จั่วหัวไม่ค่อยถูกต้องเท่าไร เพราะเป็นพื้นฐานทั่วไปของ Fiction และ Non-Fiction บางประเภทเสียด้วยซ้ำ (ทฤษฎีเหล่านี้ใช้ได้ทั้งการอ่านและการเขียนค่ะ) ที่จริงกระทู้นี้ควรไปอยู่ในส่วนของนอกเรื่อง หรือไม่ก็เขียนบทความ แต่ขออนุญาต Tag ส่วนของนิยาย กับการแต่งนิยาย และเรื่องสั้นกับการแต่งเรื่องสั้นเพิ่ม เผื่อจะได้อ่านดูกันนะคะ ถ้ามองว่า Tag ไหนไม่ใช่ก็เอาออกได้ตามอัธยาศัยค่ะ
พักนี้มีคนเขียนใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเยอะเลยในถนนฯ และคิดว่าบางคนอาจไม่เคยอ่านบทความเหล่านี้มาก่อน ก็เลยไปขุดเอามาจากในบล็อกของตัวเอง เลือกเอาเฉพาะหลักๆ มาให้ได้อ่านกันไว้เป็นแนวทางค่ะ เพราะบางทีอ่านแล้วก็อยากคอมเม้นต์ให้อยู่ แต่ให้เขียนทุกเรื่องไม่ไหวค่ะ เยอะเกินไป ก็เลยขอมาเหวี่ยงแหเอาก็แล้วกันนะคะ เผื่อคนเขียนบางท่านจะใช้สิ่งเหล่านี้มาประเมินผลงานของตัวเองว่าจะสามารถพัฒนาไปในทิศทางไหนได้บ้าง
ขอบอกก่อนว่าทฤษฎีที่กล่าวถึงในนี้ มีอยู่ในแต่ละเรื่องทั้งนั้นแหละค่ะ ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่แค่ดูเป็นรูปธรรม เป็นหมวดหมู่เรียบร้อยว่าใน story 1 เรื่องมันมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง
ส่วนที่ไม่ได้เอาออกมาก็ไปอ่านที่ "ห้องเรียนนิยาย" ในบล็อกเอาเองนะคะ
ขอเริ่มต้นตามนี้ค่ะ
1. Element of Plot
2. Point of View
3. Conflicts
4. แรงผลักดันการกระทำของตัวละคร
ที่จริงเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจก็มี แต่เผื่อใครขี้เกียจไปอ่าน ก็เอาแต่เนื้อที่สุดนี่แหละมาให้ค่ะ หวังว่าคงมีประโยชน์นะคะ
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
ขอเพิ่มเติมอีกหน่อยสำหรับคนที่ลงกระทู้ในถนนฯ นะคะ (10/11/13)
1. ไม่ต้องใช้ความเห็นเยอะในการลงนิยายหรอกนะคะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลต้องการลักไก่เพื่อให้เห็นเหมือนว่ามีคนมาอ่านเยอะ หรือไม่ใช่ก็ตาม แต่จะบอกว่าแท็กติกนี่ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไรหรอกค่ะ กลับกันมันให้ผลร้ายมากกว่า ด้วยเหตุผลที่ว่า ส่วนมาก ในห้องนี้ หนึ่งความเห็นจะใช้ลงสำหรับ 1 ฉากของงานเขียน แต่บางที 1 ความเห็น ลงแค่ 3 บรรทัด (สมมตินะ) กว่าจะลงจบก็ใช้ไปประมาณ 10 ความเห็น และนั่นจะทำให้ไม่มีใครอยากเข้ามา เพราะเวลาอ่านจะรู้สึกเหมือนกระตุกเฮือกๆ ไม่ต่อเนื่องค่ะ เหมือนกับฉันกำลังเดินนวยนาดสบายใจอยู่ดีๆ ก็มีคนมาขัดขาอยู่ได้ ก้าวหนึ่งก็ขัดทีหนึ่ง ก้าวหนึ่งก็ขัดอีกทีหนึ่ง โดนขัดไป 10 รอบ
สรุป...ลาก่อนค่ะ คงไม่มาอีก รำคาญ
