เรียนจบซะที ...

การเรียนในที่นี้หมายถึง การจบการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกระทรวงศึกษาธิการ การจบอนุบาล มัธยมต้น มัธยมปลาย และ ปริญญาตรี
บทสรุปของชีวิตวัยเรียน คือได้รู้ว่า การไปโรงเรียน การไปมหาลัยสำหรับเรา คือการเข้าสังคมซะมากกว่า เพราะเราไม่ได้สนใจเรียนสักเท่าไหร่ ที่บ้านก็ไม่ได้กดดันอะไร เลยใช้ชีวิตช่วงนี้ได้เต็มที่(แบบที่อยากทำ) ดังนั้นช่วงวัยนี้ เราเลยใช้ชีวิตกับเพื่อนซะส่วนใหญ่ เราเลยขอบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนไว้นะคะ เผื่อเวลาที่เข้าสู่ชีวิตวัยทำงานไปแล้ว เวลาคิดถึงชีวิตวัยเรียน จะได้มาย้อนอ่าน
- เราชอบคิดแปลกแยก เช่นถ้าเพื่อนตั้งใจเรียนมาก เราจะหาข้อโต้แย้งว่าเหตุผลอะไรต้องตั้งใจเรียน แต่พอเพื่อนเล่นยาก็ค้านอีกว่าไม่จำเป็นกับชีวิต คือไปอยู๋ตรงไหนก็ขว้างโลกไปหมด แล้วมักจะโดนคนที่คล้ายเพื่อนเกลียดหรือหมั่นไส้เอา แต่จะโดนคนที่เป็นเพื่อนเตือน หรือเข้าข้าง
- เรามีเพื่อนหลายแบบเลย ไอเพื่อนที่แรดๆ พูดตรงๆ หรือบางคนแรงจนคนอื่นเกลียด ไอพวกนี้ดันคบได้นาน มีอะไรช่วยสุดตัว ถึงแม้บางที่จะเข้าสุภาษิตคบคนพาลพาลพาไปหาผิดก็เถอะ 555 ส่วนเพื่อนใสนอก ดูเป็นคนดี บลาๆๆ พวกนี้มักจะหักหลังเราแบบเจ็บแสบ คบได้ไม่ยืด คบผิวเผินคือดีมาก อีกอย่างคือได้เรียนรู้ว่า... เพื่อนอาจจะร้ายกับคนอื่นแต่ดีกับเรา ส่วนคนที่คล้ายว่าจะเป็นเพื่อนจะดีกับคนอื่นแต่ร้ายกับเรา
- ช่วงที่มีเรื่อง คือช่วงที่สนุกและรู้สึกมีอะไรทำที่สุด บางครั้งได้ปกป้องเพื่อน บางครั้งก็ถูกเพื่อนปกป้อง แต่ตอนได้แผลกลับบ้าน ได้เห็นน้ำตาแม่ เลยคิดว่าจะไม่มีเรื่องกับใครอีกแล้ว แต่ก็ไม่วาย ไปตรงไหนก็เจอ
- คนที่คล้ายเพื่อนบางคนแฝงตัวมาอยู่ใกล้เหมือนเป็นมิตร แต่เป็นเจ้ากรรมนายเวร เราคิดอยู่เสมอว่าโชคร้ายที่ได้เจอ แต่ก็โชคดีที่ได้เจออีกอะแหละ เพราะจะได้รู้ว่าควรคบกับคนๆนี้ไหม ถ้าเขานิสัยดีขึ้นก็ยินดีด้วย แต่ถ้าเตือนแล้ว แล้วเขายังคงนิสัยแย่ต่อไปก็ดีเหมือนกัน คงจะไม่ได้ดีไปกว่านี้หรอก เพราะนิสัยตัวเอง 5555 ส่วนเพื่อนบางคนเลิกคบกันไป เพราะอารมณ์ร้อนของเรา หรืออะไรก็ตาม แต่เรายังหวังอยู่เสมอว่าวันข้างหน้า... ถ้ามาเจอกันใหม่ มาเริ่มต้นคบกันใหม่นะ
