[CR] [CR] “ไม่อยากไปแล้วญี่ปุ่น”



*คำเตือน รีวิวนี้แก่นสารติดลบ แต่ถ้าอ่านจนครบ อาจจะพบกับรอยยิ้ม

*********************************************************

CHAPTER 1 : Unexpected. : คาดไม่ถึง


         ณ สนามบินที่มีแท็กซี่เป็นเซเลบ ชื่อเสียงกระฉ่อนโลก...มาช้านาน!!!!

“ไม่อยากไปแล้วญี่ปุ่น” เสียงสบถจากมนุษย์ออฟฟิศตัวน้อย ๆ ผู้มีภูมิลำเนามาจากต่างจังหวัด แต่มาลงหลักปักฐาน ทำมาหาเช้ากินค่ำอยู่ในเมืองใหญ่สุดศิวิไลซ์ ที่มีทุกสิ่งอย่างให้เลือกใช้ ยกเว้นอากาศบริสุทธิ์ ที่รู้สึกมีไม่พอใช้ในแต่ละวัน ผู้ซึ่งพกพาความฝัน ความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ว่าปีแรกของการทำงาน มันจะต้องเก็บหอมรอมริบไปเที่ยวต่างประเทศให้ได้ด้วยน้ำหมักป้าเชง…(น้ำพักน้ำแรงมั้ย…ไอ้นี่!) วอนส้นอย่างนี้ ไม่น่าจะทำสำเร็จเลย   อิอิ..ขอโทษทีนะมันทำได้ว่ะ


แล้วทำไมถึงบังอาจมาเอื้อนเอ่ยวาจาขวางโลกเช่นนี้เล่าว่า “ไม่อยากไปแล้วญี่ปุ่น” เป็นพวกแอนตี้ฮิปสเตอร์งี้ เห็นคนไปกันเยอะเลยจะสวนกระแสงี้ หรือเป็นปลาแซลม่อน ชอบว่ายทวนน้ำ หรือเป็นวินมอไซค์เมืองไทยชอบขี่รถสวนเลน หรือทำตัวขวางทุกสิ่งเพื่อจะได้เป็นคนคูล ๆ โอยยยยยยย ไปกันใหญ่แล้ว จริง ๆ เรื่องมันมีอยู่ว่า


ต้นปีพุทธศักราช ๒๓๔๔ ยุคสมัยที่……ยัง ๆ จะย้อนทำไม ไกลไป๊ เอาใหม่ เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ไอ้เจ้าของกระทู้ มันกำลังจะได้โบยบินไปยังแดนอาทิตย์ เป็นครั้งแรก แล้วทำไมถึงเลือกไปประเทศนี้ล่ะ ? เพราะเค้ายกเลิกวีซ่า เพราะตั๋วเครื่องบินจัดโปรกันเพียบ หรือเพราะโตมากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นตั้งแต่เด็ก หรือเพราะใคร ๆ ก็ไปกัน  เอะอะไปญี่ปุ่น


แต่สำหรับเหตุผลที่ผมเลือกไปนั้น….ก็เหมือนแบบคนทั่ว ๆ ไปนี่แหละ ไม่ได้มีเหตุผลอุตริพิศดาร ยิ่งโดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมนี่ต้องยอมรับเลยว่าผมโตมากับยุคการ์ตูนวัยใส จนมาถึงหนังวัยผู้ใหญ่ เลยทีเดียว เอาจริง ๆ ผมคิดว่าผู้ชายส่วนใหญ่ในประเทศเราต้องโตมาพร้อมกับวัฒนธรรมของประเทศนี้ ในทำนองนี้เหมือน ๆ กัน ใช่มั้ยครับ ผมรู้พวกคุณก็ดู ยิงเวลาพ่อไปทำงาน แม่ไปจ่ายตลาดนะ หึ้ม!!!


เนื่องด้วยในวันนั้นคนที่จะได้ไปเที่ยวใครมั่งจะไม่แฮปปี้ เพราะวันที่จะบินนั้น เป็นวันแรกที่เราเริ่มต้นทิ้งกิจวัตรประจำวันทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเรียน รถติด มลพิษในกรุงเทพ ลืม ๆ มันไปก่อน เพื่อเตรียมพร้อมจะไปท่องเที่ยวในดินแดนที่ฝันใฝ่  พูดมาแบบนี้แล้วแสดงว่าไอ้เจ้าของกระทู้ไม่แฮปปี้เรอะ? ที่จะได้ไปเที่ยวเนี่ย   อ่อ แฮปปี้ แต่แฮปได้เพียง 1 ชม. เมื่อถึงสนามบิน ก็ต้องเปลี้ย  เพราะหลังจากนั้น….


ก่อนอื่นขอเล่าก่อนว่าทริปนี้ ผมมีมนุษย์เงินเดือนอีกสองหน่อ ลงเรือลำเดียวกัน เป็นเพื่อนสมัยวัยกระโปรงบาน ขาสั้น ถุงเท้าคาร์สัน รองเท้าพีเอสจูเนียร์  แรกเริ่มสุดเลยทริปนี้จะมีห้าคน ไป ๆ มา ๆ อีกสองคนมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งทั้งสองคนนี้ก็ต้องมาร่วมเหตุการณ์เปลี้ย ๆ กับผมด้วยไปโดยปริยาย เพราะผมเป็นคนพูดกับทั้งสองเองว่า “ไม่อยากไปแล้วญี่ปุ่น”  


เรื่องมีอยู่ว่า (เมื่อกี้เอ็งก็ขึ้นเรื่องมีอยู่ว่า นั่นไง! น้ำทั้งนั้น) หลังจากที่เช็คอินกระเป๋ากับสายการบิน China Eastern แล้วเรียบร้อย ก็ต้องแปะสติ๊กเกอร์สีบานเย็นที่อก เห็นเด่นชัดมาตั้งแต่ 100 เมตร เพื่อเป็นการบ่งบอกแก่เจ้าหน้าที่ว่าไอ้สามตัวนี้ จะต้อง Transit ต่อที่เซี่ยงไฮ้นะ ตั๋วเครื่องบินที่ได้มาไม่ใช่ตั๋วโปร เพียงแต่จองล่วงหน้าครึ่งปี เลยได้ราคาดีมา 15500 บาท ลงโอซาก้า  บินกลับ กทม. ที่โตเกียว แวะทรานซิสสองชั่วโมง ญี่ปุ่นครั้งแรกก็ฟาดสองโซนไปเลย หลังจากเช็คอินแล้วก็เดินเตร็ดเตร่ถ่ายรูปในสนามบิน ด้วยรอยยิ้มที่ฉีกถึงรูหู เพื่อให้โลกรู้ว่าเอ้อ ตรูจะบินไปเที่ยวแล้วนะ อิจฉามั้ย เพื่อน ๆ ชาวโซเชียล พรุ่งนี้วันจันทร์ แต่ฉันลางานแล้วจ้า


จากนั้นก็เข้า ตม. เตรียมไปรอในเกท ตามปกติ ถึงช่องตรวจคนเข้าเมือง (Immigration) แบบระบบอัตโนมัติ และเป็นช่องสำหรับพาร์ทสปอตไทยเท่านั้น ทุกอย่างยังคงปกติดี แต่ดันมาติดตรงที่ความบื้อของผมเค้าให้เขียนบัตรขาออก ดันไม่เขียน เขียนบัตรขาเข้า เอ็งจะไม่ออกใช่มั้ยตกลง เจ้าหน้าที่จึงเชิญให้ไปเขียนบัตรขาออกแล้วมาต่อคิวใหม่ทางด้านหลัง  คราวนี้ก็ผ่านสบาย มองกล้อง สแกนลายนิ้วมือ ที่กั้นเปิดปุ๊บหลุดเข้าสู่ดิวตี้ฟรี สามเกลอก็เดินช็อปกันพอหอมปากหอมคอ เหลือเวลาอีกประมาณ 40 นาทีไปขึ้นเครื่อง


ปรากฏว่า ไอ้เจ้าของกระทู้ ก็เอามือล้วงเป้ เห้ละไง! ไอแพดไม่มี หายไปไหน จะทำยังไง ลืมไว้ใช่ไหม ที่ไหนวะนี่ เลยบอกเพื่อนทั้งสองว่า สงสัยลืมไว้ที่ช็อปดิวตี้ฟรี ขอปรี่ไปดูแปป ไปถึงถามแคชเชียร์ บอกไม่มีนะคะ ไม่มีวางไว้เลย เวงละตรู หายใช่ไหม หรือใครขโมย วินาทีนั้นอยากจะหาตู้เสื้อผ้าสักตู้ แล้วเข้าไปยืนข้างใน หลับตากำมือแนบลำตัว แล้วนึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ (ยังจะมา About time อีก…ของหายโรแมนติกเนอะ!)


นึกแล้วนึกอีก นึกไม่ออก เลยโทรบอกเพื่อนแย่ละ หรือว่าจะลืมไว้ตรง ตม. ขอไปดูหน่อย เพื่อนเลยบอกไปเลยเดี๋ยวรีบเดินตามไป ไปถึงก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่ตรงนั้นว่าเห็นไอแพดมินิ ตกอยู่แถวนี้ไหม เขาบอกสีขาวใช่ไหม ใช่ครับ (ใจชื้นขึ้นมาละ) อ๋อเมื่อกี้มีคนทำไอแพดตก เสียงดังมาก จนทุกคนตรงนั้นหันมามองดู แล้วเค้าก็หยิบใส่กระเป๋าไป….แล้วเค้าก็หยิบใส่กระเป๋าไป….แล้วเค้าก็หยิบใส่กระเป๋าไป…แล้วเค้าก็…พอ!!


Ship หายวายป่วงแล้วครับ ชัด!! ชัดเลย!! ผมนี่ขาอ่อนเลย!! ไอแพดมินิตรูโดนขโมยซะแล้ว ผมเลยนึกขึ้นได้ว่าตอนนั้นที่โดนกลับไปเขียนบัตรขาออกดันเอาไอแพดรองเขียนแล้วเจือกไม่หยิบไอแพดไป วางไว้อย่างนั้น อยากจะเอามือล้วงเข้าไปควักขี้เลื่อยในหัวออกมาให้หมดซะจริง ๆ ไม่น่าเลยตรู  เฮ้ย!! แต่ในสนามบินขนาดนี้มันต้องมีกล้องอยู่แล้ว ยิ่งใน ตม. อีก ต้องรัดกุมมากแน่ ๆ ซึ่งตอนนั้นคิดเข้าข้างตัวเองขนาดนี้เลยล่ะครับว่าไม่ยอมหมดหวัง


จึงรีบปรี่ไปตรงเคาท์เตอร์ตำรวจการท่า เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังว่าไอแพดมินิหายตรงนี้ มีเจ้าหน้าที่คนนั้นเห็น  บอกว่าคนที่หยิบไปเป็นผู้ชายใส่เสื้อแจ็คเก็ต ช่วยเช็คกล้องวงจรปิดให้หน่อยครับ เจ้าหน้าที่ตำรวจการท่า ก็บอกว่าจะพาไปดู แต่ต้องใช้เวลาหน่อยนะ เพราะมันผ่านไปแล้วประมาณ 20 นาทีได้ นับจากเวลาที่เราเข้ามายังเกต คนก็ผ่านตรงนี้ไปแล้วหลายคน  ตอนนั้นได้แต่บอกว่าโอเคครับ ไงก็ได้ ไม่ขอให้จับหรืออะไรเลย ขอให้รู้ตัวคนเอาไปแล้วขอไอแพด คืนพอ เพราะข้อมูลหลายอย่างอยู่ในนั้นทั้งหมด


ขั้นตอนการหาตัวหัวขโมยในตอนนั้น คือดูทั้งกล้องวงจรปิด เพื่อเช็คว่ามีผู้ชายใส่แจ็คเก็ตไหม และดูไล่จากบัตรขาออกคนที่ต่อหลังผมเข้ามา ที่เป็นผู้ชาย ไล่ ๆ ไปเจ้าหน้าที่ก็ดึงผู้ต้องสงสัยได้บางส่วน แต่ที่ผมเอะใจอยู่อย่างนึงคือ กล้องที่ดูกลับเป็นกล้องตรงเครื่องที่ใช้สแกนหน้าเท่านั้นครับ มันจึงเห็นไม่ชัดเลยว่าคนที่อยู่ด้านหลังหน้าตาเป็นยังไง หรือบริเวณนั้นจะมีกล้องแค่ตรงนั้น สนามบินมีกล้องไม่ทั่วหรอนี่ ซึ่งกล้องที่เครื่องสแกนมุมก็แคบมาก  ผมยิ่งสิ้นหวังเข้าไปอีก  แถมอีกไม่กี่นาทีก็ต้องไปขึ้นเครื่องแล้ว


หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็บอกว่างั้น เราลองไปที่เกทของผู้ต้องสงสัยเหล่านี้เลย กักตัวยังไม่ให้เครื่องออก แล้วเรียกเช็คตามชื่อในบัตรขาออก ผมก็ดีใจที่เจ้าหน้าที่เค้ายังช่วยเราเต็มที่ ผมกับเค้าไปด้วยกัน ส่วนเพื่อนอีกสองคนเจ้าหน้าที่บอกให้ดูกล้องวงจรปิดอยู่ที่นี่ ไปถึงเกทก็พยายามมองเช็คคนที่เป็นผู้ชายตามอายุในบัตร ทีละคน ทีละคน แต่ก็ยังไม่เจอสักที จนอีกไม่ถึงห้านาทีเครื่องผมจะออกแล้ว


เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงบอกว่างั้นจดชื่อที่อยู่เบอร์โทรทิ้งไว้ ถ้าเจอจะได้ส่งตามไปให้ ตอนนี้ให้รีบไปขึ้นเครื่อง เดี๋ยวจะตกเครื่องกันหมด ยอมรับตรง ๆ เลยครับว่าตอนนั้นผมเฟลสุด ๆ ไอ้ความหวังที่ว่าเข้ามาในโซนที่ผ่านการตรวจเข้มงวดอย่างใน ตม. ขนาดนี้แล้ว ยังไงเปอร์เซ็นหาเจอน่าจะมีเยอะอยู่นะ เริ่มจะกลายเป็นความหวังที่สูญเปล่าไปซะดื้อ ๆ  หรือเพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยเราแค่คนเดียว ลืมบอกไปว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยตามเรื่องให้ผมคนเดียวจริง ๆ จากที่ตรงนั้นมีอยู่หลายคนมาก ยังไงก็ตามผมคงจะโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเองที่สะเพร่า


จังหวะนั้นผมจึงต้องตัดใจว่าคงจะได้คืนยากแล้วล่ะ และรีบวิ่งกับเพื่อนไปที่เกต ซึ่งเกตที่สอบสวน กับเกตขึ้นเครื่องอยู่ไกลกันมาก วิ่งสุดชีวิต เพราะทางเกตนั้นบอกว่าระวังจะไม่ทัน แต่ได้วอไปบอกทางเกต China Eastern ให้รอไว้แล้ว มันเหนื่อยสุด ๆ ครับ รู้เลยว่าใจที่อ่อนแรง ยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนแรงตาม แถมยังรู้สึกเกรงใจเพื่อนที่ต้องมาลำบากเพราะเราอีก


