บอกกันก่อน
เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นแนวโรแมนติกที่ผมเขียนส่งประกวดในหัวข้อ "สาวดุ้น" ส่งไปแค่เอาสนุกและก็ไม่ได้รางวัล(ฮา) เขียนเมื่อต้นเดือนใช้เวลาเขียนไม่ถึงครึ่งคืน(มัวแต่ติดพันกระทู้หว้ากอ) เรื่องออกแนว Y หน่อยๆไม่ฮาร์ดคอร์ ไม่รุนแรง มีมีฉากอย่างว่า(ไม่งั้นคงไม่กล้าเอามาลง)
จึงต้องขออภัยผู้ที่ไม่ชอบสายนี้แล้วหลงเข้ามา หรือหลงเข้ามาอ่านแล้วไม่ชอบ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย สิ่งที่อยากได้คือคอมเมนท์ครับ ความเห็นเรื่องพล๊อตและ impact ที่ใส่ไว้ว่ามากน้อยแค่ไหน อยากได้ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางโรแมนติกสักนิด
ส่วนนิยายขอพักไว้สักครู่ เพราะตอนล่าสุดปริมาณครึ่งตอนอยู่ในเครื่องเก่า ซึ่งลงวินโดว์ใหม่ไม่สมบูรณ์ไม่สามารถเปิดใช้งานได้ และไม่มีงบไปซ่อม ต้องใช้เครื่องจากโรงเรียนของคุณแม่ไปพลางๆก่อน จะเขียนใหม่ส่วนที่เขียนไปแล้วมันเจือกหายต๋อมไปกับสายลมแห่งความทรงจำ และอารมณ์ช่วงนี้ที่ @#$#$#@$%$@@ ประมาณนี้แหละครับ ให้อธิบายก็คล้ายๆเด็กเก็บกดแค้นโลกไม่รักชีวิตไม่มีสิ่งให้เสียนั่นแหละ ไปฝึกงานเจออะไรขัดใจก็ท่องในใจว่า "อย่าให้พ่นคำหยาบนะว้อย" แต่ถ้าพรุ่งนี้สะดวกก็อาจเข็นเรื่องใหม่ออกขัดตาทัพไปก่อน(หาเรื่องดอง)
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
***************************************
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมเจอเธอคนนั้น ลูกเจ้าของหอพักที่ผมเข้ามาอยู่ได้เกือบปี ถ้าผมไม่ได้มาเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏที่นี่คงไม่พบกับคนที่สวยขนาดนี้ ผมเพิ่งเคยคุยกับเธอเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
“เธอชื่อบีใช่ไหม สวัสดีเราชื่อกัญรัตน์เป็นลูกเจ้าของหอพัก มีอะไรก็มาบอกเราได้นะ”
เท่าที่ผมรู้เธอคนนี้อายุเท่ากับผม เธอไปเรียนมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด จะกลับมาช่วงเสาร์อาทิตย์หรือปิดเทอม ที่ผมทำได้ก็แค่มองอย่างดีใจเวลาที่เจอเท่านั้นเอง
แล้วผมก็เดินสวนกับเธอไปโดยไม่พูดอะไรเพียงแค่ยิ้มให้ ร่างบอบบางสวมเสื้อสีฟ้าอ่อนไม่ถือตัวยิ้มตอบมา ผมดำสลวยเคลียไหล่อย่างเป็นธรรมชาติ เขาอดนึกไม่ได้ว่าเธอจะสวยเพียงไรหากแต่งหน้า
“กินข้าวหรือบี แนะนำร้านอร่อยให้ไหม...เธอเคยไปกินร้านตาอ้นหรือยัง...”
