วันภาษาไทยแห่งชาติ

ภูมิแพ้...กรุงเทพ

กระทู้สนทนา
วันนี้ได้มีโอกาสนั่งดู MV เพลง “ภูมิแพ้กรุงเทพ” ของพี่ป้าง นครินทร์ เมื่อดูจบทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวของรุ่นพี่ผมคนหนึ่งที่เคยโทรมาเล่าชีวิตการทำงานที่เลือกเดินในสายอาชีพ “นักปกครอง” ด้วยการเป็น “ปลัดหนุ่มภูธร” และความเป็นอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างทุรกันดารแต่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามและเงียบสงบ ซึ่งก็คงจะคล้ายๆกับพระเอกใน MV เพลงนี้ที่เลือกไปพักรักษาตัวและใช้ชีวิต ณ สถานที่ที่มีโอโซนเยอะที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องอื่นๆที่คล้ายคลึงกันซึ่งผมจะขอเล่าต่อไปนับต่อจากนี้ไป เชิญรับชมและรับฟังกันได้เลยคับ (รู้สึกทางการไป ขอเปลี่ยนเป็น เชิญฟัง ง่ายๆ จบ เหอะๆ)

รุ่นพี่ของผม หรือ “ปลัดหนุ่มภูธร” ที่ผมพูดถึง เดิมทีเคยทำงานในกรุงเทพ เป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ก็คงจะเหมือนกับพนักงาน office ของบริษัทโดยทั่วๆไปที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ทำภารกิจส่วนตัวอย่างเร่งรีบ โดยสารรถเมล์ประจำทางหรือบางครั้งก็รถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินท่ามกลางผู้คนที่แออัด ยัดเยียดที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน และท่ามกลางบรรยากาศที่มี “ควัน” และ “มลพิษ” ต่างๆมากมาย เร่งรีบกันทุกคนเพื่อไปให้ถึงที่ทำงาน ตอกบัตรหรือเซ็นต์ชื่อให้ทันตามเวลาที่บริษัทกำหนด มิเช่นนั้นก็อาจถูกตัดเงินเดือน มีบทลงโทษต่างๆนานา ขึ้นอยู่กับนโยบายบริหารงานบุคคลของบริษัทแต่ละแห่ง นานวันเข้าก็กลายเป็น “ความเคยชิน” ชีวิตเหมือน “หุ่นยนต์” ที่เหมือนมีโปรแกรมหรืออะไรบางอย่าง มา ”ควบคุม” การเคลื่อนไหวของร่างกายและสมอง ทำอย่างอื่นนอกเหนือจากที่โปรแกรมตั้งไว้ไม่ได้ ทุกอย่างคือ “งาน” และ ”งาน” เวลาพักผ่อนในแต่ละวันก็แทบจะไม่มี เงินเดือนที่ได้มาแม้จะสูงก็จริงแต่ไม่มีเวลาได้ใช้เงินที่หามาได้อย่างเต็มที่ เก็บเต็มอัตรา ทั้งๆที่หลักการบริหารจัดการเงินที่ “ลงตัว” และ “สมดุล” ที่สุด คือ การ “เก็บก่อนใช้” และบางครั้งก็ใช้เพื่อ “ซื้อความสุขให้กับตัวเอง” “ให้รางวัลกับตัวเอง” ที่ทำงานหนักมาทั้งเดือนในปริมาณที่พอเหมาะ พอควร เวลาที่จะพบปะเพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมี เลยเป็นคนมีเพื่อนน้อย ก็พอจะมีผมที่เป็นน้องชายคนหนึ่งที่คอยรับฟังปัญหาจากพี่ชายคนนี้อยู่บ้าง

ปัญหาเรื่อง “เวลา” ที่ “ไม่สมดุล” ระหว่าง “การทำงาน” และ “ชีวิตส่วนตัว” ส่งผลกระทบไปยังเรื่อง “ความรัก” ของพี่เค้าด้วย พี่เค้าเล่าให้ฟังว่า เดิมทีเคยคบอยู่กับผู้หญิง “สาวชาวกรุง” คนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่อีกบริษัทหนึ่งที่เป็น partner กัน รูปร่างเธอสวยราวกับนางฟ้า ดูดี ดูมีฐานะพอสมควร เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ ที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง (มาก) (ตามที่พี่เค้าเล่า ผมเองก็ลองจินตนาการตาม พอจะเห็นภาพลางๆ) ทั้งพี่เค้าและเธอคนนั้นได้มีโอกาสร่วมงานกัน สนิทสนม พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง จนความสัมพันธ์มากเกินคำว่าเพื่อน จนวันหนึ่งก็ตัดสินใจคบกันเป็น ”แฟน” แรกๆก็ไปทานข้าว ดูหนังกลางแปลงกัน (เฮ้ยยย!!!ไม่ใช่ๆ หนังในโรงธรรมดานี่แหละคับ ติดตลกนิดนึงพี่ชายผม) เพราะช่วงแรกๆที่คบกัน งานและภารกิจของแต่ละคนยังมีไม่ค่อยมากนัก จึงมีเวลาไปทำโน้นทำนี่ด้วยกันบ่อยๆ พักหลังมา งานของพี่เค้า คือ พี่ชายของผมคนนี้เริ่มหนักขึ้น มากขึ้นและมากขึ้น จนไม่มีเวลาที่จะได้ไปพบปะ ดูหนัง ทานข้าวกับเธอคนนั้น คือ แฟนของพี่เค้าได้เหมือนเก่า พี่เค้าได้อธิบายให้แฟนฟังว่างานหนักน่ะ อาจมีเวลาพบกันน้อยลง แฟนพี่เค้าก็เข้าใจมาตลอด และพี่เค้าบอกว่าพี่เค้าดีใจที่แฟนเข้าใจที่ทำงานหนัก (ก็เพราะจะได้เก็บตังไปขอเธอนั่นแหละ พี่เค้าบอกแฟนอย่างนั้น) แต่ “จุดหักเหความสวยงามในความรัก” ระหว่างพี่เค้าและแฟนก็เกิดขึ้น พี่เค้าเล่าต่อว่า อยู่มาวันหนึ่งพี่เค้าจับได้ว่าแฟนไปมีอีกคนหนึ่งทั้งๆที่ยังคบกับพี่เค้า และเมื่อถามก็อ้างว่าเพราะพี่ผมคนนี้ไม่มีเวลาให้ ทั้งๆที่ตอนแรกก็บอกว่าเข้าใจ (ผมก็งงด้วยคับพี่ บอกเลิกกันไปยังดีกว่าแอบไปมีใครใหม่ คบซ้อนแบบนี้มันไม่ดีน่ะคับ) แต่พี่ผมก็มีความเป็น “สุภาพบุรุษ” มากพอที่จะเลือกตัดใจ เดินอย่างมาอย่างเงียบๆ ไม่โวยวาย โกรธ เกลียด แม้จะเสียใจมากพอสมควรก็ตาม (ตอนนั้นผมปลอบใจพี่เค้ากลับไปว่า อย่าเสียใจไปเลยพี่ ผู้หญิงดีๆ รอผู้ชายดีๆอย่างพี่อยู่และผมเชื่อว่ามีอีกเยอะ)