2. เขียนให้ได้ความยาวประมาณอย่างน้อย 6 หน้าเอสี่ (แบบเว้นบรรทัดเดียว) ขึ้นไปนะคะ (โดยส่วนตัวหนิงชอบ 7 หน้าขึ้นแต่ 6 ก็น่าจะโอเคแล้ว) มีคนเคยสงสัยว่าทำไมงานของเขาไม่ค่อยมีคนมาเม้นต์เลย หนึ่งในคำตอบก็คือ เพราะว่า ลงแต่ละตอนสั้นเกินไปค่ะ บางคนไม่แน่ใจ เพราะถ้าเขียนยาวมาก จำนวนการลงอาจจะถี่น้อยลงด้วย แล้วมันจะดีหรือ ถ้ามีทางเลือกแค่สองทาง
ก. จำนวนหน้าน้อย แต่ลงถี่ เช่น ทุกวัน หรือ วันเว้นวัน
ข. จำนวน 6 หน้าขึ้นไป แต่ลงห่าง เช่น 1 อาทิตย์ลง 2 ครั้ง หรือ อาทิตย์ละครั้ง
ขอบอกว่า ข้อ ข. ดูจะมีภาษีดีกว่าค่ะ
ถ้าเปรียบเทียบ คนเราเวลาอ่านหนังสือ ก็เหมือนกับเดินเล่นในสวนสาธารณะตอนอารมณ์ดีๆ ข้อ ก. ก็คงประมาณ ฉันมาเดิน 5 นาที พอครบปุ๊บก็ต้องกลับ แล้วมาใหม่วันพรุ่งนี้ ยังไม่ทันจะฟินเลย อะไรอ่ะ สุดทางเดินแล้วโดนไล่กลับเฉยๆ พอวันต่อมาก็เจอแบบเดิม ซ้ำๆ เข้า สุดท้ายก็จะไม่อยากมาอีก แต่ข้อ ข. มีเวลาให้เดิน เดินไปเลยสัก 15 - 20 นาที เราก็แฮปปี้ มีเวลาชมนกชมไม้ไปพลางๆ ได้มาอาทิตย์ละครั้งก็ได้ อย่างน้อยเราก็ได้ดื่มด่ำกับมันแล้ว
ก็เหมือนกันค่ะ คนอ่านยังไม่ทันฟินก็จบแล้ว ทำให้คนอ่านไม่รู้สึกผูกพันกับเรื่องราวของเรา ไม่รู้สึกอิน พอไม่อิน ฉันจะอ่านหรือไม่อ่านก็เฉยๆ แต่ถ้าขนาดตอนยาวพอ คนอ่านมีเวลาดื่มด่ำกับมัน แล้วจะอยากอ่านต่อ อยากรู้เรืองต่อว่าเป็นยังไง แล้วก็จะมีคอมเม้นต์ตามมาเองค่ะ (บางเรื่องที่เห็นว่าเป็น 100 ตอนขึ้น หนิงแอบสยองเล็กน้อย เพราะสันนิษฐานได้ว่า การลงแต่ละตอนมันไม่น่าจะเยอะ แล้วจะทำให้เสียอารมณ์ได้)
ลอจิกง่ายๆ ที่คนเขียนบางคนมองข้ามไป เลยเอามาเตือนค่ะ
ถ้านึกอะไรออกจะมาบอกอีกนะคะ ตอนนี้ยังนึกได้เท่านี้
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
พื้นฐานของนิยายและเรื่องสั้น
พักนี้มีคนเขียนใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเยอะเลยในถนนฯ และคิดว่าบางคนอาจไม่เคยอ่านบทความเหล่านี้มาก่อน ก็เลยไปขุดเอามาจากในบล็อกของตัวเอง เลือกเอาเฉพาะหลักๆ มาให้ได้อ่านกันไว้เป็นแนวทางค่ะ เพราะบางทีอ่านแล้วก็อยากคอมเม้นต์ให้อยู่ แต่ให้เขียนทุกเรื่องไม่ไหวค่ะ เยอะเกินไป ก็เลยขอมาเหวี่ยงแหเอาก็แล้วกันนะคะ เผื่อคนเขียนบางท่านจะใช้สิ่งเหล่านี้มาประเมินผลงานของตัวเองว่าจะสามารถพัฒนาไปในทิศทางไหนได้บ้าง
ขอบอกก่อนว่าทฤษฎีที่กล่าวถึงในนี้ มีอยู่ในแต่ละเรื่องทั้งนั้นแหละค่ะ ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่แค่ดูเป็นรูปธรรม เป็นหมวดหมู่เรียบร้อยว่าใน story 1 เรื่องมันมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง
ส่วนที่ไม่ได้เอาออกมาก็ไปอ่านที่ "ห้องเรียนนิยาย" ในบล็อกเอาเองนะคะ
ขอเริ่มต้นตามนี้ค่ะ
1. Element of Plot
2. Point of View
3. Conflicts
4. แรงผลักดันการกระทำของตัวละคร
ที่จริงเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจก็มี แต่เผื่อใครขี้เกียจไปอ่าน ก็เอาแต่เนื้อที่สุดนี่แหละมาให้ค่ะ หวังว่าคงมีประโยชน์นะคะ
