++ เมื่อฉันไปเป็นอาสาสมัครช่วยผู้ประสบภัยจากพายุไต้ฝุ่นโยลันดาที่ Guiuan, Eastern Samar

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ  กระทู้นี้เป็นตอนพิเศษของชุด It’s More Fun in The Philippines ซึ่งจขกท.จะเล่าเรื่องการเป็นอาสาสมัครช่วยผู้ประสบภัยจากพายุไต้ฝุ่นโยลันดา (ไห่เยี่ยน) ที่ Guiuan, Eastern Samar

เนื่องจากจขกท.มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายวิธีการทำงานและสภาพปัจจุบันของผู้ประสบภัย  รวมทั้งอยากเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนที่สนใจงานอาสาสมัคร  จขกท. ขอไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับชื่อองค์กรหรือช่องทางในการบริจาค  แล้วแต่ความสะดวกของเพื่อนๆ ที่สนใจ  ถ้าความช่วยเหลือไปถึงผู้ประสบภัยก็เป็นประโยชน์เหมือนกันทั้งนั้น

จขกท.เองมีความรู้จำกัดเรื่องโปรแกรม (การดำเนินโครงการบรรเทาทุกข์โดยตรง)  ศัพท์เทคนิคภาษาไทยไม่รู้เลย ถ้านึกคำไม่ออกขอใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษแล้วอธิบายภาษาไทยง่ายๆ ให้ฟังนะคะ  ถ้าเพื่อนๆ มีความรู้โดยตรง  เข้ามาเสริมได้เลยนะคะ

จขกท. เขียนกระทู้นี้จากความคิดและประสบการณ์ส่วนตัวโดยไม่ได้เป็นตัวแทนขององค์กรอย่างเป็นทางการ  ดังนั้นขอไม่เปิดเผยชื่อหน่วยงาน บุคคล หรือลงรูปที่เห็นหน้าผู้รับผลประโยชน์ โดยตรง  แต่ถ้าเพื่อนๆ มีคำถามเจาะลึกลองหลังไมค์มานะคะ  ถ้าเป็นข้อมูลที่เปิดเผยได้ จขกท. ยินดีตอบให้

มาเดินทางกันเลยค่ะ ยิ้ม



------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
12 ธ.ค. เวลา 20.00 น.

ฉันนั่งเสิร์ชข้อมูลเที่ยวบินจากมะนิลาไปเซบูของฟิลิปปินส์แอร์ไลน์

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อฉันมีวันลาพักร้อนวันที่ 16 – 20 ธ.ค. และจะบินกลับไทยวันที่ 21 แต่ยังไม่ได้วางแผนเที่ยวเพราะเพิ่งกลับมาจากเกาะโบราไคย์  ลองคิดเล่นๆ ว่าจะไปวีแกน  บาเกียว  พอดีวันนี้เจอเจ็น (ตัวละครจากกระทู้ It’s More Fun in The Philippines ตอนที่ 3) ซึ่งลาพักร้อนเหมือนกัน  เจ็นบอกฉันว่าจะไปอาสาช่วยผู้ประสบภัยจากไต้ฝุ่นโยลันดากับมูลนิธิในฟิลิปปินส์  ฉันแปลกใจเพราะรู้ว่าที่นี่ไม่เปิดรับอาสาสมัครทั่วไปสำหรับโครงการไต้ฝุ่นโยลันดาแต่ เจ็นบอกว่าได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ  และโทร.ไปขอผู้บริหารของมูลนิธิให้ฉันไปด้วย  ฉันไม่มีข้อมูลเลยว่าต้องไปทำอะไร  รู้แต่ว่าบินไปสำนักงานมูลนิธิที่เซบูที่ดูแลโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งครอบคลุมเกาะเซบู (Cebu) เลย์เต (Layte) และอีสเติร์น ซามาร์ (Eastern Samar)  ฉันคิดเอาเองว่าด้วยความไม่มีประสบการณ์ตรงทางโปรแกรม อาจจะได้แค่ช่วยระบบบัญชีการเงินที่ตัวเองมีความเชี่ยวชาญ  การไปเป็นอาสาสมัครหมายความว่าฉันต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางเองทั้งหมด  ซึ่งไม่เป็นปัญหาสำหรับฉันแต่อย่างใด

ฉันกับเจ็นทำงานในฝ่ายการเงินที่สำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกขององค์กรระหว่างประเทศด้านที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่ง  เราทำงานสนับสนุนมูลนิธิของประเทศต่างๆ ในแถบนี้  ออฟฟิศของมูลนิธิฟิลิปปินส์เป็นเพื่อนบ้านกับออฟฟิศสำนักงานภูมิภาคและต้องทำงานร่วมกันเป็นประจำ  ปกติแล้วฉันรู้จักแต่พนักงานการเงินของมูลนิธิแต่ไม่รู้จักฝ่ายอื่นเท่าไหร่ถึงแม้จะเห็นหน้ากันประจำ

หลังจากได้ไฟเขียว  ฉันได้ข้อมูลเที่ยวบินของเจ็นกับเอ เพื่อนชาวฟิลิปปินส์อีกคนที่ไปด้วย มาดูเที่ยวบินของตัวเอง  เจ็นกับเอไปวันจันทร์ที่ 16 เที่ยวตีห้า กลับวันที่ 21 เที่ยวหนึ่งทุ่ม  ฉันไม่สามารถกลับวันเดียวกับเพื่อนได้เพราะต้องกลับมะนิลาก่อนกลับไทยอีกที  เลยได้เที่ยวบินราคาถูกที่สุดตอนบ่ายสามโมง  ค่าตั๋วเครื่องบิน 4,800 เปโซ  เรียบร้อยแล้วฉันส่งเมล์หาเจ็นกับเอบอกรายละเอียดเที่ยวบินและถามว่าต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง  ต้องไปนอนสนามบินเหมือนคราวไปโบราไคย์หรือเปล่า

15 ธ.ค. เวลา 22.00 น.
ฉันเช็คอีเมล์  ยังไม่มีคำตอบจากเจ็นและเอ  มารู้ทีหลังว่าเค้าเพิ่งเช็คเมล์ตอนดึกแล้วและคิดว่าฉันคงเตรียมตัวไม่ทัน  จากประสบการณ์นอน Terminal 4 คราวก่อนไม่ประทับใจ  เลยตัดสินใจออกจากคอนโดตอนตีสามวันจันทร์  ยังดีที่แถวคอนโดหาแท็กซี่ได้ง่ายไม่ต้องรอนาน  ที่จริงที่นั่ง Terminal 2 ไม่เหมือน Terminal 4 สามารถนอนยาวได้สบายอยู่  แต่การไม่นอนสนามบินก็เป็นการตัดสินใจที่ดีแล้ว

