สองอาทิตย์ก่อน...ฉันได้รู้ความจริงว่า ฉันหลอกซื้อเวลาด้วยการให้ความหวังราวกับจะสร้างอนาคตด้วยกันมากว่าครึ่งปี
แถมด้วยทำหน้าที่ราวกับเลขาฟรีๆ ตั้งแต่หาที่ดิน... หิ้วของมาจากต่างประเทศให้ ไม่เว้นแม้กระทั่งช่วยจำว่า เดือนนี้เขาไปทำบุญหรือยัง!
แล้ววันที่ดีที่สุดก็มาถึง เพราะเขาคงถูกผู้หญิงอีกคนจับได้แล้วบังคับให้โทรมาหาฉัน
จะเวิ่นเว้อ โวยวายก็เสียดายพลังงาน ฉันจบทุกอย่างด้วยเวลา 1 นาที 26 วินาที แล้วตัดการติดต่อทุกอย่างบล๊อกทุกการติดต่อ สะบัดบ๊อบใช้ชีวิตต่อไป...
ปกติแล้วชีวิตของฉันมีพ่อกับแม่ผู้ซึ่งสารมารถเนรมิตให้ทุกอย่างจริงๆ หน้าที่หลักของฉันมีแค่ดูแลสุขภาพกายใจตัวเองให้ดี แล้วไปทำงานอย่างมีความสุข
ดังนั้นความรักที่จบลงครั้งนี้ ฉันบอกแม่หลังจากทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปแล้ว แล้วฉันก็ไปทำงาน ไปใช้ชีวิตคนเดียว10วันกลับมาแล้ว...แบบไม่มีร่องรอยของความเสียใจแต่อย่างใด แล้วก็รู้สึกว่า ชีวิตมันปลอดโปร่งจริงๆด้วยสินะ....
(ฉันทำงานที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา อยู่บ้านคราวละ 4-5 วันเท่านั้น) ไปสนามบินก็มีพ่อกับแม่ไปรับไปส่ง เวลาอยู่บ้านแม่ทำให้ทุกอย่างตั้งแต่เคลียร์เรื่องบัตรเครดิต จนถึงตักข้าวไว้รอให้ตื่นมาตักกิน หากมีโอกาศฉันจึงได้ช่วยงานเล้กๆน้อยๆเช่น กรอกน้ำ หรือ ขัดรองเท้าทำงานให้พ่อเท่านั้น
ถ้าจะออกไปไหน บอกพ่อกับแม่ล่วงหน้า ตื่นลงมารถก็ถูกถอยลงไปจอดรอหน้าบ้านเรียบร้อย หากจะกลับมืด ประตูรั้วบ้านจะถูกเปิดรอไว้ ขับมาถึงถอยรถขึ้นบ้าน แล้วเดินขึ้นไปนอนได้เลย... เพราะความรักดังแก้วตาดวงใจนี่แหละ ที่ทำให้ฉันต้องได้เรียนวิชาแม่บ้านภาคบังคับแบบไม่ทันตั้งตัว....
5 วันก่อน ฉันออกไปเที่ยวกับเพื่อนตอนค่ำ แล้วกลับถึงบ้าน 4 ทุ่มครึ่ง พอขับรถเข้าบ้านได้ยินเสียง "โครม" ดังหนักมาก สักพักทั้งพ่อแล้วน้องชายก็วิ่งมาเปิดประตูบ้านบอกจะเอารถออก แม่ตกบันได! ภาพที่เห็นคือ กระดูกแขนที่เบี้ยวผิดรูป แต่โชคยังดีที่ไม่มีส่วนอื่นกระทบกระเทือน ระหว่างจะไปโรงพยาบาล ฉันบอกฉันจะไปด้วย พ่อยังหันมาถามว่า "ไม่ง่วงนอนเหรอลูก" ไม่สิ พ่อ! นอนตอนไหนก็ได้... แต่นี่แหละนะความรักของพ่อแม่ คนที่ตัวเองรักเจ็บ ตัวเองเจ็บยังจะห่วงว่า ลูกจะเหนื่อยมั้ย แล้วเราจะไปเสียเวลาคิดถึงคนที่ไม่รักเราทำไมใช่มั้ย? ผลคือแม่ต้องเข้าเฝือกที่แขนและใช้เวลารักษาตัวเป็นเวลาอย่างต่ำ 8 สัปดาห์ เราทุกคนกลับถึงบ้าน ฉันเข้านอนตอนตี 2 พร้อมกับเพิ่งระลึกได้ว่า " เฮ้ย ตั้งแต่นาทีนี้ไป ตรูต้องทำหน้าที่แทนแม่!!!"