วันนี้ผมต้องกล้าคุยกับเธอให้ได้ เป็นโอกาสดีที่จะชวนไปกินข้าวอย่างเป็นธรรมชาติ
“เดี๋ยว...เดี๋ยวเรา...” สุดท้ายความกล้าก็ถูกกลืนลงคอ “เดี๋ยวบอกทางให้ได้ไหม พรุ่งนี้ค่อยไปกิน”
ปรากฏว่าร้านตาอ้นคือร้านที่ผมไปกินอยู่ประจำนั่นเอง หวังว่าคราวนี้คงราบรื่นกว่าคราวก่อนๆ ค่าประสบการณ์ร้างรักจะได้หยุดวิ่งเสียที แล้วเจ้าต้นเพื่อนคณะเดียวกันจะได้เลิกล้ออย่างกับเขาเป็นพวกผิดเพศ คิดแล้วก็ไปหาการ์ตูนอ่านที่ร้านเช่าหนังสือใกล้ๆอย่างเคย
“ไปซื้อหนังสือมาหรือบี”
ครั้งที่สองมักโชคดี ผมท่องในใจเมื่อเจอเธอคนนั้นตอนเดินเข้าหอ เธอถือถุงพลาสติกใหญ่มาด้วยสองถุงใหญ่ คงไปซื้อของที่ห้างใกล้ๆ กัญรัตน์ หรือ กัญ ยื่นมือมาขอหยิบไปดูแบบผ่านๆ
“หนังสือการ์ตูนน่ะ เธออ่านบ้างไหม” แล้วผมก็เพิ่งคิดขึ้นมาได้ เธออาจคิดว่าผมยังทำตัวเป็นเด็กอยู่เพราะการ์ตูนพวกนี้
“อ่านเรื่องนี้เหมือนกันหรือ เราก็ซื้อเก็บเหมือนกัน เอาไว้วันหลังมายืมเราอ่านก็ได้”
อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าเธออ่านการ์ตูนเหมือนกัน แถมมีโอกาสไปห้องของเธออีกต่างหาก ผมรีบรับถุงหนังสือคืนแล้วเสนอตัวช่วยถือของเข้าไปเก็บในห้องเจ้าของหอพัก
หอพักที่ผมพักอยู่เป็นหอรวม ตัวตึกเป็นอาคารสามชั้นมีสองปีก ห้องของผู้ดูแลอยู่ชั้นล่างสุดที่ปีกซ้าย แม่ของเธอกำลังนั่งดูรายการเพลงลูกทุ่งอย่างใจจดใจจ่อ หญิงวัยกลางคนในเสื้อตัวโคร่งสีขาวหันมามองพวกเขาสองคนที่เปิดประตูเข้าไปข้างใน
“ขอบคุณหนูบีนะที่ช่วยลูกป้าถือของ” หล่อนลุกขึ้นมารับถุงจากมือของผม “แล้วที่ให้ช่างไปติดบานเกล็ดให้ใหม่เป็นอย่างไร ดีขึ้นบ้างไหม”
ผมตอบรับอย่างสุภาพ แอบหวังว่ากัญจะชวนไปนั่งคุยที่ห้องโดยที่แม่ไม่ว่าอะไร
“เดี๋ยวไปดูที่ห้องเราไหม มีหนังสือการ์ตูนเยอะเลยล่ะ” กัญเอ่ยปากชวน ทำให้ผมแทบลอยติดเพดาน “เดี๋ยวหนูไปห้องก่อนนะแม่”
พูดจบเธอก็เดินนำไปยังประตูห้องข้างๆที่ติดเลขห้องสีน้ำตาลเข้ม ข้างในห้องค่อนข้างสะอาด ที่นอนชิดมุมห้อง หัวเตียงมีโต๊ะเขียนหนังสือกับโคมไฟ ปลายเท้ามีตู้หนังสือขนาดใหญ่ประกอบด้วยหนังสือคละกันระหว่างตำราเรียน หนังสือการ์ตูน และนิยายเล่มหนาซึ่งบางส่วนถูกวางไว้กับพื้นเป็นตั้งๆ กำแพงหัวนอนส่วนหนึ่งอุทิศให้กับโปสเตอร์การ์ตูนแผ่นใหญ่กับตารางธาตุซึ่งดูไม่เข้ากันสักนิด ส่วนผนังด้านโล่งมีห้องน้ำในตัวเหมือนห้องอื่นๆในหอพัก
