บทบาท ยิ่งลักษณ์ ลำแสง และ "น้ำกรด" บนคราบ ปฏิกูล

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1367557396&grpid=01&catid=&subcatid=

(ที่มา:มติชนรายวัน 3 พ.ค.2556)


ปฏิกิริยาอันเนื่องแต่ปาฐกถาพิเศษ ณ อูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ดำเนินไปใน 2 กระแสใหญ่

1 อุปมาเหมือนกับเป็นแสงอันสาดฉาย

ขณะเดียวกัน 1 อุปมาเหมือนกับเป็นการราดน้ำกรดลงไปบนแผลเปื่อยเน่า ซึ่งดำรงอยู่ภายในสังคม

เป็นสังคม "ไทย" มิใช่สังคม "อื่น"

ความรู้สึกที่ปรากฏผ่านถ้อยคำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านถ้อยคำของ นายสมชาย แสวงการ เด่นชัด

เด่นชัดว่าเป็นเหมือน "น้ำกรด"

"ไม่เคยมีผู้นำที่ไหนในโลกประพฤติแบบนี้ มีแต่ผู้นำที่มาจากรัฐบาลพลัดถิ่นหรือผู้นำกบฏเท่านั้น"

เช่นนี้เองพรรคประชาธิปัตย์จึงต้องทำจดหมายเปิดผนึก

"ไม่ควรทำให้เกิดความสับสนกับต่างประเทศ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดเป็นข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนเยอะมาก"

ดิ้นเหมือนถูกราดด้วย "น้ำกรด"

สรุปตามสำนวนโบราณ "ยาดีมักขมปาก" หรือที่บางคนร้อยอย่างมีสัมผัสออกมาว่า "หวานเป็นลม ขมเป็นยา"

ต้องยอมรับว่าครานี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ค่อนข้างเล่นบทแกร่ง

แกร่งแบบ "หญิงเหล็ก" นำเสนออย่างเรียบๆ แต่มากด้วยความคม มากด้วยเขี้ยวเล็บยังความปวดเจ็บไป 2 รายทาง

แปลกที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เงียบ

แปลกที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เงียบ

ทั้งๆ ที่ท่านแรกเป็นคนลงมือกระทำการเมื่อเดือนกันยายน 2549 ทั้งๆ ที่ท่านหลังเข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
เมื่อเดือนตุลาคม 2549

คนที่เอะอะกลับเป็นคนที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม 2551

ปาฐกถาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กวาดรวมเอาบรรดาลูกมือหรือผู้ที่เสพเสวยประโยชน์จากการรัฐประหารมาอยู่ในมุมเดียวกัน

และล้วนแสดงความเจ็บปวดออกมา

เป็นความเจ็บปวดเหมือนแผลในเนื้อตัวถูกราดด้วยน้ำกรด และเปล่งอุทานด้วยผรุส-วาทะ อันใกล้เคียงยิ่งกับอารมณ์
ความรู้สึกบางคนถึงกับหลุดคำอันไม่ควรหลุด

ทั้งๆ ที่สำแดงตนเป็นดั่ง "ผู้ดี"

ในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แสดงออกอย่างเด่นชัดว่ามีความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า อำนาจรัฐ
และกลไกอำนาจรัฐ เป็นอย่างดี

จึงได้กล่าวถึงกระบวนการ "รัฐประหาร" อย่างแทงทะลุ

จึงได้ยืนยันว่า แม้รัฐบาลจะได้อำนาจมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามกระบวนการประชาธิปไตย
แต่ประชาธิปไตยก็ยังไม่บังเกิดในทางเป็นจริง

รัฐบาลที่ชนะเลือกตั้งถึง 2 ครั้งจึงถูก "รัฐประหาร"

ขณะเดียวกัน รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อันมาจากฉันทานุมัติของประชาชนในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554

จึงอยู่ในสภาพ "ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก"

จะเสนอร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ก็ถูก "ต้าน"

ไปติดแหง็กอยู่ใน "องค์กรอิสระ"

จะเสนอร่าง พ.ร.บ.รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ว่ายกร่างทั้งฉบับ ไม่ว่าแก้ไขเป็นรายมาตราก็ถูก "ต้าน"
และไปติดแหง็กอยู่ใน "องค์กรอิสระ" เพราะมีบางกลไกอำนาจรัฐที่ทรงอำนาจเหนือกว่า "รัฐธรรมนูญ"
เท่ากับชี้ชัดว่ากระบวนการ "รัฐประหาร" ยังดำรงอยู่

ประชาธิปไตยจึงไม่มีหลักประกัน

ปาฐกถาพิเศษ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงเหมือนกับ "น้ำกรด" และ "แสง" อันสาดฉาย

สาดฉายเห็นด้านอัปลักษณ์อันดำรงอยู่ และราดรดลงไปบนแผลเน่าเปื่อยของสิ่งปฏิกูลที่ไม่ต้องการให้มีการพัฒนา
ไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง

บางส่วนจึงรับไม่ได้และคร่ำครวญอย่างปวดเจ็บ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่