4:30 น. เสียงนาฬิกาปลุกดัง เปิดประตูห้องนอนมาเจอแม่ยืนอยู่แล้ว...พร้อมเริ่มบทเรียนแรก คือ การทำกับข้าวมื้อเช้าใส่กล่องให้พ่อไปกินที่ทำงาน และเตรียมผสมนม โยเกิร์ต น้ำผึ้ง มะนาว ให้พ่อดื่มก่อนออกไปจากบ้าน... (ฉันเข้าครัวเปิดเตาแก็สครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ยังจำไม่ได้) ยังดีที่มีแม่ยืนเป็นผู้กำกับบท ในตะกร้าข้าวมื้อเช้าของพ่อต่อมีผลไม้ ขนมไว้รองท้องตอนเย็น และกระติกน้ำเย็น อ้อ! อย่าลืมช้อนกินข้าวด้วย!
หลังจากนั้นเก็บล้างเครื่องครัว แอบไปงีบได้ถึง 8 โมงเช้า
8.00 น. แยกผ้าใส่เครื่อง อันไหนต้องซักมือแช่ไว้ก่อน เตรียมข้าวเช้าให้แม่ กินข้าว ล้างเก็บจาน กรอกน้ำ
ไปซักผ้าที่ต้องซักมือ ตากผ้า แอบนั่งพักหายใจ 1 แว๊บ เผลอแป๊ปเดียว... ได้เวลาเตรียมมื้อเที่ยง
มื้อเที่ยงไม่ยากมาก เพราะอยู่กันสองคนแม่ลูก ผัดกับน้ำพริกนิดหน่อยก็โอเคแล้ว ทำเสร็จกินและเก็บล้าง ไปทำความสะอาดบ้านชั้นบนต่อ
เผลออีกแป๊ปเดียว เกือบ 4 โมงเย็น เก็บผ้าที่ตากไว้ ออกไปรดน้ำต้นไม้รอบบ้าน ได้เวลาเตรียมอาหารเย็นให้แม่ พ่อ และน้องชาย
กว่าจะทำเสร็จเก็บล้าง ต่อด้วยปอกผลไม้ใส่กล่องก็ทุ่มกว่า จัดอาหารขึ้นโต๊ะเสร็จ
พ่อก็กลับมาถึงบ้านพร้อมกล่องข้าวมื้อเช้าให้เราล้างพอดี พอทานข้าวเสร็จ จัดอาหารของน้องชายต่อ
ของน้องชายนี่ดีหน่อย เพราะไม่ต้องล้างให้ (สำหรับที่บ้านเรา พ่อทำงานเหนื่อยแล้ว แม้พ่อจะอยากช่วยล้างจานมาก แต่ห้ามเด็ดขาดเดี๋ยวแม่โกรธ)
20.30 น. แว่บออกไปเดินออกกำลังกายได้ 1 ชั่วโมง กลับมาหุงข้าว หั่นผัก เตรียมมื้อเช้าของวันรุ่งขึ้นต่อ....แล้วก็พับเสื้อผ้าที่เก็บเข้ามาแล้ว!
22.00 น. เวลา Cool down สมองตัวเอง พักผ่อน สวดมนต์ นั่งสมาธิ
23.00 น. เข้านอน...สลบทันทีเมื่อหัวถึงหมอน!
เหล่านี้คืองานหลัก ยังไม่รวมงานที่ท้าทายมาเป็นระยะๆ เริ่มจาก การรีดเสื้อเชิ้ตทำงานและกางเกงสแลคให้พ่อ!
ขนาดของตัวเองอิชั้นยังส่งซักเลย เคยมีครั้งนึงที่ชุดทำงานขาดตอนไปค้างที่โรงแรม ถึงขั้นต้องเขียนข้อความอ้อนแผนกซักรีดให้ช่วยซ่อมให้ด้วยเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้จริงๆ แต่คราวนี้แม่บอกว่า "จะจ้างก็ไม่กี่ตังค์หรอก แต่เดี๋ยวอีกหน่อยมีครอบครัวจะว่าเอานะว่าทำงานบ้านไม่เป็น"
เจอแบบนี้ถึงกับพูดไม่ออก ยอมจำนน ให้เด็จแม่ยืนกำกับแต่ละขั้นตอนแต่โดยดี เบ็ดเสร็จวันนั้นรีดผ้าไป 4 ชั่วโมง!
