ในระหว่างการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ซึ่งมีวาระพิจารณารายงาน
ของคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องสรุป
ความเห็นหรือข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำ
สภา 18 คณะ ได้มีการอภิปรายถึงข้อเสนอในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
ทางตรง โดยมีสมาชิกบางส่วนที่อภิปรายในประเด็นดังกล่าว ดังนี้
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อภิปรายในประเด็นนี้ว่า ข้อเสนอระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีคณะรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งโดยตรง
เป็นระบบที่เป็นนวัตกรรมใหม่จริงๆ แม้แต่ประเทศที่มีระบบรัฐสภา กว่า 60 ประเทศ ไม่มีประเทศ
ไหนเคยใช้ ระบบนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ตนศึกษาระบบนี้มานาน ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า
ระบบรัฐสภาที่ทำให้เป็นระบบประธานาธิบดี คำถามที่ต้องตอบวันนี้
1.ความเสี่ยงถ้าเลือกตั้งครม.โดยตรง จะทำให้พรรค ข. ทั้งหัวหน้าพรรคและคนของพรรคตกงาน
อยู่บ้าน 4 ปี ทำอะไรไม่ได้เลย ตอบได้หรือไม่ว่า ความสงบสุขจะเกิดขึ้น ถ้าตอบได้ก็น่าจะพิจารณา
2.มีความเสี่ยงที่จะได้นายกรัฐมนตรีมาจากกระแส เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ได้ดารามาเป็นประธานาธิบดี
3.มีความเสี่ยงที่เมื่อมีนายกรัฐมนตรีและครม.ที่เข้มแข็งเกินไป จะปลดไม่ได้ นายกรัฐมนตรีปรับครม.
ก็ลำบาก เพราะต่างคนต่างมาจากการเลือกตั้งของประชาชน
4.ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สูงมาก คือนายกรัฐมนตรีมีอำนาจมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะ
แบ่งแยกอำนาจเทียม ที่นายกรัฐมนตรีเสนอกฎหมายและงบประมาณได้ หรือเรียกว่าระบบรัฐสภา
ทำให้เป็นระบบซูเปอร์ประธานาธิบดี เกิดอำนาจล้นฟ้า เมื่อฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเป็นพรรค
เดียวกัน เพราะผู้เสนอและผู้พิจารณากฎหมายเป็นพรรคเดียวกัน การตั้งกระทู้ถามก็ไม่มีประโยชน์
5.ความเสี่ยงเรื่องระบบตรวจสอบ ซึ่งระบบตรวจสอบ ที่กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสนอมา ไม่เพียงพอที่จะ
จำกัดอำนาจมหาศาลที่รัฐบาลมี และไม่สามารถถอดถอน
นายกฯ และครม.จากตำแหน่งได้
นายอลงกรณ์ พลบุตร สปช. อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยในเรื่องการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี
(ครม.) โดยตรง โดยมีข้อเสนอ 6 เรื่อง ดังนี้
1.นายกฯควรมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ โดยการเลือกจากส.ส.
2.การเสนอรายชื่อครม.ควรเสนออย่างเปิดเผยในช่วงหาเสียงเพื่อประกอบการตัดสินใจของประชาชน
3.สภาผู้แทนราษฎรคงรูปแบบเดิม
4.วุฒิสภาควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และมาจากการเลือกองค์กรวิชาชีพต่างๆ
5.ในระบบถ่วงดุล การอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องไม่มีการลงมติ เพราะที่ผ่านเมื่อมีการลงมติเสียงข้างมาก
ไม่เคยยึดความถูกต้องชอบธรรม ซึ่งนี่คือความล้มเหลวและปมใหญ่ที่เราต้องแก้ไข จึงเสนอตั้งศาล
ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้ส.ส.ส่งเอกสารประกอบการอภิปรายให้ศาลวินิจฉัยภายใน 120 วัน
เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ และ
6.ต้องสร้างพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันพรรคการเมือง โดยปฏิรูปพรรคการเมือง เพื่อที่วันข้างหน้า
เราจะได้มีส.ส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่เป็นตัวแทนของนายทุนหรือผู้ใหญ่ในพรรคการเมือง
ไม่กี่คน
นายคำนูณ สิทธิสมาน สปช. และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ต้องใช้ความรอบคอบกับการพิจารณา
ถึงระบบการเมืองที่ยั่งยืน ยาวนาน ดังนั้นการสร้างระบบรัฐบาลที่เข้มแข็งต้องพิจารณาให้ดี อย่างไรก็ตาม
วิกฤตการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าเกิดจากความเข้มแข็งของรัฐบาลและกินรวบทั้งระบบเศรษฐกิจ
และการเมือง ดังนั้นหากใช้วิธีเลือก ครม. โดยตรงและได้รับคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 20 ล้านเสียง หากได้
ครม.ไม่ดี มาจากการซื้อเสียงอาจก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองได้ นอกจากนั้นแล้วกรณีที่จะมีการปรับครม.
