พอดีไปอ่านเจอมาค่ะ ขอนำมาแชร์ที่นี่นะคะ
การที่เราจะอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้องนั้น เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมนี้ให้เข้าใจเสียก่อน ถ้าเรายังไม่เข้าใจเรื่อง
ภาษาคน-ภาษาธรรมนี้อย่างถูกต้อง ถึงเราจะอ่านพระไตรปิฎกมาอย่างมากมายสักเท่าใดก็ตาม เราก็จะไม่เกิดความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธองค์ที่อยู่ในพระไตรปิฎกได้ ซ้ำจะยิ่งทำให้เกิดความสับสนมากขึ้นได้ เพราะยิ่งอ่านก็จะยิ่งพบความขัดแย้งของคำสอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก
แต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมนี้อย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะอ่านพระไตรปิฎกได้อย่างเข้าใจ
โดยพระพุทธเจ้านั้นจะมีวิธีการตรัสสอนผู้คนอยู่ ๒ ลักษณะ คือ
๑. ธัมมาธิษฐาน คือสอนโดยแสดงตัวธรรมะล้วนๆ
๒. ปุคคลาธิษฐาน คือสอนโดยยกตัวตนบุคคลมาเป็นธรรมะ
ธัมมาธิษฐานนั้นเป็นการสอน
ปรมัตถธรรมแก่ บุคคลที่พอจะเข้าใจธรรมะแล้ว ให้เข้าใจธรรมะยิ่งขึ้น เช่น สอนเรื่องธาตุ ขันธ์ อายตนะ และอริยสัจ ๔ เป็นต้น ซึ่งเราจะเรียกว่า
ภาษาธรรม เพราะเป็นการแสดงแต่เนื้อหาธรรมะที่ลึกซึ้งล้วนๆ
ส่วนการสอน
ศีลธรรมแก่บุคคลที่ยังไม่รู้ธรรมะนั้น พระพุทธองค์จะสอนอย่าง
ปุคคลาธิษฐาน คือเอาตัวธรรมะมาสมมติว่าเป็นบุคคลหรือสถานที่ต่างๆ แล้วแต่งให้เป็นเรื่องราวโดยให้มีหลักธรรมะอยู่ด้วย ซึ่งเราจะเรียกว่า
ภาษาคน เพราะสอนเหมือนศาสนาพราหมณ์ที่สอนว่ามีตัวตนบุคคลเหล่านั้นอยู่จริง ซึ่งภาษาคนที่ทรงใช้บ่อยๆก็ได้แก่คำตัวอย่างต่อไปนี้
โลก หมายถึง ความทุกข์ หรือสิ่งที่เรายึดถือกันอยู่
-
ยถึง การเกิดทางจิตใจ
ตาย-เกิด หมายถึง การที่จิตเปลี่ยนจากสภาวะหนึ่งไปเป็นอีกสภาวะหนึ่ง
สวรรค์ หมายถึง สภาวะจิตที่มีแต่ความสุขใจอิ่มใจ
นรก หมายถึง ความเดือดเนื้อร้อนใจ เหมือนไฟเผา
เทวดา หมายถึง การที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย และได้กามคุณที่ต้องการ
นางฟ้า หมายถึง ความสุขจากกามคุณชนิดต่างๆ
พรหม หมายถึง จิตที่เบื่อกามคุณ อยู่อย่างสงบ
อรูปพรหม หมายถึง จิตที่เห็นแล้วว่ารูปและวัตถุนี้ไม่แน่นอน ไม่ยึดติด มีความว่าง
คน หมายถึง การที่ต้องเหน็ดเหนื่อยทำงานแลกอาหาร, กามคุณ ทำสิ่งที่สุจริต
มนุษย์ หมายถึง ผู้มีใจสูง ผู้มีคุณธรรม (คนยังไม่ใช่มนุษย์)
อบายภูมิ หมายถึง ไม่มีความเจริญ
เดรัจฉาน หมายถึง ความโง่อย่างไม่น่าโง่ เกิดโมหะ ความหลงผิด
อสุรกาย (ผี) หมายถึง ความกลัว ความโกรธ
เปรต หมายถึง ความโลภ ความอยากได้อยากมี อยากเป็น