เชื่อไหมครับ! วินาทีที่ไปถึงเกต China Eastern นี่เหมือนฉากในหนัง หรือในละครยังไงยังงั้น จังหวะที่พระเอก วิ่งตามนางเอกที่ สนามบิน แล้วคลาดกัน พระเอกตะโกนเรียกนางเอก “เนตรนภา” เหมือนที่ผมตะโกนเรียก “เครื่องบิน” แต่ก็สายเสียแล้ว ปล. ไม่ได้ตะโกนนะครับเดี๋ยวเค้าหาว่าใครปล่อยคนบ้าเข้ามา (ยังจะเล่นอีกนะ) แต่ตอนนั้น น้ำตาลูกผู้ชายผมไหลหยดติ๊ง…ติ๊ง เลยทีเดียว ภาพนั้นยังติดตาผมมาจนถึงทุกวันนี้ จังหวะที่เครื่องกำลัง Taxi ออกจากงวงช้าง นี่เรามาช้าไปนิดเดียวใช่มั้ย แทบอยากจะบูชายัญดูดวิญญาณ ยูเซียน โบลท์ มาประทับทรง


เจ็บปวดใจ เกาะราวที่กั้นบันไดเลื่อนที่ถูกปิดไปแล้ว ลงไปกองกับพื้น  เพื่อนที่มาด้วยกันคนนึง ไม่เคยขึ้นเครื่องบินเลย ครั้งนี้จะเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของมัน ผมก็ทำประสบการณ์ครั้งแรกของมันพังยับเยิน ไม่เหลือชิ้นดี คิดงี้ยิ่งเสียใจไปอี้ก ที่เพื่อนต้องมาซวยเพราะเรา น้ำตาก็ไหลมาอีก เพื่อนอีกคนที่ยังมีสติดีที่สุด ในอดีตมีดีกรีเป็นหัวหน้าห้องถึง 2 ปีซ้อน จึงไปคุยกับกราวด์ China Eastern ว่าที่มาไม่ทันเพราะไอแพดโดนขโมย แล้วทางเกตนู้นก็บอกว่าได้วอมาบอกให้รอแล้ว แต่พี่เค้าบอกว่าไม่ได้รับข้อความจากไหนเลย สรุปยังไงกันแน่ ได้วอมาบอกจริงหรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่ค้างคาใจผมอยู่ตลอด


แต่ตอนนั้นก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เลยเล่าเหตุการณ์ให้เค้าฟัง พี่กราวด์ก็บอกว่าเปลี่ยนไฟลท์อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 5000 ต่อที่นั่ง แต่ด้วยความที่พี่เค้าเห็นสภาพพวกเราแล้วคงเวทนา เค้าบอกว่าเดี๋ยวจะช่วยคุยกับสายการบินให้ ว่าเป็นเคสกรณีแบบนี้ จะเปลี่ยนไฟลท์โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายได้มั้ย แต่ยังไม่รับประกัน แต่จะพยายามช่วยเต็มที่ และต้องรอไฟลท์พรุ่งนี้เช้า 9 โมง ซึ่งเวลา ณ ขณะนั้นตี 2  และต้องไปลากกระเป๋าที่ถูก off load กลับเข้ามารอในสนามบิน  


ยอมรับเลยว่าตอนนั้นผมซมซาน ซึมเศร้าสุด ๆ ในชีวิต ที่การไปเที่ยวต่างประเทศด้วยเงินตัวเองครั้งแรก ก็เปิดฉากดราม่าสะเทือนใจขนาดนี้ซะแล้ว หดหู่ชะมัด จนถึงกับบอกเพื่อนเลยว่าถ้าต้องจ่ายตังค์ค่าเปลี่ยนตั๋วก็คง “ไม่อยากไปแล้วญี่ปุ่น” และได้คิดในใจตอนนั้นว่าจะเอาพ็อคเกตมันนี่ของผม เป็นค่าเปลี่ยนตั๋วให้เพื่อนไปแทน อะไรจะถาโถมโหมกระหน่ำขนาดนี้ ไอแพดหาย ตกเครื่องครั้งแรกในชีวิต นอนสนามบินครั้งแรก อ้อ..แล้วที่สำคัญ ไอแพดยังผ่อนไม่หมด เหลืออีก 5 งวด โฮลี่ชีสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส!!!! ต้องผ่อนให้โจรใช้อีกใช่มั้ย? ใช่!


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ชื่อสินค้า:   ญี่ปุ่น
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่