ที่มาจากการเลือกของประชาชนจะสามารถทำได้โดยอำนาจของนายกฯ หรือไม่ และกระทบพระราชอำนาจ
ของพระมหากษัตริย์ในการโปรดเกล้าฯ ให้ออกจากตำแหน่งหรือไม่
นายนันทวัฒน์ บรมานันท์ สปช. กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง เพราะอาจเกิด
ปัญหามาก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการซื้อเสียง แม้ว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 กับ 2550 มีการวางกลไกเอา
ไว้อย่างป้องกันได้เต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ การเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง จะทำให้มีการ
ผูกขาดทางการเมือง จะเห็นได้ว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่มีการเลือกนายกฯ โดยตรงก็ตาม
แต่คนที่ขึ้นมาเป็นนายกฯ บางคนดูคล้ายกับว่ามีการผูกขาดในการใช้อำนาจทางการเมือง และนำไปสู่
ปัญหาต่างๆ มากมายเช่นกัน นายทุนหรือหัวหน้าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีทุนมากพอที่จะได้เสียงจาก
ประชาชน ก็จะเป็นผู้ที่จะเข้ามาควบคุมธุรกิจการเมือง และจะทำให้การแก้ปัญหายากยิ่งขึ้นไปอีก และหาก
นายกฯกับเสียงข้างมากในสภาฯเป็นข้างเดียวกัน ก็จะเกิดปัญหาตามมากอีกเช่นกัน
"นายกฯ ในระบบรัฐสภาแบบเดิมเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดแล้ว แต่เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีการ
ตรวจสอบการเลือกตั้งให้ได้ผลดีขึ้นและต้องทำมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อที่จะได้คนที่ดีที่สุดเข้ามา
ขณะที่ประเด็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ครม.นั้น ขอเสนอว่า เมื่อเราได้บุคคลที่เป็นนายกฯแล้ว และ
ต้องจัดทำบัญชีรายชือ ครม. ควรใช้เวลาสั้นๆ ก่อนกระบวนการทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง ส่งรายชื่อนำ
เสนอเพื่อให้สภาฯ พิจารณาให้ความคิดเห็น โดยเน้น 2 ส่วน คือ ความซื่อสัตย์สุจริต กับ ความถนัด
หรือความชำนาญเฉพาะด้าน ขณะเดียวกัน ก็ให้สังคมภายนอกได้ตรวจสอบ ก็จะช่วยกลั่นกรองคุณ
สมบัติของบุคคลที่จะเข้ามาเป็น ครม. ได้ก่อน หากการตรวจสอบพบว่าเป็นคนที่สังคมไม่สนับสนุน
นายกฯ ก็ไม่ต้องตั้งบุคคลคนนั้น และให้บุคคลอื่นมาเป็นแทน" นายนันทวัฒน์ กล่าว
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้อภิปรายสนับ
สนุนให้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมีการซื้อเสียงเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร
จึงจำเป็นต้องปฏิรูป ถ้าไม่ทำวันนี้จะหมดโอกาส เพราะการเข้าสู่ตำแหน่งมีการใช้เงินซื้อเข้ามา จึงมี
การถอนทุนคืนและหากำไร เพื่อใช้เป็นทุนเลือกตั้งครั้งต่อไป ระบบรัฐสภาในปัจจุบันเป็นบ่อเกิดแห่ง
การทุจริตทั้งประเทศ แม้ปัจจุบันมีนายกฯ มาจากการรัฐประหาร แต่ยังดีกว่านายกฯ ที่มาจากการเลือก
ของสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่มีการใช้อำนาจเกินเลย เพียงแต่ไม่ได้รับการยอมรับเพราะมาจากการ
รัฐประหาร
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1418845824
สปช. อภิปรายประเด็นเลือกนายกฯ-ครม.ทางตรง มีแนวโน้มค้านมากกว่าเห็นด้วย .... ข่าวมติชนออนไลน์../sao..เหลือ..noi
ของคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องสรุป
ความเห็นหรือข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำ
สภา 18 คณะ ได้มีการอภิปรายถึงข้อเสนอในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
ทางตรง โดยมีสมาชิกบางส่วนที่อภิปรายในประเด็นดังกล่าว ดังนี้
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อภิปรายในประเด็นนี้ว่า ข้อเสนอระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีคณะรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งโดยตรง
