สวัสดีค่ะก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าที่เขียนขึ้นมานี้เพราะอยากระบาย ไม่อยากรับฟังอะไรที่กะเทือนต่อจิตใจหรืออะไรต่างๆที่คิดว่าแย่ลง(ขออภัยหากไม่สุภาพ) เป็นคนเวลาเครียดไม่ค่อยพูดซึ่งปกติคนเราจะมีเพื่อนสนิท หรือใครต่างๆในฐานะที่เราอยากปรึกษาในบางเรื่องหรือทุกเรื่องใช่มั้ยคะ ตัวฉันเองเคยมีคนที่ไปปรึกษาแต่เค้าคงคิดว่าปัญหาคือเราคิดและกดดันตัวเอง แต่ตัวฉันพยายามที่จะบอกหรือเล่าแล้วมันไม่มีผลที่ทำให้เค้าเชื่อว่าฉันเป็นอะไร และตอนนี้ฉันเองกำลังคิดไปว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าซึ่งมันก็ดูไม่มีเหตุผล เป็นได้ยังไง? แล้วรู้ตัวได้ยังไงว่าเป็น? แล้วเอาตัวไรมาวัด? ค่ะ ซึ่งความจริงตัวฉันเองไม่กล้าไปหาหมอเพราะก็กลัวตัวเองจะเป็น (ซึ่งความหมายนั้นก็คือไม่มีใครอยากเป็นโรคอะไรหรอก จริงมั้ยคะ) เข้าเรื่องกันเลยค่ะ ขอแทนตัวเองว่าแพรนะคะ
-ทำไมถึงคิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า-
ตัวของแพรเองตอนเด็กเป็นคนร่าเริงค่ะ เป็นคนที่สดใส(เท่าที่จำความ) พื้นฐานแล้วคนเราจะรู้ว่าตัวเราเป็นยังไงใช่มั้ยคะเหมือนจิตใจของคนเรารู้สึกเปลี่ยนแปลง ย่อมรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นแปลงไปทางไหน ทุกคนอาจคิดว่าต้องไปเจอเรื่องแย่ๆแน่ๆ ใช่ค่ะ นั่นคือคำตอบ เจอเรื่องแย่ๆ แต่บางคนเจอเรื่องแย่กว่าเราเค้าก็เข้มแข็งได้ นั่นหมายถึงจิตใจของคนเราไม่เหมือนกัน มันก็เหมือนร่างกายนั่นแล่ะค่ะ มันไม่เหมือนกันคนเราจิตใจและร่างกายไม่เหมือนกัน แพรรู้ตัวว่าตัวเองเริ่มแย่ลงเรื่อยๆตั้งแต่ อายุ15ปีซึ่งตอนนั้นพ่อแม่แยกทางกันและทะเลาะกันรุนแรงมาก ครอบครัวไม่มีเงินพ่อต้องไปหยิบยืมคนนู้นนี้นั้นมา รู้สึกแย่ค่ะ การที่แม่หายไปเลยไม่บอกกล่าว มันเป็นอะไรที่ช็อค จากเรื่องตอนนั้นยังเป็นเพียงแค่เด็กค่ะ คิดว่าทำใจได้แล้วเรื่องก็เกิดขึ้นอีกครั้งตอนอายุ17ค่ะ ตอนนั้นประมาณม.5ปลายๆค่ะ ครอบครัวโดนโกง โดนญาติและเพื่อนแม่โกงหมดไปเป็นเกือบล้าน ซึ่งบ้านเราก็ไม่ได้รวยมันก็เยอะนะคะเงินเกือบล้าน ติดหนี้สองล้านกว่าบาท แม่ต้องหนีหนี้เพราะเพื่อนไปกู้หนีนอกระบบแล้วแม่เป็นคนค้ำ เมื่อคนกู้ไม่ใช้คืน คนค้ำก็ต้องรับผิดชอบ แม่หาย! อีกแล้ว! ตอนนั้นโตค่ะ เรื่องเครียดที่จะเรียนต่อมันก็ค่อนข้างเยอะเลยรู้สึกว่าตัวเองคลั่งคือทำใจไม่ได้ แม่หนีไปอีกรอบ พ่อเงินไม่มี ซึ่งตัวแพรเองสนิทกับพ่อนะคะด้วยความที่พ่อเป็นคนใจร้อน ทำให้แพรไม่ค่อยจะคุยกับพ่อแล้วพอแม่หายทำให้แพรมีปัญหากับพ่อมากขึ้น ซึ่งมันสามารถสร้างความเครียดให้เด็กคนนึงค่ะ ค่าเทอม3000กว่าบาทแพรไม่มีจ่ายพ่อไม่มีจ่าย ไม่กล้าบอกอาจารย์ อาจารย์ก็ถามว่ามีปัญหาอะไรหรือป่าว คนสุดท้ายแล้วนะที่ยังไม่จ่ายค่าเทอม พ่อต้องไปยืมเพื่อนมาจ่ายให้เพราะมันจะจบเทอมแล้ว ทำให้ต้องดิ้นรนโดยการไปทำงานพิเศษโชคดีที่ตอนนั้นเป็นเทอมสุดท้ายเลยทำงานตอนปิดเทอมได้ค่ะ พ่อเริ่มไปเคลียปัญหาให้ แม่ก็ไปๆมาๆ พอดีที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า งานก็เริ่มมีบ้าง แต่ก็ไม่มาก พอได้กินเป็นอาทิตย์ๆก็ตอนนั้นก็เริ่มโอเคขึ้นเรื่อยแล้วจนตอนนนี้แม่ก็กลับมาอยู่เหมือนเดิมแล้วค่ะ หนี้ก็ใช้ใกล้หมดแล้ว
ตอนนั้นเราคิดว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย หรือมันอาจทำให้เราเข้มแข็งขึ้นด้วยซ้ำค่ะ เรากลัวความจน แต่เราก็ได้บทเรียนนะคะ แต่ที่มันทำให้แย่ขึ้นคือเราทะเลาะกับพ่อทุกวันจริงๆค่ะ ลองนึภาพพ่อที่เจ้าระเบียบนะคะที่โหดๆ พ่อเราเป็นแบบนั้น เราเลือกที่จะไม่คุยกับพ่อ ทำให้บางทีตอนนั้นเรากลายเป็นคนก้าวร้าง แข็งกร้านไม่ยอมคน เถียงทุกคำที่พ่อพูด และเราคิดว่าพ่อไม่เข้าใจเราค่ะจึงทำให้เราเลือกเรียนมหาลัยในที่ไกลๆ เราตั้งใจที่จะสอบไม่ได้ในที่ใกล้บ้านเลยทำให้ถึงจุดที่เรารู้ตัวว่าเราเป็นนะ
เริ่มเข้ามาเรียนเริ่มใช้ชชีวิตคนเดียว ซึ่งธุรกิจที่บ้านเริ่มไปได้ดีค่ะมีกินมีใช้ โอเคเลยค่ะตอนนั้น แล้วค่าเทอมที่มหาลัยนี้ที่เราเลือกเรียนคณะนี้ถูกค่ะ มันเลยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนึง คณะนี้มีการรับน้องด้วยกัน30วันคะ นับเป็นวันนะคะ ไม่เป็นเดือน
*เกี่ยวอะไรกับรับน้อง*
แพรคิดว่าเกี่ยวค่ะ แต่ไม่อยากไปกล่าวหาคนที่รับค่ะ มันเป็นผลทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นจากการกดดันค่ะ ซึ่งการรับน้องในระบบที่มีโซตัสนั้นแน่นอนต้องมีพี่ว้าก ซึ่งในกรณีนี้แพรคิดว่า มันเป็นผลสะท้อนกลับค่ะ คือมันเหมือนเป็นอารมณ์ที่พ่อด่าเราแล้วเรามากดดันตัวเองทำให้เรากลายเป็นคนผิด และทำร้ายตัวเองในที่สุด ใช่ค่ะ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ในช่วงแรกมันไม่มีอะไรค่ะทุกอย่างยังดูเป็นการน่าเรียนรู้ คือสนุกไปกับมันแต่เมื่อถึงจุดๆนึงที่พี่ต้องกดดันน้องเรื่อยทำให้เราเกิดความเบื่อ เครียด กลัว ไม่อยากทำแล้ว(ปกติ) แต่! ไม่ปกติสำหรับแพรค่ะ แพรเลือกที่จะเก็บมาคิด แล้วกดดันตัวเองคือคิดมาก ซึ่งนั้นเป็นข้อเสีย พอระบายออกไปสักพักก็ดีขึ้นไม่คิดว่ามีอะไร คิดมากคือสิ่งที่เราจุดฉนวนให้ไฟซึมเศร้าเราติดค่ะ คือเราเครียดถึงขั้นสุดโรคที่ตามมา ไมเกรน และไฮเปอร์(คืออาการเกร็ง ชาตามตัว มือจีบเท้าจีบ หายใจไม่สะดวก อันตรายสุดคือชักจนเสียชีวิตค่ะหากเครียดมากเกินไป) นั่นทำให้เราเริ่มใช้คำว่า "จุดดิ่ง"
-จุดดิ่งที่1 กัดกร่อน 3.5 เปอร์เซ็น-
เราเริ่มอยากอยู่คนเดียว อยากอยู่ในห้องมืดๆซึ่งเรามีเมททำให้เราต้องเก็บพฤติกรรมบางอย่างไว้พอสมควร ซึ่งต้องหาไรทำโดยออกไปหาเพื่อนคนอื่นแก้เครียดค่ะ แต่ก่อนเมทไปด้วย พอเราออกบ่อยๆมันก็เบื่อๆ และแสดงอารมณ์ไม่พอใจและเริ่มเปิดฉาก หน้ายิ้มหลังนินทาตั้งแต่ตอนนั้นกับเราค่ะ เราไม่รู้ว่าเค้าทำแบบนี้ตั้งแต่ต้นโดยที่ว่าอยู่สาขาเดียวกันคณะเดียวกันทำให้เป็นเหมือนเพื่อนซี้กันค่ะ เราเริ่มไม่ไหวกะการเก็บอาการบางอย่างเราเริ่มพูดๆ เราพูดกับเค้าครั้งเดียวค่ะ เพราะเราต้องการจะระบายเพราะเราไม่ไหวแล้วเราไม่อยากเก็บ เค้าทำโดยการคุยเรื่องอื่น เรื่องของเค้าแล้วเค้าก็หลับไป ซึ่งเราแค่ยังไม่ทันพูดว่าเราเป็นอะไร กลับกลายเป็นเหมือนเค้าตั้งใจที่จะไม่ฟัง ซึ่งมันทำให้เราเก็บ และ กด เราเริ่มอยากอยู่คนเดียว พอรับน้องเสร็จจะมีช่วงเวลาก่อนทำกิจกรรมต่อไปช่วงเย็นก็จะเริ่มว่าง เมทเราก็จะออกไปเที่ยวตลาดนัดกลางคืนหรือห้างบ้างแต่เราขออยู่คนเดียว ในตอนนั้นร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วนเลยค่ะ
-จุดดิ่งที่2 ไม่อยากอยู่แล้ว กัดกร่อนขึ้นเป็น 15 เปอร์เซ็น-
เนื่องจากเรารับน้องเราเลยมีเพื่อนที่รับน้องด้วยกันค่ะ โดยที่การเราไปขอให้เพื่อนที่ไม่รับน้องมารับน้องกันเรามันทำให้เกิดปัญหาส่วนนี้คือ เมทโทรศัพท์ไม่มีเน็ตแล้วเค้าเลยยืมโทรศัพท์เราไปบอกเพื่อนให้มารับน้อง เค้าเอาโทรศัพท์เราไปด่าเพื่อนต่างๆนาๆ จนเพื่อนในสาขาคิดว่าเราเป็นคนแบบนี้ ปกติแล้วเราเป็นคนใจเย็นมาก เมทบอกว่าไม่ต้องบอกนะว่าเมทเป็นคนพิมพ์ซึ่งมันทำให้เรากลายเป็นคนผิดค่ะ กลับกลายเป็นว่าเพื่อนในสาขาเกลียดและกดดันเรา ว่าเราสารพัด ทำให้รู้สึกไม่อยากไปเรียน ทำให้ไม่อยากไปแล้ว ไม่อยากตื่นมาพบกับวันพรุ่งนี้แล้ว อยากตาย แต่ด้วยเรื่องที่ว่าเป็นคนฝัน แล้วยังไม่ได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองชอบมันทำให้เราดึงสติกลับมาได้