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
ขอเพิ่มเติมอีกหน่อยสำหรับคนที่ลงกระทู้ในถนนฯ นะคะ (10/11/13)
1. ไม่ต้องใช้ความเห็นเยอะในการลงนิยายหรอกนะคะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลต้องการลักไก่เพื่อให้เห็นเหมือนว่ามีคนมาอ่านเยอะ หรือไม่ใช่ก็ตาม แต่จะบอกว่าแท็กติกนี่ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไรหรอกค่ะ กลับกันมันให้ผลร้ายมากกว่า ด้วยเหตุผลที่ว่า ส่วนมาก ในห้องนี้ หนึ่งความเห็นจะใช้ลงสำหรับ 1 ฉากของงานเขียน แต่บางที 1 ความเห็น ลงแค่ 3 บรรทัด (สมมตินะ) กว่าจะลงจบก็ใช้ไปประมาณ 10 ความเห็น และนั่นจะทำให้ไม่มีใครอยากเข้ามา เพราะเวลาอ่านจะรู้สึกเหมือนกระตุกเฮือกๆ ไม่ต่อเนื่องค่ะ เหมือนกับฉันกำลังเดินนวยนาดสบายใจอยู่ดีๆ ก็มีคนมาขัดขาอยู่ได้ ก้าวหนึ่งก็ขัดทีหนึ่ง ก้าวหนึ่งก็ขัดอีกทีหนึ่ง โดนขัดไป 10 รอบ
สรุป...ลาก่อนค่ะ คงไม่มาอีก รำคาญ
2. เขียนให้ได้ความยาวประมาณอย่างน้อย 6 หน้าเอสี่ (แบบเว้นบรรทัดเดียว) ขึ้นไปนะคะ (โดยส่วนตัวหนิงชอบ 7 หน้าขึ้นแต่ 6 ก็น่าจะโอเคแล้ว) มีคนเคยสงสัยว่าทำไมงานของเขาไม่ค่อยมีคนมาเม้นต์เลย หนึ่งในคำตอบก็คือ เพราะว่า ลงแต่ละตอนสั้นเกินไปค่ะ บางคนไม่แน่ใจ เพราะถ้าเขียนยาวมาก จำนวนการลงอาจจะถี่น้อยลงด้วย แล้วมันจะดีหรือ ถ้ามีทางเลือกแค่สองทาง
ก. จำนวนหน้าน้อย แต่ลงถี่ เช่น ทุกวัน หรือ วันเว้นวัน
ข. จำนวน 6 หน้าขึ้นไป แต่ลงห่าง เช่น 1 อาทิตย์ลง 2 ครั้ง หรือ อาทิตย์ละครั้ง
ขอบอกว่า ข้อ ข. ดูจะมีภาษีดีกว่าค่ะ
ถ้าเปรียบเทียบ คนเราเวลาอ่านหนังสือ ก็เหมือนกับเดินเล่นในสวนสาธารณะตอนอารมณ์ดีๆ ข้อ ก. ก็คงประมาณ ฉันมาเดิน 5 นาที พอครบปุ๊บก็ต้องกลับ แล้วมาใหม่วันพรุ่งนี้ ยังไม่ทันจะฟินเลย อะไรอ่ะ สุดทางเดินแล้วโดนไล่กลับเฉยๆ พอวันต่อมาก็เจอแบบเดิม ซ้ำๆ เข้า สุดท้ายก็จะไม่อยากมาอีก แต่ข้อ ข. มีเวลาให้เดิน เดินไปเลยสัก 15 - 20 นาที เราก็แฮปปี้ มีเวลาชมนกชมไม้ไปพลางๆ ได้มาอาทิตย์ละครั้งก็ได้ อย่างน้อยเราก็ได้ดื่มด่ำกับมันแล้ว
ก็เหมือนกันค่ะ คนอ่านยังไม่ทันฟินก็จบแล้ว ทำให้คนอ่านไม่รู้สึกผูกพันกับเรื่องราวของเรา ไม่รู้สึกอิน พอไม่อิน ฉันจะอ่านหรือไม่อ่านก็เฉยๆ แต่ถ้าขนาดตอนยาวพอ คนอ่านมีเวลาดื่มด่ำกับมัน แล้วจะอยากอ่านต่อ อยากรู้เรืองต่อว่าเป็นยังไง แล้วก็จะมีคอมเม้นต์ตามมาเองค่ะ (บางเรื่องที่เห็นว่าเป็น 100 ตอนขึ้น หนิงแอบสยองเล็กน้อย เพราะสันนิษฐานได้ว่า การลงแต่ละตอนมันไม่น่าจะเยอะ แล้วจะทำให้เสียอารมณ์ได้)
ลอจิกง่ายๆ ที่คนเขียนบางคนมองข้ามไป เลยเอามาเตือนค่ะ
ถ้านึกอะไรออกจะมาบอกอีกนะคะ ตอนนี้ยังนึกได้เท่านี้
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx