ในเวลาที่ท่านทั้งสองนั้นแยกทางกัน มหาปฐพีนี้ได้สะเทือนเลื่อนลั่น (๑)

.
             เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์นั้น ปิบผลิมาณพจุติจากพรหมโลก
มาบังเกิดในท้องภรรยาหลวงของกบิลพราหมณ์ในพราหมณ์คามชื่อมหาติตถะ ในมคธรัฐ
             นางภัททากาปิลานีจุติจากพรหมโลกมาบังเกิดในท้องของภรรยาหลวงของ
พราหมณ์โกลิยโคตร ในสาคลนครในมคธรัฐเช่นกัน
             เมื่อปิบผลิมาณพเติบโตขึ้น มารดาบิดาต้องการให้แต่งงาน แต่เขาไม่ยอมแต่ง
ทั้งกล่าวอีกว่า เมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว จะออกบวช
             มารดาก็รบเร้าให้แต่งงานอยู่เรื่อยมา จนมาณพจะทำให้มารดายอมตนให้ได้
จึงให้ช่างทองปั้นรูปหญิงคนหนึ่ง ให้สวมผ้าแดง ประดับด้วยเครื่องประดับอย่างสวยงาม
แล้วบอกมารดาว่า
             เมื่อลูกได้อารมณ์เห็นปานนี้จึงจะแต่งงานด้วย ถ้าไม่ได้ ก็จะไม่แต่ง
             มารดาคิดว่า "หญิงผู้ทำบุญร่วมกับบุตรของเรานี้ จักมีส่วนเปรียบด้วยทองคำแน่แท้"
             จึงส่งรูปทองคำนั้นไปประกาศหาหญิงที่งามเหมือนรูปทองคำนี้
             เมื่อแม่นมของนางภัททามาเจอรูปทองคำนี้ ก็ยังเข้าใจผิด คิดว่าเป็นนางภัททา
             
             ทั้งสองท่านนี้ไม่มีความปรารถนาจะครองคู่เลย ต่างก็มีความตั้งใจเดิมว่า จะออกบวช
             แต่ในที่สุดครอบครัวทั้งสอง ก็จัดการให้ทั้งสองได้แต่งงานกัน และวันที่ได้มาอยู่ร่วมกันนั้น ...

             ในวันนั้นแล แม้มาณพก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้ แม้นางภัททากาปิลานีก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้.
             คนแม้ทั้งสองบริโภคอาหารเย็นแล้ว วางพวงดอกไม้เหล่านั้นไว้กลางที่นอน มาพร้อมกันด้วยหวังใจว่าจักขึ้นที่นอน
             มาณพขึ้นที่นอนทางด้านขวา นางภัททาขึ้นที่นอนทางด้านซ้าย แล้วกล่าวว่า
             ดอกไม้ในด้านของคนใดเหี่ยว พวกเราจักรู้ได้ว่าราคจิตเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้นั้น
             เพราะเหตุนั้น พวงดอกไม้นี้เราจึงไม่แตะต้อง.
             ก็คนทั้งสองนั้นนอนไม่หลับตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม เพราะกลัวจะถูกตัวของกันและกัน จนราตรีล่วงไป.

             อนึ่ง ในเวลากลางวันก็ไม่มีแม้สักว่าการยิ้มหัว. คนทั้งสองนั้นไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องโลกามิส
ไม่จัดการทรัพย์สมบัติตราบเท่าที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ เมื่อบิดามารดากระทำกาลกิริยา (ล่วงลับ) ไปแล้ว จึงจัดการ.

             วันหนึ่ง ปิลผลิมาณพเห็นเหตุการณ์หนึ่ง ทำให้ได้คิด จึงตัดสินใจออกบวช โดยจะยกทรัพย์สินของตนทั้งหมดให้นางภัททา
             ส่วนนางภัททาก็เห็นเหตุการณ์หนึ่ง ทำให้ได้คิด จึงตัดสินใจออกบวช โดยจะยกทรัพย์สินของตนทั้งหมดให้ปิบผลิมาณพ
             เมื่อทั้งสองได้สนทนากันและทราบความต้องการซึ่งกันและกันแล้ว ...