ข้อคิด จากที่ได้จากเพื่อนวัยเรียนคือ อย่าเอาคำว่าจนมาเป็นข้ออ้างในการทำชั่ว, อย่ามองใครว่าเป็นคนดีแค่เขาดูนิสัยดี
- มีเพื่อนคนนึงขโมยของ เป็นรูมเมทกัน บ้านเค้าคงมีปัญหาเรื่องเงิน ส่วนบ้านเราก็มีปัญหาเรื่องเงินนะ แต่อาจจะดูภายนอกเหมือนว่าบ้านรวย เพราะเราใช้เงินฟุ้มเฟื่อย จริงๆคือขออะไรไปแม่ก็ให้ทุกอย่าง เพื่อนเราคงเห็นเรามีใช้ เลยคิดว่าเอาเปรียบหรือขโมยก็ไม่เป็นไร แต่คุณคะ การที่พ่อแม่คุณหรือตัวคุณเองไม่สามารถหาเงินได้มาก ไม่ได้แปลว่าให้มาเอาของคนอื่น คุณอยากใช้ของดีแบบคนอื่นคุณต้องหาซื้อเองคะ เพราะคุณยังทำงานหนักไม่ได้เสี้ยวนึงของที่แม่เราทำ เวลาที่มีคนมาถามอาชีพแม่คุณคุณตอบได้ทันทีใช่ไหมว่าทำอะไร แต่สำหรับเรา เวลาใครถามว่าแม่ทำอะไร เราตอบไม่เหมือนกันสักครั้ง ไม่ได้ทำแค่อย่างสองอย่าง เราเห็นแม่ทำงานเยอะมาก แล้วต้องมาส่งเราเรียนแล้วก็ส่งคนที่จะดูเหมือนเป็นเพื่อนเราเรียนด้วย(ทางอ้อม) เราใช้เงินเยอะ ซื้อของแพง แต่เมื่อวันนึงที่เราทำงาน สลับกัน เราเลี้ยงแม่คะ และถ้าแม่อยากได้อะไร จะลงทุนอะไรเราให้เต็มที่เหมือนที่แม่ให้เรา ส่วนคุณ เรียนจบ ทำงาน คุณส่งเงินให้แม่เราใช้เหมือนที่สูบเงินไปไหมคะ จริงๆที่จะเลิกคบเพื่อนคนนี้ไม่ใช่เพราะเรื่องเงินนะ แต่เป็นเพราะอยู่ใกล้แล้วรู้สึกแย่ คนนอกมองว่าดีมาก แต่พออยู่ด้วยเท่านั้นแหละ ขี้ขโมย เอาเปรียบเรื่องเงิน บางทีแยกไม่ออกว่าดีจริงหรือ.....อยู่ (แต่ตอนนี้ตกลงให้คืนทุกอย่างมาเป็นเงินเรียบร้อยแล้วถึงแม้จะขาดทุนก็เถอะ ต้องแจงตรงนี้เพราะเดี๋ยวไม่แฟร์กับเขา) ที่สำคัญคือตั้งแต่วันที่คุยกันว่าจับได้ว่าขโมยของ ไม่คืนเงิน ก็ยังไม่มีคำ
ขอโทษ ออกจากปาก คาดว่าไม่ได้รู้สึกผิด เตือนไปบางแล้วให้ปรับปรุงตัว ถ้าปรับปรุงตัวก็ดีกับตัวคุณเอง แต่ถ้าจะนิสัยแบบนี้ต่อไปก็แล้วแต่คุณ สะใจดีด้วย เพราะสักวันคุณก็ต้องไปทำนิสัยแบบนี้กับคนอื่น คนอื่นก็จะเห็นแบบที่เราเห็น คนก็รังเกียจคุณเยอะขึ้น อั้นนี้ก็แล้วแต่คุณเลยคะ
สุดท้ายละ คือที่ชีวิตคุณไม่ดีขึ้นสักที อาจจะเป็นเพราะคุณนิสัยแบบนี้คะ เปลี่ยนนิสัยซะก็จะดีเอง พูดในแง่กรรมคือ เอาเปรียบคนอื่น อยู่ที่ไหนก็ลืมตาอ้าปากไม่ได้ซักที เพราะกรรมมันทับหัวอยู่คะ แล้วก็จะพยายามให้อภัยและไม่นึกถึงเรื่องนี้อีก จากนี้ขออย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลย เลิกคบถาวรคะ
