[CR] FISH OIL…เรื่องที่คุณต้องรู้ ตอบจากใจนักเรียนเภสัช

กระทู้รีวิว
สวัสดีค่ะเราเป็นนักศึกษาเภสัชนะคะ ตอนนี้เรียนเภสัชกำลังจะจบแล้วแหละ
ช่วงนี้ก็มาฝึกงานอยู่ที่ร้านยาค่ะ
ก็มีโอกาสแนะนำเกี่ยวกับอาหารเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการซื้ออาหารเสริมไปบำรุงร่างกายบ่อยๆ
สังเกตว่าช่วงนี้มีลูกค้ามาถามข้อมูลเกี่ยวกับ “น้ำมันปลา” เยอะค่ะ

ตอนแรกก็ถามพี่เภสัชในร้านว่าจะแนะนำยังไงดี?
พี่ๆ เลยให้โจทย์มาให้หาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำมันปลาไปส่งจะได้ตอบลูกค้าได้

ไหนๆก็หาข้อมูลละเนอะ ก็เอามาแบ่งปันกันค่ะ เพื่อเป็นความรู้ว่าน้ำมันปลาคืออะไร ดียังไง


คำถามต่างๆ ก็จะขอตอบแบบง่ายๆ เพื่อความเข้าใจได้ง่ายนะคะ
ข้อมูลเรียบเรียงจาก www.drug.com และ www.webmd.com ค่ะ
หลายคนบอกว่ามันไม่ควรนำมาใช้อ้างอิง แต่เค้าก็เห็นอาจารย์บางคนใช้นะคะ
มันก็เชื่อถือได้ระดับนึงเลย ถ้าจะหาข้อมูลอะไรเร็วๆเชื่อถือได้ก็เว็บนี้แหละ
ถ้าจะให้ไปดู Pubmed–ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมงานวิจัยทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้เอาไว้มากมายนี่คงต้องคุยกัน
ยาวๆ เลยมีทั้ง efficacy & safety โรคต่างๆเยอะมากเกรงว่าจะเบื่อกันซะก่อน ดังนั้นเค้าขออ้างอิงง่ายๆ แต่เชื่อถือได้
ใครมีข้อมูลเพิ่มเติม บอกได้เลยนะคะ


เรามารู้จักกับเจ้า Fish Oil กันก่อนดีกว่าว่ามันคืออะไร
น้ำมันปลาก็มาจากปลาไงคะ แต่ไม่ใช่ปลาทั่วไปนะคะ ปลาที่จะให้น้ำมันปลาที่เป็นอาหารเสริมที่มีคุณประโยชน์นั้นต้องเป็นปลาทะเลค่ะ และต้องเป็นปลาทะเลน้ำลึก อยู่ในกระแสน้ำเย็นด้วยถึงจะได้ปลาที่มีคุณภาพดีถ้าเป็นปลาทะเลทั่วไปอาจจะได้สารสำคัญน้อยกว่านะคะ

ในน้ำมันปลามันมีอะไร ทำไมเป็นน้ำมันที่ดี?
Fish Oil มีส่วนประกอบคือ Omega-3 ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่ง Omega-3 จะพบแค่ในปลาบางชนิดเท่านั้น เช่น ปลาแมคเคอร์เรล ปลาแอนโชวี่ ปลาทูน่า ปลาแซลมอน เป็นต้น หรืออาจจะพบในผักหรือพืชบางชนิด และที่สำคัญคือร่างกายของคนเราสร้างขึ้นมาเองไม่ได้นะคะ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้นค่ะ

แล้ว Omega-3 คืออะไรนะ?
อย่างที่บอกไปข้างต้น Omega-3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งประกอบด้วย DHA และ EPA โดยมีผลการวิจัยที่เชื่อถือได้ว่าเจ้าตัวนี้มันมีคุณสมบัติดังนี้

1.    ลดระดับ Triglycerides ในเลือด
เจ้าไตรกลีเซอร์ไรด์(Triglyceride) นี้แหละเป็นไขมันตัวร้ายค่ะ ถ้าหากมีการสะสมมากก็อาจจะนำไปสู่การเกิดโรคได้ เช่น ระดับไขมันในเลือดสูง หรือโรคหลอดเลือดและหัวใจ เป็นต้น โดยการกินน้ำมันปลานั้นมีประโยชน์สำหรับคนที่ยังไม่เป็นโรคก็คือ กินเพื่อลดไขมันป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่มีสาเหตุมาจากไขมันในเลือดสูง
ยกตัวอย่างคุณป้าที่มาซื้อน้ำมันปลาที่ร้านค่ะ ท่านเพิ่งไปตรวจสุขภาพมาแล้วพบว่าไขมันในเลือดสูง แต่หมอยังไม่ใช้ยาลดไขมันก็ถือว่ายังไม่เป็นโรคนะคะ หมอก็ได้แนะนำให้ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อคุมไขมัน นอกจากนั้นก็มีเพื่อนของคุณป้าแนะนำให้กินน้ำมันปลาที่มีอีพีเอสูงเป็นตัวช่วยลดไขมันในเลือดถ้าคุณป้าตรวจครั้งหน้าระดับไขมันก็อาจจะลดลงมาปกติได้ไม่ต้องใช้ยาลดไขมันค่ะ นอกจากการปรับพฤติกรรมแล้วอาหารเสริมก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยลดการเกิดโรคได้ค่ะแต่สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวอยู่ก็ให้ปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อนนะคะว่าเราควรจะกินอาหารเสริมนี้มั้ย และต้องกินร่วมกับยาที่ได้รับอยู่ปกตินะมันจะช่วยทำให้ประสิทธิภาพการลดไขมันดีขึ้นค่ะ

2.    ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคทางระบบหลอดเลือดและหัวใจได้ค่ะ
เพราะว่าจะไปช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบหลอดเลือดและหัวใจซึ่งจากการหาข้อมูลพบว่า AHA/ACCF Secondary Prevention Guideline 2011 ยังแนะนำให้คนเป็นโรคหัวใจขาดเลือดกินน้ำมันปลาแคปซูลเสริมให้ได้ โอเมก้า-3 (DHA+EPA) ปริมาณ 1 กรัมต่อวันด้วยนะคะ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

3.    กรดโดโคซาเฮกซีโนอิก หรือ DHA เป็นส่วนประกอบในเซลล์สมอง ประสาท และจอประสาทตา
DHA จะมีส่วนสำคัญที่ช่วยในการบำรุงสมองซึ่งการที่เราได้รับ DHA ปริมาณมากพอ มันจะช่วยให้ความคิดและการจดจำดีขึ้น มีการกล่าวถึงข้อดีของ DHA มานานค่ะ ในนมผงของเด็กก็มีการเพิ่มส่วนผสมนี้เข้าไปเพื่อบำรุงการทำงานของประสาทและสมอง ก็จะเห็นว่าเจ้า DHA นี่แหละเหมาะสำหรับใครที่ต้องการการบำรุงสมองอย่างมากเลยทีเดียว ผู้ที่ต้องการการบำรุงเยอะ ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ แล้วต้องการเพิ่มการเรียนรู้การจดจำ หรือว่าผู้สูงอายุค่ะ ช่วยการจดจำ การคิด ลดการเสื่อมของระบบประสาทได้ค่ะ

4.    EPA เจ้าตัวนี้มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบต่างๆ ในร่างกายได้
เพราะมันเป็นองค์ประกอบสำคัญของสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเรียกว่า “พลอสตาแกลนดิน” ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดช่วยลดการอักเสบของ
ข้อต่อ นอกจากนี้ EPA ก็ช่วยในการนำส่งสารสื่อประสาทด้วยค่ะ

5.    ยกตัวอย่างที่มีผลงานวิจัยออกมาค่ะว่าการกินน้ำมันปลาที่มีโอเมก้า-3 ร่วมกับการกินยาตามแพทย์สั่ง จะช่วยลดอาการอักเสบของคนที่เป็นโรคข้ออักเสบได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในเรื่องของระบบหัวใจและหลอดเลือด โดย EPA จะไปช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบหลอดเลือดหัวใจ ทั้งยังช่วยลดไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอไรด์และควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติได้อีกด้วยค่ะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ขนาดที่แนะนำต่อวันของ โอเมก้า-3 จากสถาบันต่างๆ มีดังนี้ค่ะ
AHA (American Heart Association)หรือสมาคมโรคหัวใจของอเมริกา แนะนำ
    ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ ควรรับประทาน DHA+EPA1000 มก/วัน
    ผู้ที่มีไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ควรรับประทาน DHA+EPA 2000 มก/วัน

กลุ่ม ISSFAL (International Society for the Study of Fatty Acids and Lipids)และ EFSA (European Food Safety Authority) แนะนำให้รับประทานวันละ 250 มิลลิกรัม เพื่อเสริมสุขภาพ

ตอนนี้ในตลากมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายชนิด หลายยี่ห้อมากๆ แต่ขอเลือกผลิตภัณฑ์ตัวอย่างมา 3 ยี่ห้อนะคะ
เพราะว่าหาซื้อได้ง่าย เข้าไปร้านยาส่วนมาก ถามหาน้ำมันปลาก็เจอยี่ห้อนี้

นี่ค่ะหน้าตาของผลิตภัณฑ์ที่เค้าไปเลือกมา ได้มา 3 ยี่ห้อ ที่เลือกเพราะว่าเป็นแบรนด์ชั้นนำ และมีวางจำหน่ายในร้านขายยาทั่วไปนะคะ
เน้นนะคะว่าร้านขายยา เพราะว่าบางยี่ห้อไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมา คือเอามาขายราคาถูกลงครึ่งๆ เลยอ่ะ ไปถามพี่เจ้าของร้านยามาเค้าบอกราคาทุนยังไม่ได้ขนาดนี้เลย เอาอะไรมาขายเราก็ไม่รู้ เลือกซื้อจากร้านขายยาหรือร้านที่มีความน่าเชื่อถือ เราจับต้องได้ดีกว่าเนอะ


มาดูกันแต่ละยี่ห้อดีกว่าว่าดียังไง มีข้อเด่น ข้อด้อยของผลิตภัณฑ์อย่างไรบ้าง




1.    Blackmores Fish Oil 1000
แบลคมอร์ส คือแบรนด์ที่ยึดถือและพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ธรรมชาติคือคำตอบของสุขภาพ” โดยก่อตั้งที่ประเทศออสเตรเลียมาเป็นระยะเวลานาน และเป็นแบรนด์แรกๆ เลยที่เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาและอาหารเสริม ที่เอาขึ้นมาอันดับแรกเพราะว่าถามพี่ที่ร้านแล้วว่าถ้าคนจะมาซื้ออาหารเสริมเนี่ยเค้าจะถามหาแบรนด์นี้เป็นอันดับแรกเลย อาจเป็นเพราะว่าเป็นที่รู้จักมานาน คนส่วนใหญ่จะมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การทดลองสูตรผลิตภัณฑ์ยาต่างๆ การคัดสรรวัตถุดิบ รวมถึงการตรวจสอบด้วยนวัตกรรมล่าสุดเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัดที่เข้มงวดและครอบคลุม โดยบริษัทของเค้าได้รับการสนับสนุนจาก Therapeutic Goods Administration (TGA) ของกรมแพทย์กระทรวงสาธารณสุข ประเทศออสเตรเลีย
นอกจากนั้นวิธีการผลิตทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือยาก็อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การผลิตมาตรฐานสากล Good Manufacturing Practice (GMP)  หรือ PIC/s GMP ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลของการผลิตยาและผลิตตามมาตรฐานของยุโรปด้วย
สำหรับใครที่ขี้เกียจอ่าน ขวัญไปเจอวิดีโอในเว็บไซต์ของแบลคมอร์สเกี่ยวกับการเลือกวัตถุดิบมาทำน้ำมันปลาด้วย ลองกดดูนะคะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้


2.    Mega Fish Oil 1000 mg
เมก้าเป็นแบรนด์ที่เริ่มก่อตั้งในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2526 โดยเริ่มจากการรับจ้างผลิตของแบรนด์อื่นหลังจากนั้นจึงผลิตสินค้าของตัวเองเพิ่มสินค้าใหม่มากขึ้นทั้งในกลุ่มวิตามิน สารอาหารจากธรรมชาติ และยาเข้ามาตีตลาดในประเทศไทยหลังแบลคมอร์ส โดยเมก้าผลิตด้วยระบบการควบคุมคุณภาพ ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์จะมีการวิจัยการผลิตและควบคุมคุณภาพ เมก้าเป็นโรงงานผลิตยาของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต (GMP) จากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตยา วิตามิน สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BfArM จากประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นตัวแทนสหภาพยุโรป หรือ EU


[
3.    Biogrow Fish Oil 1000 mg
ไบโอโกรว์ เป็นแบรนด์จากอเมริกา มีสาขาอยู่หลายประเทศ ก่อตั้งโดยผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญด้านยา และอาหารเสริมมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ซึ่งเวลาก็พอๆ กับเมก้าค่ะบริษัทไบโอโกรว์มุ่งเน้นการวิจัยค้นคว้าหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อประสิทธิภาพที่ดีเลิศ ผลลัพธ์ที่เป็นที่พึงพอใจแก่ลูกค้าเพื่อให้สอดคล้องกับคติประจำใจของบริษัท คือ "สุขภาพดี มีสุข"
น้ำมันปลา Biogrow ผลิตโดยโรงงาน Alpha Laboratories ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นโรงงานทีผลิตน้ำมันปลาที่ใหญ่มากผ่านมาตรฐาน GMP
ที่ approved โดย Medsafe NZ และ TGA Australia และมีการตรวจสอบเชื้อโรค และโลหะหนัก ทั้งสารตะกั่ว ปรอท แคดเมียม สารหนู
โดยใช้มาตรฐาน BP British Pharmacopeia ของสินค้าทุก lot ที่นำเข้ามาขายในประเทศไทย


เปรียบเทียบข้อมูลส่วนผสมสารสำคัญของผลิตภัณฑ์
คือ...ทุกยี่ห้อ ในน้ำมันปลา 1000 มิลลิกรัม 1 แคปซูลประกอบไปด้วย โอเมก้า-3     300 มิลลิกรัม
    ซึ่งจะประกอบไปด้วย    กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิก(อีพีเอ)       180 มก.
                                        กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (ดีเอชเอ)    120 มก.
                                        วิตามิน อี
    ซึ่งสารทั้งหมดนี้เป็นปริมาณที่ อย.ของอเมริกาแนะนำมาค่ะ ว่ากินสัดส่วนเท่านี้จึงจะมีประโยชน์ต้องมีปริมาณเท่านี้แหละที่จะทำให้เกิดผลต่างๆที่ดีต่อร่างกายดังกล่าวมาข้างต้นได้ ยี่ห้อไหนน้อยกว่านี้ก็ไม่ผ่านแล้วนะคะ
    และถ้าถามว่า วิตามิน E นั้นเค้าใส่เข้าไปทำไม? เพราะว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวสลายตัวง่ายมาก ต้องมีวิตามิน E ช่วยทำหน้าที่เป็น Antioxidant ช่วยคงสภาพและปริมาณสารสำคัญให้มีสูงสุดระหว่างรอการบริโภค  

--- ในเรื่องของสารสำคัญสำหรับน้ำมันปลา 1000 มิลลิกกรัม ก็ถือว่ามีความเท่าเทียมกันค่ะ
ชื่อสินค้า:   น้ำมันปลา
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview