คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมกล่าวตู่ตถาคต

กระทู้สนทนา
เห็นสภาพอันน่าสมเพช ของพวกเม็ดมะขาม แล้วก็ได้แต่ "ปลง" ในความไม่เที่ยงของสรรพสัตว์ จริงๆ
ทั้งๆ ที่ตัวของพวกมันเอง ยังเป็นเพียงแค่ปุถุชนผู้บริโภคกาม มิหนำซ้ำยังปรากฏอย่างชัดแจ้งว่ามีทิฐิความเห็นผิด
แต่กลับ "จองหองพองขน" ยกตนทำอวดดี แส่หานรกใส่กบาลตนเอง ด้วยการกล่าวร้ายด่าว่า ปรามาสพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

ความมาแตก เอาก็เมื่อมีผู้คน "จับพิรุธ" ได้ว่า โดยเนื้อแท้แล้ว ไอ้อีพวกนี้เป็นพวกมิจฉาทิฐิ ที่มีความเห็นผิดแบบสัสสตทิฐิ
เมื่อความจริงเปิดเผย แทนที่พวกมันจะยอมรับผิดตามธรรม แล้วแก้ไขความเห็นให้ถูกต้องตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
พวกมันกลับใช้วิธี "บิดเบือน" พระธรรมวินัยให้เข้ากับ มิจฉาทิฐิของพวกมัน อย่างปราศจากความละอาย

ข้อสรุปสุดท้าย จึงกลายเป็นว่า ........

ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิ ก็คือ พวกแก๊งส์เม็ดมะขาม
และผู้ที่กล่าวตู่บิดเบือนพระธรรมวินัย ก็คือ พวกมันอีกนั่นแหละ !

******************************************************************************************



พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมกล่าวตู่ ตถาคต คือ

(๑) คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้ภาษิต มิได้ตรัสไว้ ว่าตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้ตรัสไว้ ตัวอย่างเช่น

พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้มากครั้งว่า ปฏิจจสมุปบาทของพระองค์ย่อมปราศจาก สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา



แต่ไอ้พวกเม็ดมะขาม กลับกล่าวตู่หน้าตาเฉยว่า พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่ามี สัตว์ บุคคล ฯ ในปฏิจจสมุปบาท !





******************************************************************************************



(๒) พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตภาษิต ตรัสไว้ ว่าตถาคตมิได้ได้ภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้ ตัวอย่างเช่น

พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้มากแห่งว่า ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายในเรื่อง "ศีล"



แต่พวกเม็ดมะขามกลับกล่าวบิดเบือนไปว่า พระพุทธเจ้าไม่ตรัสสอนเรื่องศีลแก่พระภิกษุ !



เมื่อปรากฏหลักฐานที่ชัดแจ้งถึงขนาดนั้นแล้ว แทนที่จะรู้สำนึกว่าตนได้กล่าวผิดพลาดไป
มันกลับเอาสีข้างเข้าถูว่า มันหมายถึง ศีลธรรมเบื้องต้น (ไม่ได้หมายถึงศีลธรรมชั้นสูง)
แถมยังกล่าววาจายอกย้อนอย่างปราศจากจิตสำนึกที่ดีว่า ไม่รู้จักคำว่า "เบื้องต้น" หรืออย่างไร ?

รู้จักสิครับ ใครๆ เขาก็รู้จักกันทั้งนั้นแหละ และที่รู้มากไปกว่า พวกเม็ดมะขามปากชั่ว ก็คือ
พระพุทธเจ้าตรัสสอน "ศีล" ให้แก่ภิกษุทั้งหลาย โดยเริ่มต้นตั้งแต่ (๑) เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
(๒) เว้นขาดจากการลักทรัพย์ (๓) เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน ฯลฯ เป็นต้น



เท่าที่เห็นหลักฐานดังกล่าวนี้ ใช่สิ่งที่เรียกว่า "เบื้องต้น" หรือไม่ครับ ?

ทั้งนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายพึงทราบว่า จนบัดนี้ ผมก็ยังไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบใดๆ จากคนพวกนี้นะครับ
ที่น่าแปลก ก็คือ คนที่มักกล่าวตู่พุทธพจน์เป็นเนืองนิตย์เหล่านี้นั่นแหละ ที่รวมหัวกันกล่าวร้ายพระมหาเถระอย่างท่านพุทธทาส
โดยไม่มีความกระดากอาย ในความผิดความชั่วของพวกมันเองเลยแม้แต่น้อย ช่าง "หน้าด้าน" กันเหลือเกิน นะครับ

******************************************************************************************



ลักษณะการกล่าวตู่พระพุทธเจ้า ยังมีอีกรูปแบบหนึ่ง นะครับ เช่นที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า

"คนที่แสดงพระสุตตันตะที่มีอรรถจะพึงนำไปว่า พระสุตตันตะมีอรรถนำไปแล้ว"

พุทธพจน์นี้อาจ "ฟังยาก" ไปสักนิด แต่ที่จริงแล้ว เข้าใจได้ไม่ยากเลย กล่าวคือ

(๑) พระสุตตันตะที่มีอรรถจะพึงนำไป =  สมมุติกถา หมายถึง การกล่าวโดยสมมุติ หรือ กล่าวโดยโวหารโลก
(๒) พระสุตตันตะมีอรรถนำไปแล้ว = ปรมัตถกถา หมายถึง การกล่าวโดยปรมัตถ์