เป็นระบบที่เป็นนวัตกรรมใหม่จริงๆ แม้แต่ประเทศที่มีระบบรัฐสภา กว่า 60 ประเทศ ไม่มีประเทศ
ไหนเคยใช้ ระบบนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ตนศึกษาระบบนี้มานาน ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า
ระบบรัฐสภาที่ทำให้เป็นระบบประธานาธิบดี คำถามที่ต้องตอบวันนี้
1.ความเสี่ยงถ้าเลือกตั้งครม.โดยตรง จะทำให้พรรค ข. ทั้งหัวหน้าพรรคและคนของพรรคตกงาน
อยู่บ้าน 4 ปี ทำอะไรไม่ได้เลย ตอบได้หรือไม่ว่า ความสงบสุขจะเกิดขึ้น ถ้าตอบได้ก็น่าจะพิจารณา
2.มีความเสี่ยงที่จะได้นายกรัฐมนตรีมาจากกระแส เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ได้ดารามาเป็นประธานาธิบดี
3.มีความเสี่ยงที่เมื่อมีนายกรัฐมนตรีและครม.ที่เข้มแข็งเกินไป จะปลดไม่ได้ นายกรัฐมนตรีปรับครม.
ก็ลำบาก เพราะต่างคนต่างมาจากการเลือกตั้งของประชาชน
4.ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สูงมาก คือนายกรัฐมนตรีมีอำนาจมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะ
แบ่งแยกอำนาจเทียม ที่นายกรัฐมนตรีเสนอกฎหมายและงบประมาณได้ หรือเรียกว่าระบบรัฐสภา
ทำให้เป็นระบบซูเปอร์ประธานาธิบดี เกิดอำนาจล้นฟ้า เมื่อฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเป็นพรรค
เดียวกัน เพราะผู้เสนอและผู้พิจารณากฎหมายเป็นพรรคเดียวกัน การตั้งกระทู้ถามก็ไม่มีประโยชน์
5.ความเสี่ยงเรื่องระบบตรวจสอบ ซึ่งระบบตรวจสอบ ที่กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสนอมา ไม่เพียงพอที่จะ
จำกัดอำนาจมหาศาลที่รัฐบาลมี และไม่สามารถถอดถอน
นายกฯ และครม.จากตำแหน่งได้
นายอลงกรณ์ พลบุตร สปช. อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยในเรื่องการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี
(ครม.) โดยตรง โดยมีข้อเสนอ 6 เรื่อง ดังนี้
1.นายกฯควรมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ โดยการเลือกจากส.ส.
2.การเสนอรายชื่อครม.ควรเสนออย่างเปิดเผยในช่วงหาเสียงเพื่อประกอบการตัดสินใจของประชาชน
3.สภาผู้แทนราษฎรคงรูปแบบเดิม
4.วุฒิสภาควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และมาจากการเลือกองค์กรวิชาชีพต่างๆ
5.ในระบบถ่วงดุล การอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องไม่มีการลงมติ เพราะที่ผ่านเมื่อมีการลงมติเสียงข้างมาก
ไม่เคยยึดความถูกต้องชอบธรรม ซึ่งนี่คือความล้มเหลวและปมใหญ่ที่เราต้องแก้ไข จึงเสนอตั้งศาล
ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้ส.ส.ส่งเอกสารประกอบการอภิปรายให้ศาลวินิจฉัยภายใน 120 วัน
เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ และ
6.ต้องสร้างพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันพรรคการเมือง โดยปฏิรูปพรรคการเมือง เพื่อที่วันข้างหน้า
เราจะได้มีส.ส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่เป็นตัวแทนของนายทุนหรือผู้ใหญ่ในพรรคการเมือง
ไม่กี่คน
นายคำนูณ สิทธิสมาน สปช. และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ต้องใช้ความรอบคอบกับการพิจารณา
ถึงระบบการเมืองที่ยั่งยืน ยาวนาน ดังนั้นการสร้างระบบรัฐบาลที่เข้มแข็งต้องพิจารณาให้ดี อย่างไรก็ตาม
วิกฤตการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าเกิดจากความเข้มแข็งของรัฐบาลและกินรวบทั้งระบบเศรษฐกิจ
และการเมือง ดังนั้นหากใช้วิธีเลือก ครม. โดยตรงและได้รับคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 20 ล้านเสียง หากได้
ครม.ไม่ดี มาจากการซื้อเสียงอาจก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองได้ นอกจากนั้นแล้วกรณีที่จะมีการปรับครม.
