อ้างอิง
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000129572
----
ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้องคดีลูกศิษย์วัดพระธรรมกายยื่นฟ้องอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ “พระพุทธะอิสระ-ไพบูลย์-มโน” โจมตีวัด ชี้ดีเอสไอทำตามกระบวนการยุติธรรม เป็นพิพาทรัฐกับเอกชน ไม่อยู่ในอำนาจศาล ส่วนอีก 3 รายไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นการแสดงความคิดเห็นปกติ ไม่ใช่พิพาททางปกครอง
วันนี้ (29 ธ.ค.) ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้องที่นางคุณาภา ธำรงมาศ ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ์ (พระธีรธัมโม หรือพระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม) นายมโน เลาหวนิช นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 กรณีขอให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ระงับการกระทำการ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับการกล่าวหาพระสงฆ์ และสถาบันพระพุทธศาสนา
โดยศาลให้เหตุผลว่า คดีนี้นางคุณาภากล่าวหาว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้อำนาจสั่งการโดยไม่สุจริตให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการไม่เป็นธรรมต่อพระสงฆ์ และสถาบันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นกรณีที่นางคุณาภาโต้แย้งการใช้อำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 14 ประกอบมาตรา 3 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ 2547 ในการดำเนินการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 21 พระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งการใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าว มาตรา 23 วรรคหนึ่งของพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีฐานเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงเห็นได้ว่าการใช้อำนาจดังกล่าวของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อนำตัวผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญามาลงโทษตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาทั้งสิ้น
“เหตุของการฟ้องคดีดังกล่าวจึงเป็นเหตุสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามที่กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ ไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่คดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจกระทำการในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาศาลยุติธรรม หากนางคุณาภาเห็นว่าตนเองได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จากกระทำของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือเห็นว่าการกระทำของอธิบดีกรมสอบสวนคดิพิเศษไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งในส่วนนี้ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว“
ส่วนที่นางคุณาภาฟ้อง พระธีรธัมโม นายมโน และนายไพบูลย์ โดยบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า บุคคลทั้งหมดสามกระทำการละเมิดจริยธรรมอย่างรุนแรงด้วยวิธีการกล่าวหาใส่ร้ายพระสงฆ์และสถาบันพระพุทธศาสนาผ่านสื่อต่างๆ โดยไม่ได้ระบุว่าบุคคลทั้งหมดสามกระทำการในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งใด ประกอบกับมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีตามที่นางคุณาภาอ้าง เกิดจากการที่บุคคลทั้งสามได้แสดงความคิดเห็นตามสื่อต่างๆ อันเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นตามปกติของบุคคลทั้งสามเท่านั้น จึงเห็นว่ามิใช่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีคำเสมอพระราชบัญญัติที่จะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อพิพาทระหว่านางคุณาภา กับบุคคลทั้งสาม จึงไม่ใช้ข้อพิพาททางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงชอบแล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวนางคุณาภาได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. และต่อมาศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ไม่รับคำฟ้องไม่พิจารณาวินิจฉัย ซึ่งนางคุณาภาได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำสั่งดังกล่าวในวันนี้
###ศาล ปค.สูงสุดไม่รับคำฟ้องสาวกธรรมกายฟ้อง DSI “พระพุทธอิสระ-ไพบูลย์-มโน”###
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000129572
----
ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้องคดีลูกศิษย์วัดพระธรรมกายยื่นฟ้องอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ “พระพุทธะอิสระ-ไพบูลย์-มโน” โจมตีวัด ชี้ดีเอสไอทำตามกระบวนการยุติธรรม เป็นพิพาทรัฐกับเอกชน ไม่อยู่ในอำนาจศาล ส่วนอีก 3 รายไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นการแสดงความคิดเห็นปกติ ไม่ใช่พิพาททางปกครอง
วันนี้ (29 ธ.ค.) ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้องที่นางคุณาภา ธำรงมาศ ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ์ (พระธีรธัมโม หรือพระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม) นายมโน เลาหวนิช นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 กรณีขอให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ระงับการกระทำการ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับการกล่าวหาพระสงฆ์ และสถาบันพระพุทธศาสนา
โดยศาลให้เหตุผลว่า คดีนี้นางคุณาภากล่าวหาว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้อำนาจสั่งการโดยไม่สุจริตให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการไม่เป็นธรรมต่อพระสงฆ์ และสถาบันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นกรณีที่นางคุณาภาโต้แย้งการใช้อำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 14 ประกอบมาตรา 3 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ 2547 ในการดำเนินการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 21 พระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งการใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าว มาตรา 23 วรรคหนึ่งของพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีฐานเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงเห็นได้ว่าการใช้อำนาจดังกล่าวของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อนำตัวผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญามาลงโทษตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาทั้งสิ้น
“เหตุของการฟ้องคดีดังกล่าวจึงเป็นเหตุสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามที่กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ ไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่คดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจกระทำการในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาศาลยุติธรรม หากนางคุณาภาเห็นว่าตนเองได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จากกระทำของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือเห็นว่าการกระทำของอธิบดีกรมสอบสวนคดิพิเศษไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งในส่วนนี้ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว“
ส่วนที่นางคุณาภาฟ้อง พระธีรธัมโม นายมโน และนายไพบูลย์ โดยบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า บุคคลทั้งหมดสามกระทำการละเมิดจริยธรรมอย่างรุนแรงด้วยวิธีการกล่าวหาใส่ร้ายพระสงฆ์และสถาบันพระพุทธศาสนาผ่านสื่อต่างๆ โดยไม่ได้ระบุว่าบุคคลทั้งหมดสามกระทำการในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งใด ประกอบกับมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีตามที่นางคุณาภาอ้าง เกิดจากการที่บุคคลทั้งสามได้แสดงความคิดเห็นตามสื่อต่างๆ อันเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นตามปกติของบุคคลทั้งสามเท่านั้น จึงเห็นว่ามิใช่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีคำเสมอพระราชบัญญัติที่จะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อพิพาทระหว่านางคุณาภา กับบุคคลทั้งสาม จึงไม่ใช้ข้อพิพาททางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงชอบแล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวนางคุณาภาได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. และต่อมาศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ไม่รับคำฟ้องไม่พิจารณาวินิจฉัย ซึ่งนางคุณาภาได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำสั่งดังกล่าวในวันนี้