แต่เพียงแค่ก้าวเท้าเปล่าเปลือยข้างหนึ่งเข้าไปในห้องผมก็หยุดเสียงดื้อๆ
ชายหญิงอยู่กันตามลำพังในห้องมันดูไม่ดีเท่าไรนัก ความคิดแบบคนหัวโบราณติดมาจากพ่ออย่างเหนียวแน่นฟุ้งกระจายเต็มหัว แถมผมกับเธอยังเพิ่งรู้จักกันจริงๆแค่วันเดียวด้วยซ้ำ มโนธรรมกับความต้องการมันค้านกันอยู่ที่กึ่งกลาง
“เข้ามาสิบี แบบนั้นขวางทางเดินนะ” หล่อนดึงตัวเขาเข้าไปเหมือนดึงตุ๊กตาตัวหนึ่ง แล้วทำสิ่งที่ไม่คาดคิด เธอเปิดประตูกว้างแล้วแนบบานประตูไว้กับผนังด้านนอกห้อง ส่งผลให้คนข้างนอกสามารถมองเข้ามาได้อย่างชัดเจน “เท่านี้ก็คงอุ่นใจแล้วสินะ ในห้องไม่มีอะไรน่าอายหรอก ก็แค่รกไปนิดเท่านั้นเอง”
“ห้องเรารกกว่าอีก” ผมพูดตะกุกตะกัก เดินเก้กังไปหาชั้นหนังสืออย่างแข็งทื่อเหมือนหุ่นชัก
เธอมองผมแล้วก็ยิ้มอย่างเป็นกันเองเหมือนครั้งแรกที่พบกัน หน้ารูปไข่สวยสะดุดตากับลักยิ้มทำให้ดูต่างออกไป ต่างจากเด็กสาวคนอื่นที่เคยพบมา แล้วเธอก็เลิกคิ้วก่อนย่อตัวลงไปหยิบการ์ตูนจากชั้นออกมาเล่มหนึ่ง
“ลองอ่านการ์ตูนไทยบ้างไหม ที่สนุกๆก็มีนะ” เธอยื่นมันให้ผมด้วยรอยยิ้มหวาน เสียงนั้นช่างไพเราะเหมือนนักร้องคนดัง เสียงเพลงเกี่ยวกับความรักดังแว่วในหัวอย่างไม่มีสาเหตุ
“ขอบคุณ”
คงเป็นอุบัติเหตุหรืออะไรสักอย่างที่ยากจะรู้ บางทีอาจเป็นที่ความบ้าของตัวผมเอง นิ้วมือที่ยื่นไปรับสัมผัสโดนนิ้วมือของเธออย่างถนัดถนี่ ความนุ่มนวลส่งผ่านนิ้วมือมาไม่กี่วินาทีก็หายไป ผมชักมือออกอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกเขินอายครอบงำจนพูดอะไรไม่ออก ท่าทางฝ่ายนั้นก็เขินเหมือนกันเสียด้วย
“ขอโทษ” ผมตอบสั้นๆแล้วฉวยหนังสือการ์ตูนมาอย่างเคอะเขิน เธอคนนั้นหันหน้าไปมองปฏิทินตั้งโต๊ะอย่างใส่ใจ แล้วพูดเบาๆว่า
“ไม่เป็นไร”
ท่าทางเธอดูฝืนๆบอกไม่ถูกผมจึงหาเรื่องกลับห้องโดยด่วน ดีที่เสียบสายชาร์จโทรศัพท์มือถือเอาไว้ที่ห้องจึงหาเรื่องขอตัวกลับไปดูก่อน หวังว่าเธอคงไม่ได้ยินว่าหัวใจของผมเต้นดังมากขนาดไหน แล้วคืนนั้นเขาก็ฝัน ฝันเห็นตัวผมกับเธอยืนจับมือกันใต้แสงดาว ต่างจ้องตากันด้วยความรู้สึกหลากหลาย...