ที่มาจากการเลือกของประชาชนจะสามารถทำได้โดยอำนาจของนายกฯ หรือไม่ และกระทบพระราชอำนาจ
ของพระมหากษัตริย์ในการโปรดเกล้าฯ ให้ออกจากตำแหน่งหรือไม่
นายนันทวัฒน์ บรมานันท์ สปช. กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง เพราะอาจเกิด
ปัญหามาก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการซื้อเสียง แม้ว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 กับ 2550 มีการวางกลไกเอา
ไว้อย่างป้องกันได้เต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ การเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง จะทำให้มีการ
ผูกขาดทางการเมือง จะเห็นได้ว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่มีการเลือกนายกฯ โดยตรงก็ตาม
แต่คนที่ขึ้นมาเป็นนายกฯ บางคนดูคล้ายกับว่ามีการผูกขาดในการใช้อำนาจทางการเมือง และนำไปสู่
ปัญหาต่างๆ มากมายเช่นกัน นายทุนหรือหัวหน้าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีทุนมากพอที่จะได้เสียงจาก
ประชาชน ก็จะเป็นผู้ที่จะเข้ามาควบคุมธุรกิจการเมือง และจะทำให้การแก้ปัญหายากยิ่งขึ้นไปอีก และหาก
นายกฯกับเสียงข้างมากในสภาฯเป็นข้างเดียวกัน ก็จะเกิดปัญหาตามมากอีกเช่นกัน
"นายกฯ ในระบบรัฐสภาแบบเดิมเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดแล้ว แต่เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีการ
ตรวจสอบการเลือกตั้งให้ได้ผลดีขึ้นและต้องทำมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อที่จะได้คนที่ดีที่สุดเข้ามา
ขณะที่ประเด็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ครม.นั้น ขอเสนอว่า เมื่อเราได้บุคคลที่เป็นนายกฯแล้ว และ
ต้องจัดทำบัญชีรายชือ ครม. ควรใช้เวลาสั้นๆ ก่อนกระบวนการทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง ส่งรายชื่อนำ
เสนอเพื่อให้สภาฯ พิจารณาให้ความคิดเห็น โดยเน้น 2 ส่วน คือ ความซื่อสัตย์สุจริต กับ ความถนัด
หรือความชำนาญเฉพาะด้าน ขณะเดียวกัน ก็ให้สังคมภายนอกได้ตรวจสอบ ก็จะช่วยกลั่นกรองคุณ
สมบัติของบุคคลที่จะเข้ามาเป็น ครม. ได้ก่อน หากการตรวจสอบพบว่าเป็นคนที่สังคมไม่สนับสนุน
นายกฯ ก็ไม่ต้องตั้งบุคคลคนนั้น และให้บุคคลอื่นมาเป็นแทน" นายนันทวัฒน์ กล่าว
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้อภิปรายสนับ
สนุนให้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมีการซื้อเสียงเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร
จึงจำเป็นต้องปฏิรูป ถ้าไม่ทำวันนี้จะหมดโอกาส เพราะการเข้าสู่ตำแหน่งมีการใช้เงินซื้อเข้ามา จึงมี
การถอนทุนคืนและหากำไร เพื่อใช้เป็นทุนเลือกตั้งครั้งต่อไป ระบบรัฐสภาในปัจจุบันเป็นบ่อเกิดแห่ง
การทุจริตทั้งประเทศ แม้ปัจจุบันมีนายกฯ มาจากการรัฐประหาร แต่ยังดีกว่านายกฯ ที่มาจากการเลือก
ของสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่มีการใช้อำนาจเกินเลย เพียงแต่ไม่ได้รับการยอมรับเพราะมาจากการ
รัฐประหาร
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1418845824