อยากได้คำตอบ ทางทฤษฏีมากกว่าปฏิบัติ แต่ถ้ามีผู้ปฏิบัติแล้วเข้าถึง ก็อยากรับฟังทัศนะด้วย จักขอบพระคุณยิ่ง
จะขอกล่าวถึงความแตกต่างและเหมือนกันคร่าวๆดังนี้
คือมันมีสิ่งที่เหมือนกันกับไม่เหมือนกัน
สิ่งที่เหมือนกันก็คือ
1.ไม่ว่าหลับสนิทหรืออยู่ในฌาน 1 จะไม่ได้ยินเสียงด้วยกันทั้งคู่
2. และถ้าเสียงไม่ดังจริงๆ ทั้งหลับสนิทและฌาน จะไม่ได้ยิน แต่ถ้าดังมากๆ ได้ยินทั้งคู่
3. ทำอะไรไม่ได้ทั้งคู่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ต้องตื่นขึ้นมาหรือถอยออกมาก่อน ไม่ว่าฌาน หรือ หลับสนิท จึงจะรับรู้เหตุการณ์ที่เกิด ประมาณว่า
ถ้าไฟไหม้ ก็โดนไฟคลอกโดยไม่หนีไปไหน เพราะไม่รับรู้
สิ่งที่ต่างกันก็คือ
1. ฌาน มีสติ แต่ การนอนหลับสนิทนั้น ไม่มีสติ
2. ฌาน สัมผัสความหลับสนิทได้ แต่การนอนหลับสนิทนั้น จะไม่รู้ตัว ไม่สามารถสัมผัสว่าความหลับสนิทมีความสงบอุ่นอย่างไร สำหรับผู้ที่ได้ฌาน 1 ครั้งแรก จะรู้ได้ว่า "หลับสนิทนั้นเป็นอย่างไร" มันเงียบสงบปราณีต ติดอยู่ในห้วงของการหลับลึกจนไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย
เนื่องจาก เป็นบัตรผ่าน ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือตอบคำถามได้ จึงขออธิบายบางส่วนเพื่อมีบางท่านสงสัย
วิธีปฏิบัติที่ทำอยู่ มี 4 ข้อใหญ่ๆต่อเนื่องกันดังนี้
1.เจริญสติ โดยกำหนดสติทั้งหมด 7 จุด ลมเข้าสัมผัสจมูกเป็น 1 สติ ผ่านหน้าอกเป็น 1 สติ ต้นลมชนกลางท้องเป็น 1 สติ ต้นลมถอยออกที่กึ่งกลางท้องเป็น 1 สติ ผ่านกลับมาที่หน้าอกเป็น 1 สติ ผ่านกลับมาที่ปลายจมูกเป็น 1 สติ และ นับอีก 1 สติ (นับ 1 ถึง 10 ถ้าสติหายไปตัวเลขไหน ก็ย้อนกลับมาที่ 1 แล้วนับไปจนถึงสติที่ขาดไป เป็นการซ่อมสติที่ขาดไปในช่วงตัวเลขนั้นๆ)
เมื่อเจริญสติจนเด่นชัดทั้ง 7 แห่งแล้ว
2.เปลี่ยนเป็นการ เจริญสมาธิ โดยต้องทำให้สติต่อเนื่องในอารมณ์เดียว กำหนดไว้ที่กึ่งกลางท้องที่เดียว คือ เป็นการรวมสติทั้งหมดทั้ง 7 สติ มาไว้ที่กึ่งกลางท้องที่เดียว ไม่ว่า ลมจะผ่านไปที่ จมูก หน้าอก ก็ตาม ให้ถ่ายสติมาไว้ที่ท้องที่เดียว ทำต่อไปเรื่อยๆจน สติทั้งหมด มารวมอยู่ที่กึงกลางท้องโดยไม่รู้สึกอีกต่อไปถึงลมที่ผ่านไปที่ต่างๆ เหลือสติที่กึ่งกลางท้องที่เดียว ถึงตอนนี้ สัมผัสต่างๆก็ยังรับรู้ได้โดยปรกติ คือ ยังได้ยินเสียง ยังรู้ร้อน หนาว คัน รับรู้สภาวะแล้วล้อมต่างๆได้อย่างปรกติ
3.ยกระดับสติให้แจ่มชัดขึ้นมากกว่าการรับรู้สภาวะแวดล้อม เช่น เมื่อได้ยินเสีย ก็สักแต่ได้ยินเสียงเท่านั้น ห้ามปรุงต่อไปว่า
1.เป็นเสียงมอเตอร์ไซค์ 2. กำลังส่งหนังสือพิมพ์ 3.กำลังถอยจากไป เป็นต้น ให้ตัดการปรุงทั้งหมดทิ้งให้เหลือเพียงแต่สักแต่ได้ยินเสียงเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าเสียงอะไร คือ เพิ่มความเข้มของสติไปที่กึ่งกลางท้องที่เดียว และลดการปรุงแต่งจากสภาพแวดล้อม หากฝึกไปเรื่อยๆ จิตจะระงับ “สัญญา” (ความจำ) ได้เอง เมื่อสัญญาดับ ก็ไม่รู้ว่านั่นคือเสียงอะไร และสัมผัสอื่นที่เกิดขึ้น ก็ต้องทำในลักษณะเดียวกันคือ หยุดปรุ่งแต่งว่ามันคืออะไร
4. เมื่อเหลือแต่ตัวรู้โดยไม่มีสัญญาแล้ว จึงจะ “เพ่ง” ที่กึงกลางท้องทีเดียว คือตอนนี้จะไม่มีความปรุงแต่งเหลืออยู่ ถึงหูจะได้ยินเสียงก็ตาม แต่เมื่อ “เพ่ง” ลงที่กึ่งกลางท้องที่เดียว สติจะถอนออกจากการรับรู้อื่นๆทั้งหมดเหลือเพียงความสงบนิ่งที่กึ่งกลางท้อง
วิถีจิตของคนนอนหลับสนิท กับ วิถีจิตของคนที่อยู่ในฌาน 1 แตกต่างกันอย่างไร
จะขอกล่าวถึงความแตกต่างและเหมือนกันคร่าวๆดังนี้
คือมันมีสิ่งที่เหมือนกันกับไม่เหมือนกัน
สิ่งที่เหมือนกันก็คือ
1.ไม่ว่าหลับสนิทหรืออยู่ในฌาน 1 จะไม่ได้ยินเสียงด้วยกันทั้งคู่
2. และถ้าเสียงไม่ดังจริงๆ ทั้งหลับสนิทและฌาน จะไม่ได้ยิน แต่ถ้าดังมากๆ ได้ยินทั้งคู่
3. ทำอะไรไม่ได้ทั้งคู่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ต้องตื่นขึ้นมาหรือถอยออกมาก่อน ไม่ว่าฌาน หรือ หลับสนิท จึงจะรับรู้เหตุการณ์ที่เกิด ประมาณว่า
ถ้าไฟไหม้ ก็โดนไฟคลอกโดยไม่หนีไปไหน เพราะไม่รับรู้
สิ่งที่ต่างกันก็คือ
1. ฌาน มีสติ แต่ การนอนหลับสนิทนั้น ไม่มีสติ
2. ฌาน สัมผัสความหลับสนิทได้ แต่การนอนหลับสนิทนั้น จะไม่รู้ตัว ไม่สามารถสัมผัสว่าความหลับสนิทมีความสงบอุ่นอย่างไร สำหรับผู้ที่ได้ฌาน 1 ครั้งแรก จะรู้ได้ว่า "หลับสนิทนั้นเป็นอย่างไร" มันเงียบสงบปราณีต ติดอยู่ในห้วงของการหลับลึกจนไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย
เนื่องจาก เป็นบัตรผ่าน ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือตอบคำถามได้ จึงขออธิบายบางส่วนเพื่อมีบางท่านสงสัย
วิธีปฏิบัติที่ทำอยู่ มี 4 ข้อใหญ่ๆต่อเนื่องกันดังนี้
1.เจริญสติ โดยกำหนดสติทั้งหมด 7 จุด ลมเข้าสัมผัสจมูกเป็น 1 สติ ผ่านหน้าอกเป็น 1 สติ ต้นลมชนกลางท้องเป็น 1 สติ ต้นลมถอยออกที่กึ่งกลางท้องเป็น 1 สติ ผ่านกลับมาที่หน้าอกเป็น 1 สติ ผ่านกลับมาที่ปลายจมูกเป็น 1 สติ และ นับอีก 1 สติ (นับ 1 ถึง 10 ถ้าสติหายไปตัวเลขไหน ก็ย้อนกลับมาที่ 1 แล้วนับไปจนถึงสติที่ขาดไป เป็นการซ่อมสติที่ขาดไปในช่วงตัวเลขนั้นๆ)
เมื่อเจริญสติจนเด่นชัดทั้ง 7 แห่งแล้ว
2.เปลี่ยนเป็นการ เจริญสมาธิ โดยต้องทำให้สติต่อเนื่องในอารมณ์เดียว กำหนดไว้ที่กึ่งกลางท้องที่เดียว คือ เป็นการรวมสติทั้งหมดทั้ง 7 สติ มาไว้ที่กึ่งกลางท้องที่เดียว ไม่ว่า ลมจะผ่านไปที่ จมูก หน้าอก ก็ตาม ให้ถ่ายสติมาไว้ที่ท้องที่เดียว ทำต่อไปเรื่อยๆจน สติทั้งหมด มารวมอยู่ที่กึงกลางท้องโดยไม่รู้สึกอีกต่อไปถึงลมที่ผ่านไปที่ต่างๆ เหลือสติที่กึ่งกลางท้องที่เดียว ถึงตอนนี้ สัมผัสต่างๆก็ยังรับรู้ได้โดยปรกติ คือ ยังได้ยินเสียง ยังรู้ร้อน หนาว คัน รับรู้สภาวะแล้วล้อมต่างๆได้อย่างปรกติ
3.ยกระดับสติให้แจ่มชัดขึ้นมากกว่าการรับรู้สภาวะแวดล้อม เช่น เมื่อได้ยินเสีย ก็สักแต่ได้ยินเสียงเท่านั้น ห้ามปรุงต่อไปว่า
1.เป็นเสียงมอเตอร์ไซค์ 2. กำลังส่งหนังสือพิมพ์ 3.กำลังถอยจากไป เป็นต้น ให้ตัดการปรุงทั้งหมดทิ้งให้เหลือเพียงแต่สักแต่ได้ยินเสียงเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าเสียงอะไร คือ เพิ่มความเข้มของสติไปที่กึ่งกลางท้องที่เดียว และลดการปรุงแต่งจากสภาพแวดล้อม หากฝึกไปเรื่อยๆ จิตจะระงับ “สัญญา” (ความจำ) ได้เอง เมื่อสัญญาดับ ก็ไม่รู้ว่านั่นคือเสียงอะไร และสัมผัสอื่นที่เกิดขึ้น ก็ต้องทำในลักษณะเดียวกันคือ หยุดปรุ่งแต่งว่ามันคืออะไร
4. เมื่อเหลือแต่ตัวรู้โดยไม่มีสัญญาแล้ว จึงจะ “เพ่ง” ที่กึงกลางท้องทีเดียว คือตอนนี้จะไม่มีความปรุงแต่งเหลืออยู่ ถึงหูจะได้ยินเสียงก็ตาม แต่เมื่อ “เพ่ง” ลงที่กึ่งกลางท้องที่เดียว สติจะถอนออกจากการรับรู้อื่นๆทั้งหมดเหลือเพียงความสงบนิ่งที่กึ่งกลางท้อง