-----เ รื่ อ ง จ ริ ง-----"ค่ า ย อ า ส า กั บ สั ม ผั ส ส ย อ ง ปี ที่ ๑"

วันนี้ผมขอเขียนบันทึกเรื่องๆหนึ่ง ของสถานที่ๆหนึ่งไว้
เป็นเรื่องที่ผม เพื่อนๆ และ น้องๆ ได้พบเจอ หรือ สัมผัสได้กับตัวเอง
เป็นเรื่องราวที่ทุกครั้งที่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครต่อใครฟังนั้น
คนที่ได้รับฟังมักจะแนะนำให้ไปเล่าออกรายการเล่าเรื่องผีต่างๆ  หรือเขียนลงในพันทิป เพื่อเป็นการแบ่งปันประสบการณ์
แต่ก็ไม่มีเวลา และ โอกาสที่จะได้สมัคร หรือ เขียนเล่าเรื่องสักที
อีกทั้งเรื่องราวที่พวกผมได้สัมผัสนั้น ยากเหลือเกินที่จะนำมาเล่า หรือ นำมาเขียน
ก็เพราะผู้ที่ได้สัมผัสกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ มีมากกว่า 30 คน
ซึ่งแต่ละคนก็พบเจอในหลายรูปแบบ มีทั้งเจอร่วมกันหลายคน และ พบเจอแบบตัวคนเดียว...

จนวันนี้ พอดีมีเวลาหยุดพักจากงาน จึงลองมานั่งเรียบเรียง และลำดับเหตุการณ์ต่างๆเป็นช่วงๆ
และเริ่มเขียนเรื่องราวนี้ไว้ ก่อนที่ความทรงจำเรื่องนี้จะเลือนหายไป
ถึงแม้จะรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ผมคงไม่มีทางลืม...


ปีที่ 1 ตอนที่ 1
“เตรียมค่าย”


เรื่องเล่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง และยังไม่เคยถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการที่ไหน...
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2550 ในขณะนั้น ผมศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
ตัวผมและเพื่อนๆนั้นเป็นพวกชอบทำกิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมการออกค่ายอาสาต่างๆ
จนวันหนึ่งได้รู้จักกับคณะกรรมการมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ชื่อว่า “พี่เอ”
เขาเป็นคนจัดทำกิจกรรมเกี่ยวกับค่ายอาสาสำหรับเด็กและเยาวชน
พวกผมจึงได้เข้าร่วมโครงการต่างๆไปกับเขา ซึ่งก็ผ่านไปด้วยดีในทุกๆโครงการ
จนเมื่อพวกผมเริ่มมีประสบการณ์การทำค่ายมากขึ้น ก็เริ่มอยากที่จะออกค่ายที่ยาก และไกลมากขึ้น
จึงได้ประชุมและปรึกษาพี่เอ เพื่อหาสถานที่และเตรียมการในด้านต่างๆ
จนในที่สุด ก็ได้โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดพิจิตร  ซึ่งทาง อบต. ได้มีโครงการจะจัดกิจกรรมให้เด็กในโรงเรียนพอดี
โดยเป็นกิจกรรม 3 วันต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าพวกเราต้องไปกัน 4 วัน 3 คืน
นับเป็นค่ายที่นานที่สุดของพวกเราในตอนนั้น แต่พวกเราก็ตอบรับโดยไม่ต้องคิด และ เร่งจัดเตรียมแผนการกันทันที

