....ผมจบ ป.ตรี วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์
....ระหว่างเรียนผมทำงานพิเศษเพื่อส่งตัวเองเรียน ฐานงานพิเศษเติบโตขึ้นจากพิมพ์งานแผ่นละ 8 บาท สู่การรับทำวิทยานิพนธ์ งานวิจัย ผลงานวิชาการ และงานเขียนโปรแกรม
....สายที่ผมถนัดผมเป็นพวก SA(นักวิเคราะห์ระบบ) ดังนั้นผมจึงพอจะวิเคราะห์สิ่งต่างๆ เพื่อสร้างความเป็นไปได้ในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ปัจจุบันงานพิเศษ ซึ่งตอนนี้ก็น่าจะพอเรียกตัวเองว่า Freelance ได้เต็มปากจึงจิปาถะ หลากหลาย และด้วยเหตุนี้ผมจึงได้มีโอกาสร่วมงานกับองค์กร หรือหน่วยงานหลายๆ หน่วยตามแต่เขาจะจ้าง ผมประทับใจหน่วยงานราชการ เพราะถึงแม้ว่าจะได้เงินยาก เรื่องมาก ค่าเดินทาง ค่าเซอร์วิสมีน้อย แต่จุดมุ่งหมายขององค์กรเขาก็ยังคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน
....ผมจึงอยากจะทำงานหน่วยงานราชการ เพื่อจะได้สร้างประโยชน์แก่สังคม ในตอนนั้นอาจจะเป็นเพราะ EGO ของตัวเองด้วยส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด แม้จะเล็กน้อยก็ตาม
....ได้ทำงานในโรงพยาบาลประจำจังหวัด แรกเข้าพนักงานบันทึกข้อมูลวุฒิ ปวส.
....พอทำงานไปได้ 2 ปี ปรับตำแหน่งเข้าพนักงานกระทรวงสาธารณสุข จากวุฒิ ปวส. หดเหลือ ม.6 เนื่องจากไม่มีวุฒิปวส. (แม้จะเอาป.ตรีสมัครก็ตาม)
....ด้านผลงาน ผมได้เข้าแข่งขันประกวดผลงานภายในโรงพยาบาลมา 3 ปี ชนะเลิศอันดับ 1 ในปีแรกและปีที่ 3 (ในปีที่ 2 เขาดันจัดผลงานผมไปรวมอยู่กับพวกการแพทย์เลยตกไป)
....ผลงานในปีล่าสุด ได้คัดเลือกเข้าเป็นหนึ่งในผลงานในเวทีแรกเปลี่ยนเรียนรู้ที่งานประชุมผลงานทางการแพทย์ของม.นเรศวร ปี 58
....ได้รับการคัดเลือกติด 1 ใน 55 งานให้ไปนำเสนองานแบบบรรยายประกอบโปสเตอร์ที่งานประชุมวิชาการหน่วยงานสนับสนุนทางการแพทย์ ปี 58
....สร้างแนวทางการลงข้อมูลทางการแพทย์ผ่านทาง tablet ได้ร่วมโครงงานกับรพ.พุทธชินราช และรพ.จุฬา(พี่ชายของท่านชัดชาติเป็นหัวหน้าโครงการ) จนได้ติดทีมไปนำเสนองานที่งานประชุมผลงานทางการแพทย์ (Ha national forum) ปี 57 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี
....ปี 58 พัฒนาโปรแกรมคัดกรองผู้ป่วยเพื่อสนับสนุนผลงานทางการแพทย์ของคุณหมอท่านหนึ่ง ซึ่งผลงานของคุณหมอได้ชนะเลิศงานประชุมผลงานทางการแพทย์ของม.นเรศวร(Hacc NU) ปี 58 และได้ติดไปนำเสนอที่งานประชุมผลงานทางการแพทย์ (Ha national forum) ปี 58 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี
....ปัจจุบันอายุงาน 4 ปี.... ก็ยังคงตำแหน่งวุฒิ.ม6 อยู่
....เงินเดือน 9 พัน หากทำโอทีจะได้ 375 ต่อ 6 ชั่วโมง
....ผมไม่เคยทำ OT เพราะเอาเวลาไปทำงานพิเศษของตนเองได้เงินเยอะกว่ามาก
....การโดนดูถูก เหยียดหยามรุนแรงมาก เข้าขั้นว่าชีวิตอดสู เพราะทำตัวเอง
....ผมใช้เวลา 4 ปีสร้างผลงานจนได้ถูกส่งประกวดภายนอกหน่วยงาน พยายามตั้งแต่การสร้างเอกลักษณ์ จุดยืน และความน่าเชื่อถือให้แก่ตนเอง
....ตำแหน่งงานของผมกระจอกที่สุดในหน่วยงาน ผมไม่สามารถจะเดินเข้าไปในห้องแล้วบอกว่า "ไงพวกเราวันนี้จะทำแบบนี้กัน!!" ไม่ได้
....เพราะกำลังน้อย เสียงก็เบาพูดไม่มีใครฟัง ดังนั้นจะต้องค่อยๆ โน้ม ค่อยๆ เกลา ค่อยๆ ดัด ให้ทุกสิ่งเป็นไปตามแนวทางที่ต้องการ หา back ช่วยสนับสนุน หาพวก หาจุดยึด เพื่อเสริมกำลัง เนื่องจากไร้อำนาจ
....บางครั้ง ก็จำเป็นต้องเลือกที่จะเอาตัวรอด มากกว่าที่จะทำสิ่งที่ถูก.....
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
....จากที่บอกเล่ามาทั้งหมด ไม่ใช่ว่าการกินอุดมการณ์นั้น "ไม่ดี" แต่จะต้องกิน "อย่างฉลาด"
....ผมได้ทดลองกับเวลาชีวิตของผม 4 ปีบนเส้นทางนี้ แล้วล้มเหลว ผมไม่อาจจะสร้างความเจริญให้แก่ตนเองได้ นั่นเพราะ "ผมเก่งไม่พอ"
....สำหรับผู้ที่ต้องการจะเดินตามเส้นทางนี้ มันไม่ใช่เส้นทางที่ "โง่" หรือ "สิ้นหวัง" แต่คุณจะต้อง "เก่ง" ซึ่งเก่งในที่นี้ไม่ใช่ฝีไม้ลายมือ แต่เก่งที่จะเอาตัวรอด รู้จังหวะที่จะตักตวงความเจริญก้าวหน้า รู้จักสร้างมิตร รู้จักเข้าหาเจ้านาย
....วลีที่ว่า "ทำดีได้ดี" ในมุมของการบริหาร.... สิ่งที่ดีที่คนดีจะได้คืออะไร? มีประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่
....ผมไม่ใช่พวกโลกสวย ทุกอย่างบนโลกใบนี้มี "ค่าใช้จ่าย" ทั้งนั้น
....อุดรการณ์ ความฝัน มันเป็นไปได้ยากในโลกแห่งความเป็นจริง
....เพียงแต่........... หากมันจะมีหนทางแค่เพียงเส้นเดียว.... และเป็นหนทางที่คนอีกหลายๆ คนรุ่นหลังจากเราจะต้องพาลพบ.... มันก็คงจะน่าหดหู่
....เพราะหาก "เราทำให้สิ่งใดๆ เกิดขึ้นบนโลกความเป็นจริงได้ เราก็น่าที่จะแทรกความฝันและอุดรการณ์ลงบนหนทางเส้นนี้ได้เช่นกัน"
....ผมเชื่อแบบนั้น แม้ว่าครั้งนี้จะล้มเหลวก็ตาม
....หวังว่าพวกท่านจะเจอคำตอบที่ดีกว่าผม
บอกเล่าประสบการณ์ สำหรับผู้ที่อยากจะลองกินอุดมการณ์แทนข้าว
....ระหว่างเรียนผมทำงานพิเศษเพื่อส่งตัวเองเรียน ฐานงานพิเศษเติบโตขึ้นจากพิมพ์งานแผ่นละ 8 บาท สู่การรับทำวิทยานิพนธ์ งานวิจัย ผลงานวิชาการ และงานเขียนโปรแกรม
....สายที่ผมถนัดผมเป็นพวก SA(นักวิเคราะห์ระบบ) ดังนั้นผมจึงพอจะวิเคราะห์สิ่งต่างๆ เพื่อสร้างความเป็นไปได้ในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ปัจจุบันงานพิเศษ ซึ่งตอนนี้ก็น่าจะพอเรียกตัวเองว่า Freelance ได้เต็มปากจึงจิปาถะ หลากหลาย และด้วยเหตุนี้ผมจึงได้มีโอกาสร่วมงานกับองค์กร หรือหน่วยงานหลายๆ หน่วยตามแต่เขาจะจ้าง ผมประทับใจหน่วยงานราชการ เพราะถึงแม้ว่าจะได้เงินยาก เรื่องมาก ค่าเดินทาง ค่าเซอร์วิสมีน้อย แต่จุดมุ่งหมายขององค์กรเขาก็ยังคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน
....ผมจึงอยากจะทำงานหน่วยงานราชการ เพื่อจะได้สร้างประโยชน์แก่สังคม ในตอนนั้นอาจจะเป็นเพราะ EGO ของตัวเองด้วยส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด แม้จะเล็กน้อยก็ตาม
....ได้ทำงานในโรงพยาบาลประจำจังหวัด แรกเข้าพนักงานบันทึกข้อมูลวุฒิ ปวส.
....พอทำงานไปได้ 2 ปี ปรับตำแหน่งเข้าพนักงานกระทรวงสาธารณสุข จากวุฒิ ปวส. หดเหลือ ม.6 เนื่องจากไม่มีวุฒิปวส. (แม้จะเอาป.ตรีสมัครก็ตาม)
....ด้านผลงาน ผมได้เข้าแข่งขันประกวดผลงานภายในโรงพยาบาลมา 3 ปี ชนะเลิศอันดับ 1 ในปีแรกและปีที่ 3 (ในปีที่ 2 เขาดันจัดผลงานผมไปรวมอยู่กับพวกการแพทย์เลยตกไป)
....ผลงานในปีล่าสุด ได้คัดเลือกเข้าเป็นหนึ่งในผลงานในเวทีแรกเปลี่ยนเรียนรู้ที่งานประชุมผลงานทางการแพทย์ของม.นเรศวร ปี 58
....ได้รับการคัดเลือกติด 1 ใน 55 งานให้ไปนำเสนองานแบบบรรยายประกอบโปสเตอร์ที่งานประชุมวิชาการหน่วยงานสนับสนุนทางการแพทย์ ปี 58
....สร้างแนวทางการลงข้อมูลทางการแพทย์ผ่านทาง tablet ได้ร่วมโครงงานกับรพ.พุทธชินราช และรพ.จุฬา(พี่ชายของท่านชัดชาติเป็นหัวหน้าโครงการ) จนได้ติดทีมไปนำเสนองานที่งานประชุมผลงานทางการแพทย์ (Ha national forum) ปี 57 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี
....ปี 58 พัฒนาโปรแกรมคัดกรองผู้ป่วยเพื่อสนับสนุนผลงานทางการแพทย์ของคุณหมอท่านหนึ่ง ซึ่งผลงานของคุณหมอได้ชนะเลิศงานประชุมผลงานทางการแพทย์ของม.นเรศวร(Hacc NU) ปี 58 และได้ติดไปนำเสนอที่งานประชุมผลงานทางการแพทย์ (Ha national forum) ปี 58 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี
....ปัจจุบันอายุงาน 4 ปี.... ก็ยังคงตำแหน่งวุฒิ.ม6 อยู่
....เงินเดือน 9 พัน หากทำโอทีจะได้ 375 ต่อ 6 ชั่วโมง
....ผมไม่เคยทำ OT เพราะเอาเวลาไปทำงานพิเศษของตนเองได้เงินเยอะกว่ามาก
....การโดนดูถูก เหยียดหยามรุนแรงมาก เข้าขั้นว่าชีวิตอดสู เพราะทำตัวเอง
....ผมใช้เวลา 4 ปีสร้างผลงานจนได้ถูกส่งประกวดภายนอกหน่วยงาน พยายามตั้งแต่การสร้างเอกลักษณ์ จุดยืน และความน่าเชื่อถือให้แก่ตนเอง
....ตำแหน่งงานของผมกระจอกที่สุดในหน่วยงาน ผมไม่สามารถจะเดินเข้าไปในห้องแล้วบอกว่า "ไงพวกเราวันนี้จะทำแบบนี้กัน!!" ไม่ได้
....เพราะกำลังน้อย เสียงก็เบาพูดไม่มีใครฟัง ดังนั้นจะต้องค่อยๆ โน้ม ค่อยๆ เกลา ค่อยๆ ดัด ให้ทุกสิ่งเป็นไปตามแนวทางที่ต้องการ หา back ช่วยสนับสนุน หาพวก หาจุดยึด เพื่อเสริมกำลัง เนื่องจากไร้อำนาจ
....บางครั้ง ก็จำเป็นต้องเลือกที่จะเอาตัวรอด มากกว่าที่จะทำสิ่งที่ถูก.....
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
....จากที่บอกเล่ามาทั้งหมด ไม่ใช่ว่าการกินอุดมการณ์นั้น "ไม่ดี" แต่จะต้องกิน "อย่างฉลาด"
....ผมได้ทดลองกับเวลาชีวิตของผม 4 ปีบนเส้นทางนี้ แล้วล้มเหลว ผมไม่อาจจะสร้างความเจริญให้แก่ตนเองได้ นั่นเพราะ "ผมเก่งไม่พอ"
....สำหรับผู้ที่ต้องการจะเดินตามเส้นทางนี้ มันไม่ใช่เส้นทางที่ "โง่" หรือ "สิ้นหวัง" แต่คุณจะต้อง "เก่ง" ซึ่งเก่งในที่นี้ไม่ใช่ฝีไม้ลายมือ แต่เก่งที่จะเอาตัวรอด รู้จังหวะที่จะตักตวงความเจริญก้าวหน้า รู้จักสร้างมิตร รู้จักเข้าหาเจ้านาย
....วลีที่ว่า "ทำดีได้ดี" ในมุมของการบริหาร.... สิ่งที่ดีที่คนดีจะได้คืออะไร? มีประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่
....ผมไม่ใช่พวกโลกสวย ทุกอย่างบนโลกใบนี้มี "ค่าใช้จ่าย" ทั้งนั้น
....อุดรการณ์ ความฝัน มันเป็นไปได้ยากในโลกแห่งความเป็นจริง
....เพียงแต่........... หากมันจะมีหนทางแค่เพียงเส้นเดียว.... และเป็นหนทางที่คนอีกหลายๆ คนรุ่นหลังจากเราจะต้องพาลพบ.... มันก็คงจะน่าหดหู่
....เพราะหาก "เราทำให้สิ่งใดๆ เกิดขึ้นบนโลกความเป็นจริงได้ เราก็น่าที่จะแทรกความฝันและอุดรการณ์ลงบนหนทางเส้นนี้ได้เช่นกัน"
....ผมเชื่อแบบนั้น แม้ว่าครั้งนี้จะล้มเหลวก็ตาม
....หวังว่าพวกท่านจะเจอคำตอบที่ดีกว่าผม