บทสรุปของชีวิตวัยเรียน (ขอพื้นที่ตรงนี้เป็นระบายหน่อยนะคะ)
บทสรุปของชีวิตวัยเรียน คือได้รู้ว่า การไปโรงเรียน การไปมหาลัยสำหรับเรา คือการเข้าสังคมซะมากกว่า เพราะเราไม่ได้สนใจเรียนสักเท่าไหร่ ที่บ้านก็ไม่ได้กดดันอะไร เลยใช้ชีวิตช่วงนี้ได้เต็มที่(แบบที่อยากทำ) ดังนั้นช่วงวัยนี้ เราเลยใช้ชีวิตกับเพื่อนซะส่วนใหญ่ เราเลยขอบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนไว้นะคะ เผื่อเวลาที่เข้าสู่ชีวิตวัยทำงานไปแล้ว เวลาคิดถึงชีวิตวัยเรียน จะได้มาย้อนอ่าน
- เราชอบคิดแปลกแยก เช่นถ้าเพื่อนตั้งใจเรียนมาก เราจะหาข้อโต้แย้งว่าเหตุผลอะไรต้องตั้งใจเรียน แต่พอเพื่อนเล่นยาก็ค้านอีกว่าไม่จำเป็นกับชีวิต คือไปอยู๋ตรงไหนก็ขว้างโลกไปหมด แล้วมักจะโดนคนที่คล้ายเพื่อนเกลียดหรือหมั่นไส้เอา แต่จะโดนคนที่เป็นเพื่อนเตือน หรือเข้าข้าง
- เรามีเพื่อนหลายแบบเลย ไอเพื่อนที่แรดๆ พูดตรงๆ หรือบางคนแรงจนคนอื่นเกลียด ไอพวกนี้ดันคบได้นาน มีอะไรช่วยสุดตัว ถึงแม้บางที่จะเข้าสุภาษิตคบคนพาลพาลพาไปหาผิดก็เถอะ 555 ส่วนเพื่อนใสนอก ดูเป็นคนดี บลาๆๆ พวกนี้มักจะหักหลังเราแบบเจ็บแสบ คบได้ไม่ยืด คบผิวเผินคือดีมาก อีกอย่างคือได้เรียนรู้ว่า... เพื่อนอาจจะร้ายกับคนอื่นแต่ดีกับเรา ส่วนคนที่คล้ายว่าจะเป็นเพื่อนจะดีกับคนอื่นแต่ร้ายกับเรา
- ช่วงที่มีเรื่อง คือช่วงที่สนุกและรู้สึกมีอะไรทำที่สุด บางครั้งได้ปกป้องเพื่อน บางครั้งก็ถูกเพื่อนปกป้อง แต่ตอนได้แผลกลับบ้าน ได้เห็นน้ำตาแม่ เลยคิดว่าจะไม่มีเรื่องกับใครอีกแล้ว แต่ก็ไม่วาย ไปตรงไหนก็เจอ
- คนที่คล้ายเพื่อนบางคนแฝงตัวมาอยู่ใกล้เหมือนเป็นมิตร แต่เป็นเจ้ากรรมนายเวร เราคิดอยู่เสมอว่าโชคร้ายที่ได้เจอ แต่ก็โชคดีที่ได้เจออีกอะแหละ เพราะจะได้รู้ว่าควรคบกับคนๆนี้ไหม ถ้าเขานิสัยดีขึ้นก็ยินดีด้วย แต่ถ้าเตือนแล้ว แล้วเขายังคงนิสัยแย่ต่อไปก็ดีเหมือนกัน คงจะไม่ได้ดีไปกว่านี้หรอก เพราะนิสัยตัวเอง 5555 ส่วนเพื่อนบางคนเลิกคบกันไป เพราะอารมณ์ร้อนของเรา หรืออะไรก็ตาม แต่เรายังหวังอยู่เสมอว่าวันข้างหน้า... ถ้ามาเจอกันใหม่ มาเริ่มต้นคบกันใหม่นะ
ข้อคิด จากที่ได้จากเพื่อนวัยเรียนคือ อย่าเอาคำว่าจนมาเป็นข้ออ้างในการทำชั่ว, อย่ามองใครว่าเป็นคนดีแค่เขาดูนิสัยดี
- มีเพื่อนคนนึงขโมยของ เป็นรูมเมทกัน บ้านเค้าคงมีปัญหาเรื่องเงิน ส่วนบ้านเราก็มีปัญหาเรื่องเงินนะ แต่อาจจะดูภายนอกเหมือนว่าบ้านรวย เพราะเราใช้เงินฟุ้มเฟื่อย จริงๆคือขออะไรไปแม่ก็ให้ทุกอย่าง เพื่อนเราคงเห็นเรามีใช้ เลยคิดว่าเอาเปรียบหรือขโมยก็ไม่เป็นไร แต่คุณคะ การที่พ่อแม่คุณหรือตัวคุณเองไม่สามารถหาเงินได้มาก ไม่ได้แปลว่าให้มาเอาของคนอื่น คุณอยากใช้ของดีแบบคนอื่นคุณต้องหาซื้อเองคะ เพราะคุณยังทำงานหนักไม่ได้เสี้ยวนึงของที่แม่เราทำ เวลาที่มีคนมาถามอาชีพแม่คุณคุณตอบได้ทันทีใช่ไหมว่าทำอะไร แต่สำหรับเรา เวลาใครถามว่าแม่ทำอะไร เราตอบไม่เหมือนกันสักครั้ง ไม่ได้ทำแค่อย่างสองอย่าง เราเห็นแม่ทำงานเยอะมาก แล้วต้องมาส่งเราเรียนแล้วก็ส่งคนที่จะดูเหมือนเป็นเพื่อนเราเรียนด้วย(ทางอ้อม) เราใช้เงินเยอะ ซื้อของแพง แต่เมื่อวันนึงที่เราทำงาน สลับกัน เราเลี้ยงแม่คะ และถ้าแม่อยากได้อะไร จะลงทุนอะไรเราให้เต็มที่เหมือนที่แม่ให้เรา ส่วนคุณ เรียนจบ ทำงาน คุณส่งเงินให้แม่เราใช้เหมือนที่สูบเงินไปไหมคะ จริงๆที่จะเลิกคบเพื่อนคนนี้ไม่ใช่เพราะเรื่องเงินนะ แต่เป็นเพราะอยู่ใกล้แล้วรู้สึกแย่ คนนอกมองว่าดีมาก แต่พออยู่ด้วยเท่านั้นแหละ ขี้ขโมย เอาเปรียบเรื่องเงิน บางทีแยกไม่ออกว่าดีจริงหรือ.....อยู่ (แต่ตอนนี้ตกลงให้คืนทุกอย่างมาเป็นเงินเรียบร้อยแล้วถึงแม้จะขาดทุนก็เถอะ ต้องแจงตรงนี้เพราะเดี๋ยวไม่แฟร์กับเขา) ที่สำคัญคือตั้งแต่วันที่คุยกันว่าจับได้ว่าขโมยของ ไม่คืนเงิน ก็ยังไม่มีคำ ขอโทษ ออกจากปาก คาดว่าไม่ได้รู้สึกผิด เตือนไปบางแล้วให้ปรับปรุงตัว ถ้าปรับปรุงตัวก็ดีกับตัวคุณเอง แต่ถ้าจะนิสัยแบบนี้ต่อไปก็แล้วแต่คุณ สะใจดีด้วย เพราะสักวันคุณก็ต้องไปทำนิสัยแบบนี้กับคนอื่น คนอื่นก็จะเห็นแบบที่เราเห็น คนก็รังเกียจคุณเยอะขึ้น อั้นนี้ก็แล้วแต่คุณเลยคะ
สุดท้ายละ คือที่ชีวิตคุณไม่ดีขึ้นสักที อาจจะเป็นเพราะคุณนิสัยแบบนี้คะ เปลี่ยนนิสัยซะก็จะดีเอง พูดในแง่กรรมคือ เอาเปรียบคนอื่น อยู่ที่ไหนก็ลืมตาอ้าปากไม่ได้ซักที เพราะกรรมมันทับหัวอยู่คะ แล้วก็จะพยายามให้อภัยและไม่นึกถึงเรื่องนี้อีก จากนี้ขออย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลย เลิกคบถาวรคะ