สัตว์ หมายถึง จิตที่ยังติดใจอยู่ในโลก (ในกามคุณ ๕)
สัตว์นรก หมายถึง จิตที่กำลังเร่าร้อนทรมาน (ร้อนใจ ทุกข์ใจมาก)
ยมบาล หมายถึง กฎอันเฉียบขาดของธรรมชาติ
มาร หมายถึง สิ่งที่มาทำลายล้างความดีความถูกต้องให้หายไป
วัฏฏะสงสาร หมายถึง จิตที่วนเวียนอยู่ในกิเลส-กรรม-วิบาก
นิพพาน หมายถึง จิตที่สงบเย็น เป็นต้น
เมื่อเราพบกับคำสอนในระดับศีลธรรมบางเรื่องที่มีอยู่มากมายในพระไตรปิฎก ที่ดูแล้วเหมือนกับคำสอนของศาสนาพราหมณ์ เราก็ควรจะแยกความหมายเหล่านั้นให้เป็นของพุทธเสียก่อน มิฉะนั้นเราอาจจะเข้าใจผิด คือคิดว่าพุทธก็สอนเหมือนกับพราหมณ์ (แต่บางเรื่องก็เป็นของพราหมณ์แท้ๆ ที่เราควรแยกออกไปเสียเพราะแปลความหมายเป็นพุทธไม่ได้) เช่น ถ้าพบการสอนว่า คนที่สร้างความดีตายแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ ก็หมายถึง เมื่อเราทำความดีเสร็จ เราก็จะเกิดความสุขใจอิ่มใจขึ้นมาทันที หรือคนที่ทำชั่วมากๆ ตายไปจะตกนรก ก็หมายถึงเมื่อเราทำความชั่วมากๆ เมื่อทำเสร็จเราก็จะเกิดความร้อนใจอย่างยิ่งขึ้นมาทันที เป็นต้น คือสรุปง่ายๆ ว่า คำสอนของพุทธนั้นจะอยู่ในจิตของตัวเราเองทั้งสิ้น คือเป็นสิ่งที่เราจะสามารถรู้สึกได้จริงในปัจจุบัน โดยไม่ต้องใช้การจินตนาการหรือคิดเพ้อฝันอย่างของพราหมณ์
คัดลอกจาก
http://www.whatami.net/tri/tri.html
ภาษาคน-ภาษาธรรม
การที่เราจะอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้องนั้น เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมนี้ให้เข้าใจเสียก่อน ถ้าเรายังไม่เข้าใจเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมนี้อย่างถูกต้อง ถึงเราจะอ่านพระไตรปิฎกมาอย่างมากมายสักเท่าใดก็ตาม เราก็จะไม่เกิดความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธองค์ที่อยู่ในพระไตรปิฎกได้ ซ้ำจะยิ่งทำให้เกิดความสับสนมากขึ้นได้ เพราะยิ่งอ่านก็จะยิ่งพบความขัดแย้งของคำสอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมนี้อย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะอ่านพระไตรปิฎกได้อย่างเข้าใจ
โดยพระพุทธเจ้านั้นจะมีวิธีการตรัสสอนผู้คนอยู่ ๒ ลักษณะ คือ
๑. ธัมมาธิษฐาน คือสอนโดยแสดงตัวธรรมะล้วนๆ
๒. ปุคคลาธิษฐาน คือสอนโดยยกตัวตนบุคคลมาเป็นธรรมะ
ธัมมาธิษฐานนั้นเป็นการสอนปรมัตถธรรมแก่ บุคคลที่พอจะเข้าใจธรรมะแล้ว ให้เข้าใจธรรมะยิ่งขึ้น เช่น สอนเรื่องธาตุ ขันธ์ อายตนะ และอริยสัจ ๔ เป็นต้น ซึ่งเราจะเรียกว่า ภาษาธรรม เพราะเป็นการแสดงแต่เนื้อหาธรรมะที่ลึกซึ้งล้วนๆ
ส่วนการสอนศีลธรรมแก่บุคคลที่ยังไม่รู้ธรรมะนั้น พระพุทธองค์จะสอนอย่างปุคคลาธิษฐาน คือเอาตัวธรรมะมาสมมติว่าเป็นบุคคลหรือสถานที่ต่างๆ แล้วแต่งให้เป็นเรื่องราวโดยให้มีหลักธรรมะอยู่ด้วย ซึ่งเราจะเรียกว่า ภาษาคน เพราะสอนเหมือนศาสนาพราหมณ์ที่สอนว่ามีตัวตนบุคคลเหล่านั้นอยู่จริง ซึ่งภาษาคนที่ทรงใช้บ่อยๆก็ได้แก่คำตัวอย่างต่อไปนี้
โลก หมายถึง ความทุกข์ หรือสิ่งที่เรายึดถือกันอยู่
- ยถึง การเกิดทางจิตใจ
ตาย-เกิด หมายถึง การที่จิตเปลี่ยนจากสภาวะหนึ่งไปเป็นอีกสภาวะหนึ่ง
สวรรค์ หมายถึง สภาวะจิตที่มีแต่ความสุขใจอิ่มใจ
นรก หมายถึง ความเดือดเนื้อร้อนใจ เหมือนไฟเผา
เทวดา หมายถึง การที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย และได้กามคุณที่ต้องการ
นางฟ้า หมายถึง ความสุขจากกามคุณชนิดต่างๆ
พรหม หมายถึง จิตที่เบื่อกามคุณ อยู่อย่างสงบ
อรูปพรหม หมายถึง จิตที่เห็นแล้วว่ารูปและวัตถุนี้ไม่แน่นอน ไม่ยึดติด มีความว่าง
คน หมายถึง การที่ต้องเหน็ดเหนื่อยทำงานแลกอาหาร, กามคุณ ทำสิ่งที่สุจริต
มนุษย์ หมายถึง ผู้มีใจสูง ผู้มีคุณธรรม (คนยังไม่ใช่มนุษย์)
อบายภูมิ หมายถึง ไม่มีความเจริญ
เดรัจฉาน หมายถึง ความโง่อย่างไม่น่าโง่ เกิดโมหะ ความหลงผิด
อสุรกาย (ผี) หมายถึง ความกลัว ความโกรธ
เปรต หมายถึง ความโลภ ความอยากได้อยากมี อยากเป็น
สัตว์ หมายถึง จิตที่ยังติดใจอยู่ในโลก (ในกามคุณ ๕)
สัตว์นรก หมายถึง จิตที่กำลังเร่าร้อนทรมาน (ร้อนใจ ทุกข์ใจมาก)
ยมบาล หมายถึง กฎอันเฉียบขาดของธรรมชาติ
มาร หมายถึง สิ่งที่มาทำลายล้างความดีความถูกต้องให้หายไป
วัฏฏะสงสาร หมายถึง จิตที่วนเวียนอยู่ในกิเลส-กรรม-วิบาก
นิพพาน หมายถึง จิตที่สงบเย็น เป็นต้น
เมื่อเราพบกับคำสอนในระดับศีลธรรมบางเรื่องที่มีอยู่มากมายในพระไตรปิฎก ที่ดูแล้วเหมือนกับคำสอนของศาสนาพราหมณ์ เราก็ควรจะแยกความหมายเหล่านั้นให้เป็นของพุทธเสียก่อน มิฉะนั้นเราอาจจะเข้าใจผิด คือคิดว่าพุทธก็สอนเหมือนกับพราหมณ์ (แต่บางเรื่องก็เป็นของพราหมณ์แท้ๆ ที่เราควรแยกออกไปเสียเพราะแปลความหมายเป็นพุทธไม่ได้) เช่น ถ้าพบการสอนว่า คนที่สร้างความดีตายแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ ก็หมายถึง เมื่อเราทำความดีเสร็จ เราก็จะเกิดความสุขใจอิ่มใจขึ้นมาทันที หรือคนที่ทำชั่วมากๆ ตายไปจะตกนรก ก็หมายถึงเมื่อเราทำความชั่วมากๆ เมื่อทำเสร็จเราก็จะเกิดความร้อนใจอย่างยิ่งขึ้นมาทันที เป็นต้น คือสรุปง่ายๆ ว่า คำสอนของพุทธนั้นจะอยู่ในจิตของตัวเราเองทั้งสิ้น คือเป็นสิ่งที่เราจะสามารถรู้สึกได้จริงในปัจจุบัน โดยไม่ต้องใช้การจินตนาการหรือคิดเพ้อฝันอย่างของพราหมณ์
คัดลอกจาก http://www.whatami.net/tri/tri.html