16 ธ.ค.
เจ็น เอ และฉันถึงสนามบินแม็คแทนที่เซบูตอนหกโมงเช้า  เอเป็นเพื่อนที่ออฟฟิศที่เพิ่งลาออก  ทางมูลนิธิเลยทาบทามให้ไปช่วยเพราะมีประสบการณ์ตรงด้านโปรแกรม  เจ็นกับเอบอกฉันว่าเราอาจจะได้ไปตาโคลบันกัน  เรานั่งรอทีมจากมูลนิธิที่มาเที่ยวบินถัดไป  พอพร้อมหน้าก็ขึ้นแท็กซี่ไปโรงแรมกัน   ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงจากสนามบินเพราะการจราจรติดขัด  เราพักที่โรงแรม Express Inn ไม่ไกลจากห้าง SM Cebu  โรงแรม Express Inn ถือว่าคุ้มราคาทีเดียว  ค่าห้องคืนละ 500 เปโซต่อคน  ไม่รวมอาหารเช้า  แต่มีไวไฟ  น้ำอุ่น  หลังจากฝากของที่ห้องทีมแล้วก็ไปออฟฟิศกัน  แผนที่ฉันรู้ตอนนั้นคือเราจะไปเมืองกีวาน (Guiuan) ในจังหวัดอีสเติร์น ซามาร์ (Eastern Samar) กัน  เราต้องนั่งเรือข้ามฟากจากเซบูไปออร์มอค (Ormoc) บนเกาะเลย์เต  หลังจากนั้นนั่งรถจากออร์มอคไปกีวาน  ซึ่งเส้นทางจะผ่านตาโคลบันก่อน  การเดินทางด้วยเรือใช้เวลา 3 ชม. และรถอีก 7 ชม.  ปัญหาคือเราไม่สามารถเช่ารถได้เพราะราคาสูงกว่าปกติ และโรงแรมก็อาจจะเต็มเพราะมีจำกัดในขณะที่มีเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศเข้าไปช่วยเหลือจำนวนมากกว่า  ณ ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าจะไปที่หมายด้วยวิธีใดและจะนอนที่ไหน  อย่างแย่สุดคือหารถประจำทาง และนอนในถุงนอน



ที่ออฟฟิศเราเจอเอ็ม ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติจากสำนักงานภูมิภาคยุโรปและแอฟริกา และเจ ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติจากสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  เพื่อนร่วมงานของฉันเอง  เอ็มเพิ่งกลับมาจากอีสเติร์น ซามาร์  ข้อมูลล่าสุดที่ได้คือเราจะไปอีสเติร์น ซามาร์  พอเอ็มรู้ก็บอกว่า “พวกคุณต้องเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งมากเลยนะ” ฉันเลยถามไปว่าเค้าพักที่ไหน  เอ็มคิดอยู่ครู่นึงแล้วบอกว่าโรงแรมก็เป็นเหมือนตึกอยู่ติดหาด  ไม่มีไฟ  ไม่มีสัญญาณมือถือ  พอมีห้องน้ำให้เข้าได้ห้องนึง  นอกจากนั้นเอ็มเล่าถึงขั้นตอนการแจกชุดซ่อมแซมบ้านที่เขาไปมาอาทิตย์ก่อน  เขาหันมามองฉัน “สงสัยยูต้องทำเหมือนที่ไอทำ  คือเป็นคนคอยถ่ายรูปและวิดีโอต่างๆ เนื่องจากยูพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้”

การช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยของโครงการภัยพิบัติมีหลักๆ 3 แบบคือ ที่พักอาศัยชั่วคราว เช่น พวกเต็นท์  ชุดซ่อมแซมบ้าน คือวัสดุซ่อมแซมบ้าน เช่น ไม้ สังกะสี ตะปู ฆ้อน เลื่อย และแบบสุดท้ายคือที่พักอาศัยถาวร  การช่วยเหลือ 2 อย่างแรกเป็นการช่วยเหลือที่เข้าไปทันทีหลังเกิดภัยพิบัติ  ส่วนอย่างหลังเป็นการช่วยเหลือระยะยาวหลังจากได้รับการช่วยเหลือ 2 อย่างแรกแล้ว  ขณะนี้โครงการของมูลนิธิทำการช่วยเหลือแบบที่ 2 เข้าไปแจกจ่ายชุดซ่อมแซมบ้านเพื่อให้ผู้ประสบภัยนำวัสดุที่ได้รับไปซ่อมแซมบ้านให้กลับมาพออยู่ได้ชั่วคราว