อธิบายความโดยสรุป ก็คือ กถาต่างๆ ที่ตรัสโดยพระพุทธเจ้ามี ๒ แบบ คือ สมมุติกถา เป็นการตรัสโดยโวหารโลก
เช่นการกล่าวถึง สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ฯลฯ เป็นความจริงโดยสมมุติ ซึ่งย่อมมีอรรถอันพึงนำไปว่า
โดยเนื้อแท้แล้ว สมมุติเหล่านั้นไม่มีอยู่จริง ในระดับปรมัตถ์ จะมีก็แต่ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ฯลฯ เท่านั้น
โดยเรียกกถาในระดับปรมัตถ์ นี้ว่า ปรมัตถกถา ซึ่งเป็น พระสุตตันตะที่มีอรรถอันนำไปแล้ว นั่นเอง

ที่เป็นประเด็นปัญหา ก็เพราะ เม็ดมะขามบางตน พยายามจะกล่าวเผยแพร่ ทิฐิ ของมัน ในทำนองว่า
มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ในฐานะผู้ทำกรรม และ ผู้รับผลแห่งการกระทำนั้น ซึ่งจะไม่เป็นการผิดแต่อย่างใดเลย
หากมันจะยอมรับตามธรรมว่า นั่นเป็นสมมุติกถา เป็นเพียงการกล่าวโดยสมมุติ เป็นจริงเพียงในระดับสมมุติ



แต่ไอ้พวกเม็ดมะขามมันไม่พอใจแค่นั้นครับ มันพยายามจะกล่าวตู่ว่า ทิฐิ ของมันเป็นสัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ
ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสอย่างชัดเจนว่า สัมมาทิฐิ แม้ในเพียงระดับโลกียะ ต้องหมายถึง ความเห็น ความเข้าใจว่า
(๑) ไม่มี สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ในฐานะผู้ทำกรรม และ ผู้รับผลแห่งการกระทำนั้น
(๒) สัมมาทิฐิที่ยังเป็น "สาสวะ" เป็นส่วนแห่งบุญ (นั้นย่อม)ให้ผลแก่ "ขันธ์" มิได้ตรัสว่า ให้ผลแก่ สัตว์ บุคคล ฯลฯ (หรือมิใช่ ?)



******************************************************************************************

ที่กล่าวแสดงมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงตัวอย่างโดยสังเขป เท่านั้นนะครับ เพราะในความเป็นจริง ยังมีมากกว่านี้
แต่จำเพาะเท่าที่นำมาแสดงให้เห็นนี้ ก็ไม่เคยปรากฏว่า ทั้งผู้กล่าวตู่โดยตรง และผู้ให้การสนับสนุนข้อความลามกเหล่านั้น
จะแสดงความรับผิดชอบใดๆ เลยแม้แต่น้อย ที่น่าสมเพชยิ่งกว่า ก็คือ ไอ้อี ที่กล่าวตู่พุทธพจน์ บิดเบือนพระธรรมวินัยเหล่านั้นแหละ
ที่รวมแก๊งส์รวมก๊วนกัน กล่าววาจาสามหาว ดูหมิ่นปรามาสท่านพุทธทาส ด้วยข้อความอันเป็นเท็จบ้าง ด้วยความโง่เขลาเข้าใจผิดบ้าง
ซึ่งเมื่อได้มีการชี้แจงแสดงหลักฐานให้เป็นที่ประจักษ์แล้ว พวกกเฬวรากเหล่านั้น ก็มิได้ยอมรับตามธรรม ไม่กล่าวขอขมาพระ
จากนั้น ก็ตั้งหน้าตั้งตา หาเรื่องจับผิดพระต่อไปเรื่อยๆ  อย่างปราศจากความละอาย และเกรงกลัวต่อบาป !

ช่างน่าสมเพช ที่ปากมันก็อ้างว่า จะปกป้องพระธรรมวินัย จะรักษาพระไตรปิฎก
แต่พอถึงที่สุดแล้ว ผมกลับเห็นว่า พวกมันเอาแต่ปกป้องรักษา (มิจฉา)ทิฐิ ของพวกมันเท่านั้น
ความข้อใดในพระไตรปิฎก หากแม้ขัดกับความเชื่อโง่ๆ ของมัน มันก็จะเพิกเฉยไปเสีย
แต่หากความข้อใด พอจะ "บิดเบือน" ให้เข้ากับทิฐิของพวกมันได้บ้าง มันจึงจะกล่าวยอมรับ

ดูแล้ว พฤติกรรมช่างคล้ายกับที่พวกมันเคยพยายามจะกล่าวร้ายผู้อื่นไม่มีผิด
ยังพอจะ "จดจำ" เศษซากน้ำลายเน่าๆ ของตนเองได้หรือไม่ครับ ?



หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชาวพุทธชายขอบ เหล่านี้ จะไม่เป็นคนจำพวก เอาพระสูตรโน้น ไม่เอาพระสูตรนี้ ฯ นะครับ
แต่สำหรับผมแล้ว ยิ่งพิจารณา ก็ยิ่งเข้าตำรา ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง  หรือท่านทั้งหลาย ยังเห็นว่าเป็นอื่นได้อีก  ?
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่