-จุดดิ่งที่3 ความโง่ของตัวเอง กัดกร่อนโดยนับไม่ได้ ไม่ถึง100เปอร์เซ็นแต่ไม่สามารถประมาณเลขได้เลย-
เป็นจุดที่ดราม่าที่สุดในชีวิต ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีตัวกระตุ้น ไฟสามารถลุกขึ้นเอง ไม่มีใครทำอะไร น่าแปลกใจ? คำถาม? อยู่ไปเพื่ออะไรกัน?
แพรเริ่มคิดคำถามเกี่ยวกับตัวเองว่าอยู่แล้วได้อะไร อยู่แล้วลำบาก ถ้าวันนี้เราไม่อยู่พรุ่งนี้แม่ก็ไม่ต้องมาจ่ายค่าเลี้ยงดูให้
แพรเริ่มคิดวิธีที่จะกำจัดตัวเองออกไป กำจัดตัวเองโดยวิธีที่คิดไว้ว่า ไม่ต้องมีใครมาเจอ ไม่ต้องมีใครมาทำศพหรือกู้ภภัยมาเก็บ หรือหอพักต้องมาเป็นหอพักผีสิง
แพรร้องไห้ ร้องไห้ทำไมยังไม่รู้ รู้แค่ว่าเศร้า หนาวที่หัวใจจจ รู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก เราเป็นอะไร? จนแพรผลอยหลับไป
ในตอนเช้าไม่ต้องจำค่ะ บางอย่างที่ยังค้างในใจความรู้สึกที่เศร้าสุดๆยังอยู่ เลยโทรหาแม่ให้แม่มารับกลับบ้านด่วน ตอนนั้นไม่ได้ไปเรียนอาทิตย์นึงเต็มๆค่ะ
-จุดดิ่งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้แล้วในชีวิตเพราะคิดฆ่าตัวเองซ้ำและวนไปเรื่อยๆ-
แปลกค่ะ หากเป็นคนที่อ่อนไหวจริงๆ บางคนทนไม่ไหวกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่เค้าอาจจะไม่อยากอยู่ต่อเหมือนแพร แต่แพรยังไม่คิดฆ่าตัวตาย
แพรเอาแต่พูดกับตัวเองว่าทำไมคนอื่นอยู่บนความผิดโดยที่ไม่รู้สึกอะไรกับมันได้ แต่ทำไมเราเอามาเทาะใจเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรายอมรับความผิดพลาดของตัวเองไม่ได้ ปรับปรุง แต่กลับทำใจไม่ได้ ยังคงหนาวและเหงา มีแฟนค่ะ แต่ทุกคนไม่สามารถรับรู้หรือพูดอะไรกับใครได้ทุกเรื่อง เกิดกำแพงความไว้ใจคือ ไม่สามารถให้ความไว้ใจกับใครได้เลย ในที่นี้คือความรู้สึก
ในตอนนี้คิดฆ่าตัวตายแล้วนับไม่สิ้นสุด ตอนนี้อายุ21ปีค่ะ ซึมเศร้าไม่ได้เป็นกันง่ายๆ และไม่ใช่ว่าจะหายกันง่ายๆ ยังคงรับอะไรไม่ได้ บอกทางครอบครัวแต่ครอบครัวยังคงบอกว่าเราคิดไปเอง มันเป็นไปเองไม่รู้ทำไม ทำไมมันถึงรู้สึกอยากร้องไห้ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้มีอะไรให้น่าร้องไห้ ทำไม ไม่อยากคิด จนตอนนี้ เราไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากจะเศร้า เราพยายามกลายเป็นคนกวนตีน กลายเป็นคนตลก เพราะอะไรรู้มั้ยคะ เพราะเรารู้สึกอยู่กับความเศร้าอย่างเดียว กลับกลายเป็นว่าเราเป็นอะไรทำไมมันเย็นชา มันไม่แฮปปี้ เอาแต่ร้องไห้ หาอะไรทำก็ไม่หาย
เดียวมาต่อนะคะ
บทความจากโลกแห่งความเศร้า และจุดดิ่ง ตอนที่1 ระบายความในใจที่อดกลั้น
-ทำไมถึงคิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า-
ตัวของแพรเองตอนเด็กเป็นคนร่าเริงค่ะ เป็นคนที่สดใส(เท่าที่จำความ) พื้นฐานแล้วคนเราจะรู้ว่าตัวเราเป็นยังไงใช่มั้ยคะเหมือนจิตใจของคนเรารู้สึกเปลี่ยนแปลง ย่อมรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นแปลงไปทางไหน ทุกคนอาจคิดว่าต้องไปเจอเรื่องแย่ๆแน่ๆ ใช่ค่ะ นั่นคือคำตอบ เจอเรื่องแย่ๆ แต่บางคนเจอเรื่องแย่กว่าเราเค้าก็เข้มแข็งได้ นั่นหมายถึงจิตใจของคนเราไม่เหมือนกัน มันก็เหมือนร่างกายนั่นแล่ะค่ะ มันไม่เหมือนกันคนเราจิตใจและร่างกายไม่เหมือนกัน แพรรู้ตัวว่าตัวเองเริ่มแย่ลงเรื่อยๆตั้งแต่ อายุ15ปีซึ่งตอนนั้นพ่อแม่แยกทางกันและทะเลาะกันรุนแรงมาก ครอบครัวไม่มีเงินพ่อต้องไปหยิบยืมคนนู้นนี้นั้นมา รู้สึกแย่ค่ะ การที่แม่หายไปเลยไม่บอกกล่าว มันเป็นอะไรที่ช็อค จากเรื่องตอนนั้นยังเป็นเพียงแค่เด็กค่ะ คิดว่าทำใจได้แล้วเรื่องก็เกิดขึ้นอีกครั้งตอนอายุ17ค่ะ ตอนนั้นประมาณม.5ปลายๆค่ะ ครอบครัวโดนโกง โดนญาติและเพื่อนแม่โกงหมดไปเป็นเกือบล้าน ซึ่งบ้านเราก็ไม่ได้รวยมันก็เยอะนะคะเงินเกือบล้าน ติดหนี้สองล้านกว่าบาท แม่ต้องหนีหนี้เพราะเพื่อนไปกู้หนีนอกระบบแล้วแม่เป็นคนค้ำ เมื่อคนกู้ไม่ใช้คืน คนค้ำก็ต้องรับผิดชอบ แม่หาย! อีกแล้ว! ตอนนั้นโตค่ะ เรื่องเครียดที่จะเรียนต่อมันก็ค่อนข้างเยอะเลยรู้สึกว่าตัวเองคลั่งคือทำใจไม่ได้ แม่หนีไปอีกรอบ พ่อเงินไม่มี ซึ่งตัวแพรเองสนิทกับพ่อนะคะด้วยความที่พ่อเป็นคนใจร้อน ทำให้แพรไม่ค่อยจะคุยกับพ่อแล้วพอแม่หายทำให้แพรมีปัญหากับพ่อมากขึ้น ซึ่งมันสามารถสร้างความเครียดให้เด็กคนนึงค่ะ ค่าเทอม3000กว่าบาทแพรไม่มีจ่ายพ่อไม่มีจ่าย ไม่กล้าบอกอาจารย์ อาจารย์ก็ถามว่ามีปัญหาอะไรหรือป่าว คนสุดท้ายแล้วนะที่ยังไม่จ่ายค่าเทอม พ่อต้องไปยืมเพื่อนมาจ่ายให้เพราะมันจะจบเทอมแล้ว ทำให้ต้องดิ้นรนโดยการไปทำงานพิเศษโชคดีที่ตอนนั้นเป็นเทอมสุดท้ายเลยทำงานตอนปิดเทอมได้ค่ะ พ่อเริ่มไปเคลียปัญหาให้ แม่ก็ไปๆมาๆ พอดีที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า งานก็เริ่มมีบ้าง แต่ก็ไม่มาก พอได้กินเป็นอาทิตย์ๆก็ตอนนั้นก็เริ่มโอเคขึ้นเรื่อยแล้วจนตอนนนี้แม่ก็กลับมาอยู่เหมือนเดิมแล้วค่ะ หนี้ก็ใช้ใกล้หมดแล้ว