แต่ผลก็น่าชื่นใจคือ แม่ยังบอกว่า รีดเนี้ยบมาก สำหรับคนที่ไม่เคยรีดผ้าแบบจริงจังเลย (ปกติเสื้อผ้าของตัวเองจะแค่ไถๆจริงๆ เน้นซื้อเสื้อผ้าที่ไม่ต้องรีด ชุดทำงานก็ส่งร้านซักแห้งตลอด)
วันจะมีงานประจำที่ต้องทำ และมีงานใหม่ๆเพิ่มเติมทุกวัน แต่ก็ยังรู้สึกสนุกกับมัน
ทำให้เรารู้ซึ้งเลยว่า เป็น"แม่บ้าน"ไม่ใช่ง่ายๆ เป็นแม่บ้านใช้ใจล้วนๆจริงๆ
เหนื่อยกายเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอนอนพักก็หายเหนื่อย
รู้ตัวอีกทีก็พบว่า เวลาใน1วันนั้นผ่านไปรวดเร็ว ความรักที่หายไปเมื่อ2อาทิตย์ก่อนเราแทบจะจำอะไรไม่ได้แล้ว
แต่ได้มองเห็น ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ความอบอุ่นของคำว่า ครอบครัว
เพื่อนๆทั้งหลายบอกว่า เวลาจะช่วยรักษาใจ แต่สำหรับฉันแล้ว
การเข้าคอร์ส"แม่ศรีเรือน"ครั้งนี้ช่วยรักษาทุกอย่างจริงๆ
ขอบคุณกัลยาณมิตรที่แสนดีทุกๆคน ที่คอยอยู่เคียงข้าง
ขอบคุณความรักดีๆ ที่เป็นพลังให้ฉันกล้าที่จะเลือกมีความสุขจริงๆ
ขอบคุณพี่ๆแต่หมั่นเตือนให้มีสติ รู้ทันใจตัวเอง รักษาศีลและภาวนา
ขอบคุณคำพูดของใครบางคนที่บอกว่า
"หากศีล ศรัทธา ปัญญา จาคะ ไม่เสมอกัน ยังไงก็อยู่ด้วยกันไม่ได้"
ตอนนี้ฉันเชื่ออย่างหมดหัวใจว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีเหตุผล เพื่อให้ฉันได้เจอกับคนที่ดีที่สุด
ในวันที่ฉันได้ค้นพบตัวเอง ได้รู้จักตัวเอง และรักตัวเองเป็นอย่างแท้จริง
เมื่อฉันต้องฝึกวิชาแม่ศรีเรือนภาคปฏิบัติ ความรักเพิ่งจบลง กับ ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
แถมด้วยทำหน้าที่ราวกับเลขาฟรีๆ ตั้งแต่หาที่ดิน... หิ้วของมาจากต่างประเทศให้ ไม่เว้นแม้กระทั่งช่วยจำว่า เดือนนี้เขาไปทำบุญหรือยัง!
แล้ววันที่ดีที่สุดก็มาถึง เพราะเขาคงถูกผู้หญิงอีกคนจับได้แล้วบังคับให้โทรมาหาฉัน
จะเวิ่นเว้อ โวยวายก็เสียดายพลังงาน ฉันจบทุกอย่างด้วยเวลา 1 นาที 26 วินาที แล้วตัดการติดต่อทุกอย่างบล๊อกทุกการติดต่อ สะบัดบ๊อบใช้ชีวิตต่อไป...
ปกติแล้วชีวิตของฉันมีพ่อกับแม่ผู้ซึ่งสารมารถเนรมิตให้ทุกอย่างจริงๆ หน้าที่หลักของฉันมีแค่ดูแลสุขภาพกายใจตัวเองให้ดี แล้วไปทำงานอย่างมีความสุข
ดังนั้นความรักที่จบลงครั้งนี้ ฉันบอกแม่หลังจากทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปแล้ว แล้วฉันก็ไปทำงาน ไปใช้ชีวิตคนเดียว10วันกลับมาแล้ว...แบบไม่มีร่องรอยของความเสียใจแต่อย่างใด แล้วก็รู้สึกว่า ชีวิตมันปลอดโปร่งจริงๆด้วยสินะ....