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมมูลนิธิไม่เปิดรับอาสาสมัครต่างชาติ  สาเหตุมีหลายข้อ เช่นข้อที่ฉันกล่าวถึงข้างบน  การทำงานกับชาวบ้านต้องใช้คนท้องถิ่นที่สามารถสื่อสารกันได้  ขนาดคนฟิลิปปินส์ด้วยกันเองยังคุยกันลำบาก อย่างทีมที่ฉันไปด้วยใช้ภาษาตากาล็อกเป็นหลักในขณะที่ภาษาท้องถิ่นที่นั่นคือ วาไร วาไร  นอกจากนั้นยังมีสาเหตุด้านความปลอดภัย  เพราะสภาพความเป็นอยู่ช่วงนี้ยังไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานที่อาสาสมัครสามารถอยู่ได้อย่างไม่มีปัญหา  อีกอย่างคือโครงการภัยพิบัติเป็นงานที่ไม่แน่นอน ต้องตัดสินใจเร็ว ในการเดินทางของอาสาสมัครต่างประเทศต้องมีเรื่องเที่ยวบินและอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในขณะที่การทำงานแจกจ่ายชุดซ่อมแซมบ้านไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับวัสดุที่มี  ถ้าไม่มีวัสดุก็ทำอะไรไม่ได้

ตอนสิบเอ็ดโมงเราประชุมทีมกัน  ทุกคนเป็นคนฟิลิปปินส์ มีฉันเป็นคนต่างชาติคนเดียว  “ยูพูดตากาล็อกกันก็ได้นะ” ฉันบอกคนอื่นไม่อยากเป็นภาระ  “ไม่เป็นไร บางทีเราก็ประชุมภาษาอังกฤษแหละ”
แอล เป็นหัวหน้าทีมโครงการภัยพิบัติ  เธออายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี แต่มีความเป็นผู้ใหญ่สูงมาก
อาร์ เป็นเจ้าหน้าที่อาวุโส  ผู้ชายคนเดียวในทีม
เอส เป็นเจ้าหน้าที่อาวุโส เธอเป็นคนเงียบๆ
แคท เป็นน้องนุชสุดท้องในทีม  เด็กกว่าฉัน 10 ปี
สรุป ทีมของเรามี 7 คน โดยมี 4 คนที่กล่าวข้างต้นเป็นทีมหลักของมูลนิธิจากมะนิลาที่จะไปช่วยเสริมทีมที่กีวาน  ส่วนอีก 3 คนคือเจ็น เอ และฉัน อาสาสมัครกิตติมศักดิ์

ซิลเวีย เป็นทีมงานที่เซบู บรรยายสรุปให้ทีมฟังเรื่องความคืบหน้าการดำเนินโครงการตอนเหนือของเซบู  ปัญหาหลักของเราคือการขาดแคลนวัสดุซึ่งเป็นปัญหาที่กีวานด้วย  ในภาวะหลังภัยพิบัติ  วัสดุก่อสร้างราคาจะสูงจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและขาดตลาด  เราต้องสั่งวัสดุมาจากที่อื่นด้วย  แต่ใช้เวลาในการขนส่งและเปลืองต้นทุน  ราคาวัสดุรวมค่าขนส่งแล้วอาจขึ้นไปถึง 2-3 เท่าของราคาปกติ

พอทีมปรึกษากันเรื่องเซบูจบแล้วก็คุยแผนการเดินทางของเรากันคร่าวๆ  เราต้องนั่งเรือข้ามฟากเที่ยวตีห้าครึ่งวันอังคาร และต้องไปสำรวจพื้นที่แถวตาโคลบัน  หลังจากนั้น 4 โมงจะได้รถเช่าซึ่งทีมผู้บริหารมูลนิธิให้ใช้ต่อ  นั่งรถไปถึงกีวานตอนค่ำ  พวกเราทำงานได้ 2 วันคือพุธ พฤหัส และต้องออกจากกีวานไม่เกินบ่ายสาม เพราะต้องกลับมาเซบูตอนตีห้าวันศุกร์เนื่องจากทีมนั่งเครื่องกลับเที่ยวบินไล่ๆ กัน เริ่มจากแคทตอน 11 โมง ที่เหลือตอนบ่ายสอง และฉันตอนบ่ายสาม  เมื่อได้ข้อมูลเรียบร้อยเจ็น เอ และฉันก็ไป SM กันเพื่อซื้อของเตรียมเดินทาง  ทั้งอาหาร  ยา  อุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็น  เรากลับไปโรงแรมตอนห้าโมงแล้วก็งีบกันเพราะต่างคนต่างได้นอนแค่ไม่กี่ชั่วโมงเมื่อคืนก่อน  หกโมงออกไปกินข้าวเย็นมื้อใหญ่แล้วก็กลับมาจัดกระเป๋าใบเล็กเพื่อฝากกระเป๋าใบใหญ่ในห้องคนที่ออฟฟิศเซบู  ฉันมีเพียงกระเป๋าเป้แลปท้อปใบเล็กๆ ต้องใส่ทุกอย่างสำหรับสองวันให้ได้  ไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อการนี้จริงๆ  แม้แต่ผ้าขนหนูก็เอามาแค่ผืนเล็ก หรือเจลอาบน้ำก็ไม่ได้เอามาเพราะนึกว่าจะอยู่แค่เซบู  ช่างแตกต่างจากคนอื่นเอากระเป๋า The North Face มากัน  ตอนสี่ทุ่มพวกเราก็เข้านอน  

17 ธ.ค.
เราตื่นกันตอนตีสี่เพราะต้องออกจากโรงแรมตอนตีสี่ครึ่ง  ใช้เวลาไม่นานก็ถึงท่าเรือของ Supercat Ferry ความปลอดภัยที่ท่าเรือค่อนข้างเข้มงวด  นอกจากจะต้องสแกนสัมภาระเหมือนในสนามบินแล้ว  ยังต้องผ่านสุนัขตำรวจ (?) ดมกลิ่นสัมภาระอีกต่างหาก  เรือของ Supercat ค่อนข้างใหญ่และใหม่เมื่อเทียบกับ Ocean Jet ที่ฉันนั่งตอนกลับ แต่ราคาก็แพงกว่า  Supercat ราคา 905 เปโซในขณะที่ Ocean Jet ราคา 625 เปโซ  อุณหภูมิบนเรือหนาวได้ใจ  ฉันลืมเอาเสื้อแจ็คเก็ตมาเพราะตอนตีสองกว่าที่ออกจากคอนโดสติสัมปชัญญะยังไม่สมบูรณ์  เลยหาเสื้อยืดในเป้มาคลุมตัวไปก่อน  บนเรือมีเจ้าหน้าที่มาแจกของว่างกับน้ำผลไม้  แล้วฉายหนังเรื่อง Percy Jackson แต่ทุกคนอารมณ์เดียวกันคือหลับเอาแรง

ประมาณ 8 โมงนิดหน่อยเรือก็เทียบท่า  ฉันเห็นความเสียหายของออร์มอคตั้งแต่ป้ายเมืองที่อยู่ไม่ครบ  หลังคาตรงทางเดินหายไปเกือบหมด ซากความเสียหายยังมีให้เห็น


โฮเซ่ เพื่อนของอาร์ กับภรรยามารับเราที่ท่าเรือ  อาร์ติดต่อให้เขาซื้อตั๋วรถตู้ให้พวกเรา  รถเที่ยว 9.45 น. ยังมีเวลาอีกชั่วโมง  โฮเซ่เลยพาพวกเราไปกินข้าวเช้ากันใกล้ๆ  โฮเซ่เองก็เป็นผู้ประสบภัยจากพายุไต้ฝุ่นโยลันดาเหมือนกัน  เค้าพูดติดตลกว่าโชคดีที่หลังคาแค่ถูกพัดไป  แอลหันมาอธิบายให้ฉันฟังว่าในพื้นที่เสี่ยงต่อพายุ  ชาวบ้านมักจะใช้วัสดุก่อสร้างที่เบาเพื่อให้พายุพัดไปโดยไม่กระทบโครงสร้าง  ถ้าใช้วัสดุที่หนัก  พายุจะทำให้บ้านเสียหายทั้งหลัง ฉันฟังแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่