ตอนนั้นเราคิดว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย หรือมันอาจทำให้เราเข้มแข็งขึ้นด้วยซ้ำค่ะ เรากลัวความจน แต่เราก็ได้บทเรียนนะคะ แต่ที่มันทำให้แย่ขึ้นคือเราทะเลาะกับพ่อทุกวันจริงๆค่ะ ลองนึภาพพ่อที่เจ้าระเบียบนะคะที่โหดๆ พ่อเราเป็นแบบนั้น เราเลือกที่จะไม่คุยกับพ่อ ทำให้บางทีตอนนั้นเรากลายเป็นคนก้าวร้าง แข็งกร้านไม่ยอมคน เถียงทุกคำที่พ่อพูด และเราคิดว่าพ่อไม่เข้าใจเราค่ะจึงทำให้เราเลือกเรียนมหาลัยในที่ไกลๆ เราตั้งใจที่จะสอบไม่ได้ในที่ใกล้บ้านเลยทำให้ถึงจุดที่เรารู้ตัวว่าเราเป็นนะ
เริ่มเข้ามาเรียนเริ่มใช้ชชีวิตคนเดียว ซึ่งธุรกิจที่บ้านเริ่มไปได้ดีค่ะมีกินมีใช้ โอเคเลยค่ะตอนนั้น แล้วค่าเทอมที่มหาลัยนี้ที่เราเลือกเรียนคณะนี้ถูกค่ะ มันเลยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนึง คณะนี้มีการรับน้องด้วยกัน30วันคะ นับเป็นวันนะคะ ไม่เป็นเดือน
*เกี่ยวอะไรกับรับน้อง*
แพรคิดว่าเกี่ยวค่ะ แต่ไม่อยากไปกล่าวหาคนที่รับค่ะ มันเป็นผลทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นจากการกดดันค่ะ ซึ่งการรับน้องในระบบที่มีโซตัสนั้นแน่นอนต้องมีพี่ว้าก ซึ่งในกรณีนี้แพรคิดว่า มันเป็นผลสะท้อนกลับค่ะ คือมันเหมือนเป็นอารมณ์ที่พ่อด่าเราแล้วเรามากดดันตัวเองทำให้เรากลายเป็นคนผิด และทำร้ายตัวเองในที่สุด ใช่ค่ะ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ในช่วงแรกมันไม่มีอะไรค่ะทุกอย่างยังดูเป็นการน่าเรียนรู้ คือสนุกไปกับมันแต่เมื่อถึงจุดๆนึงที่พี่ต้องกดดันน้องเรื่อยทำให้เราเกิดความเบื่อ เครียด กลัว ไม่อยากทำแล้ว(ปกติ) แต่! ไม่ปกติสำหรับแพรค่ะ แพรเลือกที่จะเก็บมาคิด แล้วกดดันตัวเองคือคิดมาก ซึ่งนั้นเป็นข้อเสีย พอระบายออกไปสักพักก็ดีขึ้นไม่คิดว่ามีอะไร คิดมากคือสิ่งที่เราจุดฉนวนให้ไฟซึมเศร้าเราติดค่ะ คือเราเครียดถึงขั้นสุดโรคที่ตามมา ไมเกรน และไฮเปอร์(คืออาการเกร็ง ชาตามตัว มือจีบเท้าจีบ หายใจไม่สะดวก อันตรายสุดคือชักจนเสียชีวิตค่ะหากเครียดมากเกินไป) นั่นทำให้เราเริ่มใช้คำว่า "จุดดิ่ง"
-จุดดิ่งที่1 กัดกร่อน 3.5 เปอร์เซ็น-
เราเริ่มอยากอยู่คนเดียว อยากอยู่ในห้องมืดๆซึ่งเรามีเมททำให้เราต้องเก็บพฤติกรรมบางอย่างไว้พอสมควร ซึ่งต้องหาไรทำโดยออกไปหาเพื่อนคนอื่นแก้เครียดค่ะ แต่ก่อนเมทไปด้วย พอเราออกบ่อยๆมันก็เบื่อๆ และแสดงอารมณ์ไม่พอใจและเริ่มเปิดฉาก หน้ายิ้มหลังนินทาตั้งแต่ตอนนั้นกับเราค่ะ เราไม่รู้ว่าเค้าทำแบบนี้ตั้งแต่ต้นโดยที่ว่าอยู่สาขาเดียวกันคณะเดียวกันทำให้เป็นเหมือนเพื่อนซี้กันค่ะ เราเริ่มไม่ไหวกะการเก็บอาการบางอย่างเราเริ่มพูดๆ เราพูดกับเค้าครั้งเดียวค่ะ เพราะเราต้องการจะระบายเพราะเราไม่ไหวแล้วเราไม่อยากเก็บ เค้าทำโดยการคุยเรื่องอื่น เรื่องของเค้าแล้วเค้าก็หลับไป ซึ่งเราแค่ยังไม่ทันพูดว่าเราเป็นอะไร กลับกลายเป็นเหมือนเค้าตั้งใจที่จะไม่ฟัง ซึ่งมันทำให้เราเก็บ และ กด เราเริ่มอยากอยู่คนเดียว พอรับน้องเสร็จจะมีช่วงเวลาก่อนทำกิจกรรมต่อไปช่วงเย็นก็จะเริ่มว่าง เมทเราก็จะออกไปเที่ยวตลาดนัดกลางคืนหรือห้างบ้างแต่เราขออยู่คนเดียว ในตอนนั้นร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วนเลยค่ะ
-จุดดิ่งที่2 ไม่อยากอยู่แล้ว กัดกร่อนขึ้นเป็น 15 เปอร์เซ็น-
เนื่องจากเรารับน้องเราเลยมีเพื่อนที่รับน้องด้วยกันค่ะ โดยที่การเราไปขอให้เพื่อนที่ไม่รับน้องมารับน้องกันเรามันทำให้เกิดปัญหาส่วนนี้คือ เมทโทรศัพท์ไม่มีเน็ตแล้วเค้าเลยยืมโทรศัพท์เราไปบอกเพื่อนให้มารับน้อง เค้าเอาโทรศัพท์เราไปด่าเพื่อนต่างๆนาๆ จนเพื่อนในสาขาคิดว่าเราเป็นคนแบบนี้ ปกติแล้วเราเป็นคนใจเย็นมาก เมทบอกว่าไม่ต้องบอกนะว่าเมทเป็นคนพิมพ์ซึ่งมันทำให้เรากลายเป็นคนผิดค่ะ กลับกลายเป็นว่าเพื่อนในสาขาเกลียดและกดดันเรา ว่าเราสารพัด ทำให้รู้สึกไม่อยากไปเรียน ทำให้ไม่อยากไปแล้ว ไม่อยากตื่นมาพบกับวันพรุ่งนี้แล้ว อยากตาย แต่ด้วยเรื่องที่ว่าเป็นคนฝัน แล้วยังไม่ได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองชอบมันทำให้เราดึงสติกลับมาได้
-จุดดิ่งที่3 ความโง่ของตัวเอง กัดกร่อนโดยนับไม่ได้ ไม่ถึง100เปอร์เซ็นแต่ไม่สามารถประมาณเลขได้เลย-
เป็นจุดที่ดราม่าที่สุดในชีวิต ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีตัวกระตุ้น ไฟสามารถลุกขึ้นเอง ไม่มีใครทำอะไร น่าแปลกใจ? คำถาม? อยู่ไปเพื่ออะไรกัน?
แพรเริ่มคิดคำถามเกี่ยวกับตัวเองว่าอยู่แล้วได้อะไร อยู่แล้วลำบาก ถ้าวันนี้เราไม่อยู่พรุ่งนี้แม่ก็ไม่ต้องมาจ่ายค่าเลี้ยงดูให้
แพรเริ่มคิดวิธีที่จะกำจัดตัวเองออกไป กำจัดตัวเองโดยวิธีที่คิดไว้ว่า ไม่ต้องมีใครมาเจอ ไม่ต้องมีใครมาทำศพหรือกู้ภภัยมาเก็บ หรือหอพักต้องมาเป็นหอพักผีสิง
แพรร้องไห้ ร้องไห้ทำไมยังไม่รู้ รู้แค่ว่าเศร้า หนาวที่หัวใจจจ รู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก เราเป็นอะไร? จนแพรผลอยหลับไป
ในตอนเช้าไม่ต้องจำค่ะ บางอย่างที่ยังค้างในใจความรู้สึกที่เศร้าสุดๆยังอยู่ เลยโทรหาแม่ให้แม่มารับกลับบ้านด่วน ตอนนั้นไม่ได้ไปเรียนอาทิตย์นึงเต็มๆค่ะ
-จุดดิ่งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้แล้วในชีวิตเพราะคิดฆ่าตัวเองซ้ำและวนไปเรื่อยๆ-
แปลกค่ะ หากเป็นคนที่อ่อนไหวจริงๆ บางคนทนไม่ไหวกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่เค้าอาจจะไม่อยากอยู่ต่อเหมือนแพร แต่แพรยังไม่คิดฆ่าตัวตาย
แพรเอาแต่พูดกับตัวเองว่าทำไมคนอื่นอยู่บนความผิดโดยที่ไม่รู้สึกอะไรกับมันได้ แต่ทำไมเราเอามาเทาะใจเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรายอมรับความผิดพลาดของตัวเองไม่ได้ ปรับปรุง แต่กลับทำใจไม่ได้ ยังคงหนาวและเหงา มีแฟนค่ะ แต่ทุกคนไม่สามารถรับรู้หรือพูดอะไรกับใครได้ทุกเรื่อง เกิดกำแพงความไว้ใจคือ ไม่สามารถให้ความไว้ใจกับใครได้เลย ในที่นี้คือความรู้สึก
ในตอนนี้คิดฆ่าตัวตายแล้วนับไม่สิ้นสุด ตอนนี้อายุ21ปีค่ะ ซึมเศร้าไม่ได้เป็นกันง่ายๆ และไม่ใช่ว่าจะหายกันง่ายๆ ยังคงรับอะไรไม่ได้ บอกทางครอบครัวแต่ครอบครัวยังคงบอกว่าเราคิดไปเอง มันเป็นไปเองไม่รู้ทำไม ทำไมมันถึงรู้สึกอยากร้องไห้ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้มีอะไรให้น่าร้องไห้ ทำไม ไม่อยากคิด จนตอนนี้ เราไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากจะเศร้า เราพยายามกลายเป็นคนกวนตีน กลายเป็นคนตลก เพราะอะไรรู้มั้ยคะ เพราะเรารู้สึกอยู่กับความเศร้าอย่างเดียว กลับกลายเป็นว่าเราเป็นอะไรทำไมมันเย็นชา มันไม่แฮปปี้ เอาแต่ร้องไห้ หาอะไรทำก็ไม่หาย
เดียวมาต่อนะคะ