าไปคะ แล้วบอกว่าล้างพิษ ผลิตภัณฑ์ยาถ่ายหลากหลายแบบทำออกมา(หลอก)กันเยอะเลย บางคนกินจนติด ไม่กินไม่ถ่ายเลย ดื่มน้ำสีเขียวๆ บอกเป็นน้ำคลอโรฟิวร์ ล้างพิษ ดื่มแล้วขาว บ้าแล้วหนอ ผลิตภัณฑ์หน้าขาว ผิวขาวก็เป็นอีกอย่างที่บอกว่าเป็นการรักษาสุขภาพแบบไทยๆ เอ๊ะมันใช่ไหม ดำแล้วผิดตรงไหน อยากขาวแบบ Snowwhite เลยต้องใช้เมือกหอยทาก ขำๆนะ  มีมาเรื่อยๆ คะ คนเชื่อว่ากินกลาโนล่า ขนมฝรั่งราคาแพงๆ ที่ใส่มาในกล่องพลาสติกสวยๆ ดูหรูหรา ช่วยลดความอ้วนได้ จริงๆ กลาโนล่าก็เป็นอาหารที่ไม่ได้เลวร้ายนะคะ แต่ทำกินเองได้ง่ายๆ ราคาประหยัดกว่าเยอะมากๆ แต่ไม่ได้แปลว่ากินกลาโนล่าแล้วผอมนะคะ น้ำตาลมี แป้งมีและไขมันจากถั่วสารพัด ที่สีสวยๆ ในกระปุกก็แอบใส่สีให้เรากินอีก ก่อนกิน ก่อนใช้ อ่านฉลาก ศึกษานิดว่าเขาเอาอะไรให้เรากิน ให้เราใช้ พอแนวสุขภาพมาแรง ของในตลาดก็ออกมาแนวนี้ ไม่ได้เปลี่ยนเนื้อใน เปลี่ยนห่อ เปลี่ยนซอง เปลี่ยนโฆษณาให้ดูเป็นธรรมชาติให้คนเชื่อว่าเป็นสินค้าธรรมชาติก็มีออกมาเยอะมากๆ คะ ศึกษาดูสักนิดก่อนใช้ ก่อนกินคะ
    เครื่องดื่มชา กาแฟ ที่มีบูธขายมากมายในบ้านเราก็มาจากกระแสน้ำอัดลมเลว ดื่มชาเขียวดีกว่า ชาเขียว กาแฟร้านหรูที่ดื่มที่กิน ลองดูมีน้ำตาลฟอกสีเท่าไหร ครีมเทียมที่ต่างประเทศเขาเลิกกินกันแล้วอีกเท่าไหร น้ำแข็งที่สุดๆ ของความสกปรก เด็กอ้วน คนอ้วน น้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้นก็เพราะกระแสนิยมผิดๆ ที่เรารับมาแบบไม่คิด
    การรักษาสุขภาพในแนวธรรมชาติ ดิฉันเชื่อว่าใช้เวลา ไม่มีอะไรได้มาเร็วๆ You are what you eat, so don't be fast, cheap, easy, fake and junk. คุณเป็นอย่างที่คุณกิน ดังนั้นอย่ากินเร็ว ถูก ง่าย ปลอม และ ขยะ ลองใช้ชีวิตแบบช้าๆ ทำอาหารกินเอง ปลูกผักเอง ทำอะไรด้วยตัวเองเยอะๆ หน่อย แล้วเราจะซาบซึ้ง จะรู้สึกขอบคุณกับเวลา กับสิ่งของรอบตัว และกับผู้คนมากขึ้นคะ
    
ครูอ้อย ปันฟาร์มสุข
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่