             คนทั้งสองนั้นให้นำผ้ากาสายะและบาตรดินมาจากตลาด ต่างปลงผมให้กันและกัน กล่าวว่า
             การบวชของเราทั้งสองอุทิศพระอรหันต์ในโลก แล้วสอดบาตรลงในถุงคล้องที่ไหล่ลงจากปราสาท



             พระเถระเดินไปข้างหน้าหันกลับมาแลดูพลางคิดว่า ภัททากาปิลานีนี้เป็นหญิงมีค่าควรแก่ชมพูทวีปทั้งสิ้น เดินมาข้างหลังเรา
มีฐานะอยู่ที่ใครๆ จะพึงคิดว่า ชนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ไม่อาจแยกกัน กระทำไม่สมควรดังนี้ เกิดความคิดว่า ใครๆ ทำใจให้ประทุษร้ายในเราทั้งหลาย จะพึงเต็มในอบาย ควรที่เราจะละนางไปเสีย.
             พระเถระเดินไปข้างหน้าเห็นทาง ๒ แพร่ง ได้หยุดอยู่ที่หัวทางนั้น. ฝ่ายนางภัททามาแล้วไหว้ยืนอยู่.
             ครั้งนั้น พระเถระกล่าวกะนางภัททาว่า แม่นางเอย มหาชนเห็นสตรีเช่นเจ้าเดินมาข้างหลังเราจะคิดว่า ชนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ไม่อาจแยกกัน แล้วมีจิตประทุษร้ายในพวกเรา จะพึงเป็นผู้เต็มอยู่ในอบาย พวกเรายืนอยู่แล้วในทาง ๒ แพร่งนี้ ท่านจงถือเอาทางสายหนึ่ง ฉันจะไปทางอีกสายหนึ่ง.
             นางภัททากล่าวว่า จริงสิ พ่อเจ้าธรรมดามาตุคามเป็นมลทินของบรรพชิตทั้งหลาย
             ชนทั้งหลายจักแสดงโทษของพวกเราว่า
             คนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ยังไม่แยกกัน ท่านจงถือเอาทางสายหนึ่ง ฉันจะถือเอาสายหนึ่ง พวกเราจักแยกกัน ดังนี้
             แล้วทำประทักษิณ ๓ ครั้ง ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ในที่ทั้ง ๔ แห่ง (คือ ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา)
             ประคองอัญชลีอันงดงามด้วยรวมนิ้วทั้งสิบ แล้วกล่าวว่า
             ความสนิทสนมฐานมิตร ซึ่งได้ทำไว้ตลอดกาลนานประมาณแสนกัป จำแตกในวันนี้

             แล้วกล่าวว่า
             ท่านมีชาติเบื้องขวา ทางขวาสมควรแก่ท่าน ฉันชื่อว่าเป็นมาตุคามมีชาติเบื้องซ้าย ทางซ้ายสมควรแก่ฉัน ดังนี้
ไหว้แล้วเดินทางไป.
             ในเวลาที่ท่านทั้งสองนั้นแยกทางกัน มหาปฐพีนี้ได้สะเทือนเลื่อนลั่น
             เหมือนจะพูดว่า เราสามารถรองรับเขาจักรวาลและเขาสิเนรุได้ แต่ไม่อาจรองรับคุณทั้งสองของพวกท่านได้.
             ในอากาศมีเสียงเหมือนฟ้าผ่า ภูเขาจักรวาลก็โอนโน้มลง.

             แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งในพระคันธกุฎี ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ได้สดับเสียงแผ่นดินไหวจึงทรงพระรำพึงว่า
             แผ่นดินไหวเพื่อใครหนอ ทรงทราบว่า ปิบผลิมาณพและนางภัททากาปิลานี ละสมบัติอันนับไม่ได้แล้วบวชอุทิศเรา
แผ่นดินไหวนี้เกิดด้วยกำลังแห่งคุณของคนแม้ทั้งสองในตอนที่คนทั้งสองนั้นแยกทางกัน แม้เราก็ควรทำการสงเคราะห์คนทั้งสองนี้
             จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎีลำพังพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร ไม่ตรัสเรียกใครๆ ในบรรดาพระมหาสาวก ๘๐ องค์(๑)
             เสด็จไปต้อนรับสิ้นทาง ๓ คาวุต ประทับนั่งขัดสมาธิที่โคนต้นพหุปุตตกนิโครธ ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา.


            หลังจากแยกทางกัน ท่านพระมหากัสสปเถระได้พบพระผู้มีพระภาคและได้บรรลุพระอรหัต
            ส่วนท่านภัททกาปิลานีท้ายที่สุด ก็ได้บรรลุพระอรหัตเช่นกัน
  
             ประวัติพระมหากัสสปเถระ
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&&i=146&p=4&bgc=lavender
             ประวัติพระภัททกาปิลานีเถรี
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&&i=150&p=10&bgc=mistyrose
             ภัททกาปิลานีเถริยาปทานที่ ๗ ว่าด้วยบุพจริยาของพระภัททกาปิลานีเถรี
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=5751&Z=5881&pagebreak=0&bgc=mistyrose
             (๑) มหาสาวก ๘๐ องค์
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=อสีติมหาสาวก
--------------------
อ่านต่อที่
http://pantip.com/topic/31017452
มหาปฐพีนี้แม้ไม่มีจิตใจก็ไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดิน (๒)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ศาสนาพุทธ พระไตรปิฎก ปฏิบัติธรรม