[The Face Thailand 2] บทเรียน Management จาก The Face Thailand (บทความวิเคราะห์จากนักวิชาการ)

ขออนุญาตนำบทความจากอาจารย์ ที่ได้มีการวิจารณ์ และวิเคราะห์ The Face Thailand 2
ในเชิงของการจัดการ กลยุทธ์ เห็นว่าอาจารย์เขียนออกมาสนุก และน่าสนใจดี จึงอยากนำมาแชร์กันครับ

บทเรียน Management จาก The Face Thailand.
ภรรยาเล่นเปิดมือถือ ดูบนเตียงซะ มันก็ไม่รอด ก็ต้องดู
พอดูแล้ว สมองก็คิดตาม วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตามหลักวิชาการ อัตโนมัติ ผล มีดังนี้
ก่อนอื่นทุกคนต้องเข้าใจก่อนว่า มันคือการแสดง ทุกอย่าง Scripted มาหมดแล้ว ตามบทละคร ความ Drama ทั้งหลาย ถูกสร้างขึ้นมา อาจจะมีความตรงกับ Character แต่ละคนพอควร แต่ยังทั้งหมดนี่ก็ "ไม่ใช่เรื่องจริง" เพราะฉะนั้น กรุณา อินตามสมควร อย่าอินมาก
ทีนี้ มาสมมุติว่านี่คือเรื่องจริง และนี่คือการแข่งขันทางธุรกิจ



ทีม ลูกเกด - ลูกเกด คือ Strategist เป็นนักกลยุทธตัวจริง She สนใจ Outcome ของเกมเป็นหลัก She อ่านสถานการณ์ ทุกอย่างโดยละเอียดว่า กรรมการเป็นใคร เกมนี้มีกติกาอะไร ภาพจะออกมาเป็นแบบไหน ในมือของฉันมีทรัพยากรอะไร (น้องๆนางแบบ) แล้วจะทำอย่างไรให้ "ชนะ" เธอมองในภาพรวม ในกรณีของวันที่ถ่ายชุดนอน สังเกตุได้ว่าเธอไม่ได้พยายามจะทำให้คนไหนเด่น เธอดันให้ภาพออกมาสวยเป็นหลัก (Strong-Strong-Strong นั่นล่ะ) เป็นที่พอใจของกรรมการ กรรมการได้ภาพสวยๆ ทำงานง่ายๆ และ นี่คือการแข่งระดับทีม ไม่ใช่การแข่งคนเดียว ภาพเธอก็งามสุด จบ แล้วเธอไม่ใช่คนที่ปราณีลูกน้อง ถ้าไม่ Work เธอก็ด่า ถ้า Work เธอก็ชม ทั้งหมด มุ่งไปเพื่อชัยชนะเป็นหลัก




ทีม บี - บี เป็น Tactical และ Professional เอาชัดๆ ก็คือ บี เป็นนางแบบมืออาชีพ มาเหมือนๆลูกเกด แต่ บี ไม่ใช่นักวางแผน บีเป็นนักปฎิบัติ สังเกตุว่าเวลาเธอทำงานเธอต้องมา ทำให้ลูกน้องดู เธอจะไม่มองในภาพรวม เธอมองเป็นคนๆ เธอไม่มีการอธิบายมากเท่าไหร่ นั่นคือสาเหตุที่ ช่างภาพเมื่อวานบอกว่า "เป็นทีมที่วุ่นวายสับสนที่สุด" เพราะยังไม่ทันได้จัดอะไร ก็เปลี่ยนอีก บี ไม่สน End Product บีสนอย่างเดียวคือน้องๆ ฉันต้องสวย เป็นคนๆ ซึ่งก็ สวยแต่ ภาพรวมออกมา พอมันไม่ได้ คิดมาครบ มันก็แพ้ลูกเกด จบ




ทีม คริส - เราก็ดูรถไฟฟ้ามหานครกันมา ถามว่าคริส เป็นนางแบบอาชีพมั้ย ก็ไม่ใช่ เธอเป็นดาราก็ไม่ใช่ เธอเป็นอะไรกลางๆ เธออาจจะเป็นนางแบบมาบ้าง แต่ level of skill ไม่เท่าลูกเกดกับบี (บีกับลูกเกดรู้จักช่างภาพเป็นรายตัว) ดังนั้น ความเข้าใจ สมรภูมิโดยสภาพ เธอไม่มีทางสู้ลูกเกดกับบีแน่ๆ โดย Professional Experience ดังนั้น คริสเลยมาในทางเป็น "Sister" รักน้อง ให้กำลังใจน้อง ขำๆ สนุกๆ ให้น้องสบายใจ แต่การแนะนำในเชิงเทคนิคไม่มี ก็คือเป็นเจ๊ดัน คือ ให้แต่น้ำตาล ไม่มีวิตามิน น้องมันก็ไปได้แต่ก็ไปแบบตายไปทีละคน เพราะ แพ้ Game ลูกเกด และแพ้ Tactic ของบี




อันนี้ จบ ถ้านี่คือสถานการณ์จริงๆ ในการทำงานโลกธุรกิจ ลูกเกดชนะทุกสมรภูมิ
แต่นั่นไม่ได้แปลว่า The Face Thailand จะมาจากทีมลูกเกด เพราะในที่สุด นี่ไม่ใช่ Team Sport



มองข้าม Inception ขึ้นมาหน่อย - ผู้จัดเขาคิดอะไรอยู่
ผู้จัดที่สุดยอดสร้างความ Drama ยังไง
ผู้จัดเอาเด็กที่กลางๆ ที่สุดไปอยู่ทีมที่ Mentor เป็นซูสีไทเฮาสุด คือลูกเกด แล้วก็ เอาทีมที่เด็กมีพรสวรรค์ที่สุดไปอยู่ทีมที่ Mentor แบบบ้านๆ สุด ก็คือคริส แล้วก็ เด็กๆ ที่มี Character แรงๆ เด่นๆ ไปอยู่ทีมขาลุย ก็คือ บี
ความ Drama จึงบังเกิด แล้วเราก็ดูกันติดหนึบ ว่าในที่สุดเอาเข้าจริงๆ มันก็ยังเป็น "ใครก็ได้" ที่จะเป็น The Face Thailand
ความเก่งของกันตนา ไม่ได้อยู่ที่การเลือกซื้อเอา The Face มาจากเมืองนอก แต่อยูที่การ "Localize" The Face ให้เข้ามาในบริบทของไทย ทั้งในตัว Personality ของ Mentor และ Model ทำให้ดู Logic มันใช่ แล้วคนก็ Addicted
จึงต้องยกย่องกันตนา มา ณ ที่นี้ ข้าน้อยขอคารวะ



credit
บทความ : facebook Ponn Virulrak 24 พ.ย. 58 ขออนุญาตมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
รูปภาพ : fanpage facebook The Face Thailand

*แก้ไขคำผิด
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่