(มีต่อ)
Double Trap[เรื่องสั้นแนว Y]
เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นแนวโรแมนติกที่ผมเขียนส่งประกวดในหัวข้อ "สาวดุ้น" ส่งไปแค่เอาสนุกและก็ไม่ได้รางวัล(ฮา) เขียนเมื่อต้นเดือนใช้เวลาเขียนไม่ถึงครึ่งคืน(มัวแต่ติดพันกระทู้หว้ากอ) เรื่องออกแนว Y หน่อยๆไม่ฮาร์ดคอร์ ไม่รุนแรง มีมีฉากอย่างว่า(ไม่งั้นคงไม่กล้าเอามาลง)
จึงต้องขออภัยผู้ที่ไม่ชอบสายนี้แล้วหลงเข้ามา หรือหลงเข้ามาอ่านแล้วไม่ชอบ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย สิ่งที่อยากได้คือคอมเมนท์ครับ ความเห็นเรื่องพล๊อตและ impact ที่ใส่ไว้ว่ามากน้อยแค่ไหน อยากได้ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางโรแมนติกสักนิด
ส่วนนิยายขอพักไว้สักครู่ เพราะตอนล่าสุดปริมาณครึ่งตอนอยู่ในเครื่องเก่า ซึ่งลงวินโดว์ใหม่ไม่สมบูรณ์ไม่สามารถเปิดใช้งานได้ และไม่มีงบไปซ่อม ต้องใช้เครื่องจากโรงเรียนของคุณแม่ไปพลางๆก่อน จะเขียนใหม่ส่วนที่เขียนไปแล้วมันเจือกหายต๋อมไปกับสายลมแห่งความทรงจำ และอารมณ์ช่วงนี้ที่ @#$#$#@$%$@@ ประมาณนี้แหละครับ ให้อธิบายก็คล้ายๆเด็กเก็บกดแค้นโลกไม่รักชีวิตไม่มีสิ่งให้เสียนั่นแหละ ไปฝึกงานเจออะไรขัดใจก็ท่องในใจว่า "อย่าให้พ่นคำหยาบนะว้อย" แต่ถ้าพรุ่งนี้สะดวกก็อาจเข็นเรื่องใหม่ออกขัดตาทัพไปก่อน(หาเรื่องดอง)
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
***************************************
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมเจอเธอคนนั้น ลูกเจ้าของหอพักที่ผมเข้ามาอยู่ได้เกือบปี ถ้าผมไม่ได้มาเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏที่นี่คงไม่พบกับคนที่สวยขนาดนี้ ผมเพิ่งเคยคุยกับเธอเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
“เธอชื่อบีใช่ไหม สวัสดีเราชื่อกัญรัตน์เป็นลูกเจ้าของหอพัก มีอะไรก็มาบอกเราได้นะ”
เท่าที่ผมรู้เธอคนนี้อายุเท่ากับผม เธอไปเรียนมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด จะกลับมาช่วงเสาร์อาทิตย์หรือปิดเทอม ที่ผมทำได้ก็แค่มองอย่างดีใจเวลาที่เจอเท่านั้นเอง
แล้วผมก็เดินสวนกับเธอไปโดยไม่พูดอะไรเพียงแค่ยิ้มให้ ร่างบอบบางสวมเสื้อสีฟ้าอ่อนไม่ถือตัวยิ้มตอบมา ผมดำสลวยเคลียไหล่อย่างเป็นธรรมชาติ เขาอดนึกไม่ได้ว่าเธอจะสวยเพียงไรหากแต่งหน้า
“กินข้าวหรือบี แนะนำร้านอร่อยให้ไหม...เธอเคยไปกินร้านตาอ้นหรือยัง...”
วันนี้ผมต้องกล้าคุยกับเธอให้ได้ เป็นโอกาสดีที่จะชวนไปกินข้าวอย่างเป็นธรรมชาติ
“เดี๋ยว...เดี๋ยวเรา...” สุดท้ายความกล้าก็ถูกกลืนลงคอ “เดี๋ยวบอกทางให้ได้ไหม พรุ่งนี้ค่อยไปกิน”
ปรากฏว่าร้านตาอ้นคือร้านที่ผมไปกินอยู่ประจำนั่นเอง หวังว่าคราวนี้คงราบรื่นกว่าคราวก่อนๆ ค่าประสบการณ์ร้างรักจะได้หยุดวิ่งเสียที แล้วเจ้าต้นเพื่อนคณะเดียวกันจะได้เลิกล้ออย่างกับเขาเป็นพวกผิดเพศ คิดแล้วก็ไปหาการ์ตูนอ่านที่ร้านเช่าหนังสือใกล้ๆอย่างเคย
“ไปซื้อหนังสือมาหรือบี”
ครั้งที่สองมักโชคดี ผมท่องในใจเมื่อเจอเธอคนนั้นตอนเดินเข้าหอ เธอถือถุงพลาสติกใหญ่มาด้วยสองถุงใหญ่ คงไปซื้อของที่ห้างใกล้ๆ กัญรัตน์ หรือ กัญ ยื่นมือมาขอหยิบไปดูแบบผ่านๆ
“หนังสือการ์ตูนน่ะ เธออ่านบ้างไหม” แล้วผมก็เพิ่งคิดขึ้นมาได้ เธออาจคิดว่าผมยังทำตัวเป็นเด็กอยู่เพราะการ์ตูนพวกนี้
“อ่านเรื่องนี้เหมือนกันหรือ เราก็ซื้อเก็บเหมือนกัน เอาไว้วันหลังมายืมเราอ่านก็ได้”
อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าเธออ่านการ์ตูนเหมือนกัน แถมมีโอกาสไปห้องของเธออีกต่างหาก ผมรีบรับถุงหนังสือคืนแล้วเสนอตัวช่วยถือของเข้าไปเก็บในห้องเจ้าของหอพัก
หอพักที่ผมพักอยู่เป็นหอรวม ตัวตึกเป็นอาคารสามชั้นมีสองปีก ห้องของผู้ดูแลอยู่ชั้นล่างสุดที่ปีกซ้าย แม่ของเธอกำลังนั่งดูรายการเพลงลูกทุ่งอย่างใจจดใจจ่อ หญิงวัยกลางคนในเสื้อตัวโคร่งสีขาวหันมามองพวกเขาสองคนที่เปิดประตูเข้าไปข้างใน
“ขอบคุณหนูบีนะที่ช่วยลูกป้าถือของ” หล่อนลุกขึ้นมารับถุงจากมือของผม “แล้วที่ให้ช่างไปติดบานเกล็ดให้ใหม่เป็นอย่างไร ดีขึ้นบ้างไหม”
ผมตอบรับอย่างสุภาพ แอบหวังว่ากัญจะชวนไปนั่งคุยที่ห้องโดยที่แม่ไม่ว่าอะไร
“เดี๋ยวไปดูที่ห้องเราไหม มีหนังสือการ์ตูนเยอะเลยล่ะ” กัญเอ่ยปากชวน ทำให้ผมแทบลอยติดเพดาน “เดี๋ยวหนูไปห้องก่อนนะแม่”
พูดจบเธอก็เดินนำไปยังประตูห้องข้างๆที่ติดเลขห้องสีน้ำตาลเข้ม ข้างในห้องค่อนข้างสะอาด ที่นอนชิดมุมห้อง หัวเตียงมีโต๊ะเขียนหนังสือกับโคมไฟ ปลายเท้ามีตู้หนังสือขนาดใหญ่ประกอบด้วยหนังสือคละกันระหว่างตำราเรียน หนังสือการ์ตูน และนิยายเล่มหนาซึ่งบางส่วนถูกวางไว้กับพื้นเป็นตั้งๆ กำแพงหัวนอนส่วนหนึ่งอุทิศให้กับโปสเตอร์การ์ตูนแผ่นใหญ่กับตารางธาตุซึ่งดูไม่เข้ากันสักนิด ส่วนผนังด้านโล่งมีห้องน้ำในตัวเหมือนห้องอื่นๆในหอพัก
แต่เพียงแค่ก้าวเท้าเปล่าเปลือยข้างหนึ่งเข้าไปในห้องผมก็หยุดเสียงดื้อๆ
ชายหญิงอยู่กันตามลำพังในห้องมันดูไม่ดีเท่าไรนัก ความคิดแบบคนหัวโบราณติดมาจากพ่ออย่างเหนียวแน่นฟุ้งกระจายเต็มหัว แถมผมกับเธอยังเพิ่งรู้จักกันจริงๆแค่วันเดียวด้วยซ้ำ มโนธรรมกับความต้องการมันค้านกันอยู่ที่กึ่งกลาง
“เข้ามาสิบี แบบนั้นขวางทางเดินนะ” หล่อนดึงตัวเขาเข้าไปเหมือนดึงตุ๊กตาตัวหนึ่ง แล้วทำสิ่งที่ไม่คาดคิด เธอเปิดประตูกว้างแล้วแนบบานประตูไว้กับผนังด้านนอกห้อง ส่งผลให้คนข้างนอกสามารถมองเข้ามาได้อย่างชัดเจน “เท่านี้ก็คงอุ่นใจแล้วสินะ ในห้องไม่มีอะไรน่าอายหรอก ก็แค่รกไปนิดเท่านั้นเอง”
“ห้องเรารกกว่าอีก” ผมพูดตะกุกตะกัก เดินเก้กังไปหาชั้นหนังสืออย่างแข็งทื่อเหมือนหุ่นชัก
เธอมองผมแล้วก็ยิ้มอย่างเป็นกันเองเหมือนครั้งแรกที่พบกัน หน้ารูปไข่สวยสะดุดตากับลักยิ้มทำให้ดูต่างออกไป ต่างจากเด็กสาวคนอื่นที่เคยพบมา แล้วเธอก็เลิกคิ้วก่อนย่อตัวลงไปหยิบการ์ตูนจากชั้นออกมาเล่มหนึ่ง
“ลองอ่านการ์ตูนไทยบ้างไหม ที่สนุกๆก็มีนะ” เธอยื่นมันให้ผมด้วยรอยยิ้มหวาน เสียงนั้นช่างไพเราะเหมือนนักร้องคนดัง เสียงเพลงเกี่ยวกับความรักดังแว่วในหัวอย่างไม่มีสาเหตุ
“ขอบคุณ”
คงเป็นอุบัติเหตุหรืออะไรสักอย่างที่ยากจะรู้ บางทีอาจเป็นที่ความบ้าของตัวผมเอง นิ้วมือที่ยื่นไปรับสัมผัสโดนนิ้วมือของเธออย่างถนัดถนี่ ความนุ่มนวลส่งผ่านนิ้วมือมาไม่กี่วินาทีก็หายไป ผมชักมือออกอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกเขินอายครอบงำจนพูดอะไรไม่ออก ท่าทางฝ่ายนั้นก็เขินเหมือนกันเสียด้วย
“ขอโทษ” ผมตอบสั้นๆแล้วฉวยหนังสือการ์ตูนมาอย่างเคอะเขิน เธอคนนั้นหันหน้าไปมองปฏิทินตั้งโต๊ะอย่างใส่ใจ แล้วพูดเบาๆว่า
“ไม่เป็นไร”
ท่าทางเธอดูฝืนๆบอกไม่ถูกผมจึงหาเรื่องกลับห้องโดยด่วน ดีที่เสียบสายชาร์จโทรศัพท์มือถือเอาไว้ที่ห้องจึงหาเรื่องขอตัวกลับไปดูก่อน หวังว่าเธอคงไม่ได้ยินว่าหัวใจของผมเต้นดังมากขนาดไหน แล้วคืนนั้นเขาก็ฝัน ฝันเห็นตัวผมกับเธอยืนจับมือกันใต้แสงดาว ต่างจ้องตากันด้วยความรู้สึกหลากหลาย...
(มีต่อ)