(ฉันทำงานที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา อยู่บ้านคราวละ 4-5 วันเท่านั้น) ไปสนามบินก็มีพ่อกับแม่ไปรับไปส่ง เวลาอยู่บ้านแม่ทำให้ทุกอย่างตั้งแต่เคลียร์เรื่องบัตรเครดิต จนถึงตักข้าวไว้รอให้ตื่นมาตักกิน หากมีโอกาศฉันจึงได้ช่วยงานเล้กๆน้อยๆเช่น กรอกน้ำ หรือ ขัดรองเท้าทำงานให้พ่อเท่านั้น
ถ้าจะออกไปไหน บอกพ่อกับแม่ล่วงหน้า ตื่นลงมารถก็ถูกถอยลงไปจอดรอหน้าบ้านเรียบร้อย หากจะกลับมืด ประตูรั้วบ้านจะถูกเปิดรอไว้ ขับมาถึงถอยรถขึ้นบ้าน แล้วเดินขึ้นไปนอนได้เลย... เพราะความรักดังแก้วตาดวงใจนี่แหละ ที่ทำให้ฉันต้องได้เรียนวิชาแม่บ้านภาคบังคับแบบไม่ทันตั้งตัว....
5 วันก่อน ฉันออกไปเที่ยวกับเพื่อนตอนค่ำ แล้วกลับถึงบ้าน 4 ทุ่มครึ่ง พอขับรถเข้าบ้านได้ยินเสียง "โครม" ดังหนักมาก สักพักทั้งพ่อแล้วน้องชายก็วิ่งมาเปิดประตูบ้านบอกจะเอารถออก แม่ตกบันได! ภาพที่เห็นคือ กระดูกแขนที่เบี้ยวผิดรูป แต่โชคยังดีที่ไม่มีส่วนอื่นกระทบกระเทือน ระหว่างจะไปโรงพยาบาล ฉันบอกฉันจะไปด้วย พ่อยังหันมาถามว่า "ไม่ง่วงนอนเหรอลูก" ไม่สิ พ่อ! นอนตอนไหนก็ได้... แต่นี่แหละนะความรักของพ่อแม่ คนที่ตัวเองรักเจ็บ ตัวเองเจ็บยังจะห่วงว่า ลูกจะเหนื่อยมั้ย แล้วเราจะไปเสียเวลาคิดถึงคนที่ไม่รักเราทำไมใช่มั้ย? ผลคือแม่ต้องเข้าเฝือกที่แขนและใช้เวลารักษาตัวเป็นเวลาอย่างต่ำ 8 สัปดาห์ เราทุกคนกลับถึงบ้าน ฉันเข้านอนตอนตี 2 พร้อมกับเพิ่งระลึกได้ว่า " เฮ้ย ตั้งแต่นาทีนี้ไป ตรูต้องทำหน้าที่แทนแม่!!!"
4:30 น. เสียงนาฬิกาปลุกดัง เปิดประตูห้องนอนมาเจอแม่ยืนอยู่แล้ว...พร้อมเริ่มบทเรียนแรก คือ การทำกับข้าวมื้อเช้าใส่กล่องให้พ่อไปกินที่ทำงาน และเตรียมผสมนม โยเกิร์ต น้ำผึ้ง มะนาว ให้พ่อดื่มก่อนออกไปจากบ้าน... (ฉันเข้าครัวเปิดเตาแก็สครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ยังจำไม่ได้) ยังดีที่มีแม่ยืนเป็นผู้กำกับบท ในตะกร้าข้าวมื้อเช้าของพ่อต่อมีผลไม้ ขนมไว้รองท้องตอนเย็น และกระติกน้ำเย็น อ้อ! อย่าลืมช้อนกินข้าวด้วย!
หลังจากนั้นเก็บล้างเครื่องครัว แอบไปงีบได้ถึง 8 โมงเช้า
8.00 น. แยกผ้าใส่เครื่อง อันไหนต้องซักมือแช่ไว้ก่อน เตรียมข้าวเช้าให้แม่ กินข้าว ล้างเก็บจาน กรอกน้ำ
ไปซักผ้าที่ต้องซักมือ ตากผ้า แอบนั่งพักหายใจ 1 แว๊บ เผลอแป๊ปเดียว... ได้เวลาเตรียมมื้อเที่ยง
มื้อเที่ยงไม่ยากมาก เพราะอยู่กันสองคนแม่ลูก ผัดกับน้ำพริกนิดหน่อยก็โอเคแล้ว ทำเสร็จกินและเก็บล้าง ไปทำความสะอาดบ้านชั้นบนต่อ
เผลออีกแป๊ปเดียว เกือบ 4 โมงเย็น เก็บผ้าที่ตากไว้ ออกไปรดน้ำต้นไม้รอบบ้าน ได้เวลาเตรียมอาหารเย็นให้แม่ พ่อ และน้องชาย
กว่าจะทำเสร็จเก็บล้าง ต่อด้วยปอกผลไม้ใส่กล่องก็ทุ่มกว่า จัดอาหารขึ้นโต๊ะเสร็จ
พ่อก็กลับมาถึงบ้านพร้อมกล่องข้าวมื้อเช้าให้เราล้างพอดี พอทานข้าวเสร็จ จัดอาหารของน้องชายต่อ
ของน้องชายนี่ดีหน่อย เพราะไม่ต้องล้างให้ (สำหรับที่บ้านเรา พ่อทำงานเหนื่อยแล้ว แม้พ่อจะอยากช่วยล้างจานมาก แต่ห้ามเด็ดขาดเดี๋ยวแม่โกรธ)
20.30 น. แว่บออกไปเดินออกกำลังกายได้ 1 ชั่วโมง กลับมาหุงข้าว หั่นผัก เตรียมมื้อเช้าของวันรุ่งขึ้นต่อ....แล้วก็พับเสื้อผ้าที่เก็บเข้ามาแล้ว!
22.00 น. เวลา Cool down สมองตัวเอง พักผ่อน สวดมนต์ นั่งสมาธิ
23.00 น. เข้านอน...สลบทันทีเมื่อหัวถึงหมอน!
เหล่านี้คืองานหลัก ยังไม่รวมงานที่ท้าทายมาเป็นระยะๆ เริ่มจาก การรีดเสื้อเชิ้ตทำงานและกางเกงสแลคให้พ่อ!
ขนาดของตัวเองอิชั้นยังส่งซักเลย เคยมีครั้งนึงที่ชุดทำงานขาดตอนไปค้างที่โรงแรม ถึงขั้นต้องเขียนข้อความอ้อนแผนกซักรีดให้ช่วยซ่อมให้ด้วยเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้จริงๆ แต่คราวนี้แม่บอกว่า "จะจ้างก็ไม่กี่ตังค์หรอก แต่เดี๋ยวอีกหน่อยมีครอบครัวจะว่าเอานะว่าทำงานบ้านไม่เป็น"
เจอแบบนี้ถึงกับพูดไม่ออก ยอมจำนน ให้เด็จแม่ยืนกำกับแต่ละขั้นตอนแต่โดยดี เบ็ดเสร็จวันนั้นรีดผ้าไป 4 ชั่วโมง!
แต่ผลก็น่าชื่นใจคือ แม่ยังบอกว่า รีดเนี้ยบมาก สำหรับคนที่ไม่เคยรีดผ้าแบบจริงจังเลย (ปกติเสื้อผ้าของตัวเองจะแค่ไถๆจริงๆ เน้นซื้อเสื้อผ้าที่ไม่ต้องรีด ชุดทำงานก็ส่งร้านซักแห้งตลอด)
วันจะมีงานประจำที่ต้องทำ และมีงานใหม่ๆเพิ่มเติมทุกวัน แต่ก็ยังรู้สึกสนุกกับมัน
ทำให้เรารู้ซึ้งเลยว่า เป็น"แม่บ้าน"ไม่ใช่ง่ายๆ เป็นแม่บ้านใช้ใจล้วนๆจริงๆ
เหนื่อยกายเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอนอนพักก็หายเหนื่อย
รู้ตัวอีกทีก็พบว่า เวลาใน1วันนั้นผ่านไปรวดเร็ว ความรักที่หายไปเมื่อ2อาทิตย์ก่อนเราแทบจะจำอะไรไม่ได้แล้ว
แต่ได้มองเห็น ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ความอบอุ่นของคำว่า ครอบครัว
เพื่อนๆทั้งหลายบอกว่า เวลาจะช่วยรักษาใจ แต่สำหรับฉันแล้ว
การเข้าคอร์ส"แม่ศรีเรือน"ครั้งนี้ช่วยรักษาทุกอย่างจริงๆ
ขอบคุณกัลยาณมิตรที่แสนดีทุกๆคน ที่คอยอยู่เคียงข้าง
ขอบคุณความรักดีๆ ที่เป็นพลังให้ฉันกล้าที่จะเลือกมีความสุขจริงๆ
ขอบคุณพี่ๆแต่หมั่นเตือนให้มีสติ รู้ทันใจตัวเอง รักษาศีลและภาวนา
ขอบคุณคำพูดของใครบางคนที่บอกว่า
"หากศีล ศรัทธา ปัญญา จาคะ ไม่เสมอกัน ยังไงก็อยู่ด้วยกันไม่ได้"
ตอนนี้ฉันเชื่ออย่างหมดหัวใจว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีเหตุผล เพื่อให้ฉันได้เจอกับคนที่ดีที่สุด
ในวันที่ฉันได้ค้นพบตัวเอง ได้รู้จักตัวเอง และรักตัวเองเป็นอย่างแท้จริง