วันออกเดินทาง...
พวกเราทั้งหมด 22 คน สะพายกระเป๋า และ เต็นท์ มารวมตัวกันที่สถานีรถไฟดอนเมือง เพื่อนั่งรถไฟไปยังจังหวัดพิจิตร
เมื่อขึ้นรถไฟ บางคนก็หลับ บ้างก็เฮฮาร้องเพลง บ้างก็นั่งฟังเพลง ตามแต่ความต้องการของแต่ละคน
ในที่สุด หลังจากนั่งรถไฟกันมาเป็นเวลานาน พวกเราเดินทางถึงสถานีเป้าหมายในช่วงเย็น
มีคณะครู 2-3 คน มายืนรอต้อนรับเพื่อพาไปยังโรงเรียน ที่สามารถมองเห็นได้เมื่อยืนอยู่ที่สถานีรถไฟ
พวกเราแบกของและเดินตามครูไปยังโรงเรียน ซึ่งระหว่างเดินไปก็มองไปที่โรงเรียน
จากข้อมูลโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนอนุบาล จนถึง ระดับชั้นปฐม มีอาคารเรียนหนึ่งหลัง ชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้
พวกเราสังเกตเห็นสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ และ สนามเด็กเล่นบริเวณใกล้ๆกับอาคาร
ในหัวของพวกเราตอนนั้นคิดแต่เรื่องการจัดกิจกรรม จึงมองหาแต่พื้นที่ และดูตำแหน่งที่ตั้งต่างๆ เพื่อนำมาวางแผน
เมื่อวางของเรียบร้อย พวกเราไม่รอช้า เดินสำรวจพื้นที่กางเต็นท์ ซึ่งก็หนีไม่พ้นพื้นที่ในสนามฟุตบอล
พวกเราสนุก เฮฮาไปกับการกางเต็นท์ และหยอกล้อกันไปมาตามภาษาเด็กวัยรุ่นทั่วไป จนกระทั้งกางเต็นท์เสร็จ
ทางโรงเรียนได้มอบกุญแจห้องประชุมเล็กไว้ให้กับพี่เอ เพื่อเก็บของ
และกุญแจห้องอนุบาลชั้น1ไว้ให้หนึ่งห้อง เผื่อไว้นั่งประชุมและเตรียมงาน
พวกเรากินข้าวที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้เรียบร้อย ก็อาบน้ำ และประชุมงานที่จะเริ่มในวันพรุ่งนี้ (ซึ่งหนักไปทางนั่งเล่นกันมากกว่า)
หลังจากนั่งคุยกันจนดึก ก็เริ่มแยกย้ายกันเข้าเต็นท์ โดยที่พี่เอก็เดินตรวจเต็นท์ดูความเรียบร้อยตามปกติ
ผมนอนอ่านหนังสือเล่นอยู่ในเต็นท์คนเดียว ในขณะที่คนอื่นยังส่งเสียงกันอยู่เต็นท์ข้างๆ
จนพี่เอเดินมาถึงเต็นท์ผม และ เปิดเต็นท์ผมออก ซึ่งตัวผมเองก็รู้ว่าพี่เขาเปิดดูตามระเบียบ ก็ไม่ได้สนใจ จึงได้แต่ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ
เมื่อพี่เอปิดเต็นท์ไปสักพัก เพื่อนคนหนึ่งก็เดินมาเปิดเต็นท์ผม และบอกว่าพี่เอเรียกประชุม
ผมเองก็งงๆ เพราะพึ่งประชุมเสร็จ แต่ก็ลุกออกจากเต็นท์และเดินไปยังห้องอนุบาลชั้น1
เมื่อเข้าไปกันพร้อม พวกเราก็นั่งกันเป็นวงกลม เพื่อเตรียมประชุม โดยที่ทุกคนต่างมองไปที่พี่เอด้วยความสงสัย
เพราะพึ่งจะประชุมเสร็จกันไปไม่นาน จึงงงกันว่าจะคุยเรื่องอะไร
พี่เอเองก็ไม่รอช้า เริ่มถามเกี่ยวกับการนอนเต็นท์ของแต่ละคนว่า ใครนอนกับใครบ้าง
ซึ่งทุกคนก็ตอบกันตามปกติ จนมาถึงผมซึ่งเป็นคนสุดท้าย ผมก็ได้ตอบไปว่า “นอนคนเดียว”
นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนในค่ายรู้กันอยู่แล้วว่าผมชอบนอนคนเดียว เพราะผมเป็นคนหลับยาก
เมื่อทุกคนตอบครบ พี่เอก็ถามต่อว่า “พวกเรามากันกี่คน”
พวกผมก็ตอบกันไปว่า “ทั้งหมดก็ 22 คน ครับ”
พี่เอเอ่ยต่อทันทีว่า “แต่เมื่อกี้ที่พี่เดินตรวจตามเต็นท์ พี่นับได้ 23...”

ตอนนี้ในห้องเงียบสนิท ทุกคนต่างมองตากันไปมา และสายตาไปจบอยู่ที่พี่เอ
“คนอื่นตอบมาตรง ยกเว้นแบงค์” พี่เอเอ่ยต่อโดยไม่ต้องให้ใครถาม (ผมชื่อแบงค์)
ไม่มีใครพูดอะไรต่อ แม้กระทั้งผม และทุกคนได้แต่มองกันมาที่ผม
“แบงค์นอนอ่านหนังสืออยู่มุมขวาของเต็นท์ใช่ไหม?” พี่เอถามพร้อมมองหน้าผม
“ใช่ครับ” ผมตอบกลับทันที
“แต่พี่เห็นคนนั่ง เอาผ้าขาวคลุมตัว นั่งตัวสั่นอยู่ที่มุมซ้ายของเต็นท์” พี่เอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
ทั้งห้องเงียบกว่าก่อนหน้านี้เข้าไปอีก และหลังจากเงียบได้ไม่นานก็เริ่มมีเสียงซุบซิบคุยกัน
“พี่ว่า คืนนี้เรานอนรวมกันในนี้ดีกว่า แล้วก็เดี๋ยวพวกเราไปจุดธูปไหว้เจ้าที่เจ้าทางกัน มานี่วุ่นๆ ลืมจุดกันเลย” พี่เอเอ่ย
พวกเราไม่มีใครโต้แย้ง ทุกคนเดินออกจากห้อง ไปหยิบของในเต็นท์ ซึ่งตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้กลัวอะไร
เพราะส่วนตัวผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ผมก็ไม่เคยลบหลู่
หลังจากที่ทุกคนจุดธูปไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ก็เดินไปจุดธูปไหว้พระประจำโรงเรียน
ซึ่งพวกผมเองก็พึ่งสังเกตว่า พระที่นี่ตั้งหันหน้าไปทางทิศใต้ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก เพราะคิดว่าแต่ละพื้นที่คงจะไม่เหมือนกัน
เมื่อไหว้พระเสร็จ ก็ได้จัดของในอนุบาลชั้น1 เพื่อนอนรวมกัน
และนั้นเป็นค่ำคืนแรก และคืนสุดท้าย ที่พวกเราได้นอนหลับกันอย่างสบาย...โดยไม่มีใครมากวน!!!
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่