จากปัญหาและเหตุการณ์ “ความไม่สมดุลระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว” และ “ความผิดหวังในความรักกับสาวเมืองกรุง” ประกอบกับมีการเปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อเป็น “ปลัดอำเภอ” อีกทั้งเริ่มที่จะเอือมระอากับ “สภาพความเป็นเมืองกรุง” พี่เค้าบอกว่าเหมือนพี่จะ “แพ้ความเป็นกรุงเทพ ทำให้พี่เค้าตัดสินใจลาออกจากบริษัทที่ทำงานอยู่และสมัครสอบแข่งขันด้วย ซึ่งเหตุผลที่ตัดสินใจสอบนอกจากสองสามเหตุผลดังกล่าวแล้ว อาชีพปลัดอำเภอยังเป็น “อาชีพในฝัน” ของพี่เค้าด้วย เพราะพี่เค้าบอกว่าอยากรับใช้ประชาชน อยากตอบแทนคุณแผ่นดิน คนเราเกิดมาชีวิตนี้ต้องทำอะไรที่เป็นประโยชน์และเป็นการตอบแทนคุณแผ่นดินบ้าง (นอกเรื่องนิดนึงคับ อันนี้ขอยกย่องชมเชยคับ เพราะมีความคิดที่ดีกว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางคนอีก ที่คิดจะกอบโกยผลประโยชน์ของประเทศชาติ และทุจริตคอรัปชั่นไม่รู้จักหยุดรู้จักหย่อน) ผลการสอบปรากฎว่าสอบได้คับ และได้รับการบรรจุให้ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างจะทุรกันดารพอสมควร แต่พี่เค้าเล่าให้ฟังว่า อากาศที่นั่นดีมากๆ ไม่มีมลพิษเหมือนในเมืองหลวง เมืองกรุง ทำอะไรได้อย่างสบายๆ ไม่ต้อง “เร่งรีบ”และ “แข่งขันกับเวลา” มากนัก ส่วนบรรยากาศก็สุดแสนจะ “โรแมนติก” มีน้ำค้างปลายยอดหญ้าในตอนเช้าตรู่ มีหมอกลง มีลมโชยเบาๆพอให้สบายผิว สำหรับชาวบ้านที่นี่ก็เป็นกันเอง อัธยาศัยดี มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง ให้ความช่วยเหลือกับทางราชการด้วยดีตลอด และที่ทำให้ “ปลัดหนุ่ม” คนนี้ “ประทับใจสุดๆ” ก็เห็นจะเป็น “ผู้หญิงคนหนึ่ง” ซึ่งเป็นหลานสาวของกำนันคนหนึ่งในพื้นที่ที่พี่ชายของผมลงไปปฏิบัติงาน พี่ผมเล่าให้ฟังว่า เธอทำกับข้าวเป็นอาหารพื้นบ้านของที่นั่นใส่ปิ่นโตไปให้ที่ทำงานตอนพักกลางวันเป็นประจำทุกวัน (ฟังไปฟังมารู้สึกเหมือนในละคร เป๊ะ!!!) แรกๆก็เพราะลุงซึ่งเป็นกำนันสั่งให้ทำเพราะอยากตอบแทนที่เคยไปช่วยงานที่บ้านและอาจเป็นเพราะต้องการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับปลัดที่มาทำงานใหม่ เพื่อความราบรื่นของงานที่อาจต้องการประสานกันอยู่บ่อยๆ หลังๆมาลุงกำนันไม่ต้องสั่ง เพราะหลานสาวกำนันหลงรักปลัดหนุ่มพี่ชายผมคนนี้เข้าซะแล้ว ด้วยความที่พี่ชายผมคนนี้เป็นคนสุภาพ มีความเป็นสุภาพบุรุษ มีน้ำใจ และให้บริการทุกระดับประทับใจ (เหมือนสโลแกนอะไรสักอย่าง) จึงอาจเป็นเหตุผลให้หลานสาวกำนันเกิดความ “ประทับใจ” และ “ตกหลุมรัก” และทำให้ทั่งคู่ได้มีโอกาสพูดคุยกัน ทำความรู้จักกัน และเพิ่มระดับความสัมพันธ์จนเรียกว่า “แฟน” ได้เต็มปาก ส่วนพี่ชายผมก็ประทับใจ “สาวบ้าน” คนนี้มากเหมือนกัน เล่าให้ผมฟังว่า เค้าดีมากๆเลย น่ารัก เรียบร้อย ยิ้มหวาน กิริยาท่าทางสุภาพอ่อนหวาน ที่สำคัญเป็นคนดี มีน้ำใจมากๆเลย หน้าตาไม่สวยเท่าคนเก่าแต่เธอ “สวยมาจากภายใน” และมากกว่าคนเก่าเป็นร้อยเท่า พี่ว่าพี่เจอ “ว่าคุณนาย” แล้วล่ะ เค้าจะเป็น “คนสุดท้าย” สำหรับพี่ และพี่เชื่อว่าเค้าจะเป็น “แม่ที่ดี” ของลูกพี่ และ “ภรรยาที่ดี” ของพี่ได้

ฟังเรื่องเล่าจากพี่ชายคนนนี้จบ ผมแทบอยากจะอ้วก เหอะๆ ล้อเล่นคับ จริงๆแล้วดีใจ (แอบอิจฉานิดๆ) กับพี่เค้าที่ได้เจอกับสิ่งที่ “รัก” ทั้งสองอย่าง ผมว่าการที่เราได้ทำในสิ่งที่เรา "รัก" แม้บางครั้งอาจไม่ได้รับค่าตอบแทนมากเท่าอีกอาชีพหรือบางสิ่งที่เรากำลัง "ฝืนทำ" จะทำให้เรามีความสุขมากกว่าและมีความสุขกับสิ่งที่ "เงินไม่สามารถซื้อได้" และเชื่อว่าการที่พี่เค้าได้ทำในสิ่งที่พี่เค้า “รัก” และได้พบ “ความรักครั้งใหม่” กับ “สาวบ้าน” (ว่าที่คุณนายของปลัดหนุ่มภูธร) และลืม “สาวกรุง” (คนที่ "สวยแต่รูปจูบไม่หอม" ตามที่พี่เค้าบอกผม) ได้อย่างสนิท คงจะทำให้พี่ชายของผมคนนนี้หายจาก “โรคภูมิแพ้กรุงเทพ” สักที

ปล.เขียนเล่าจบ อยู่ดีๆผมก็จามขึ้นมา 1 ครั้ง สงสัยจะเป็น “โรคภูมิแพ้กรุงเทพ” เหมือนกัน คงต้องไปให้หมอตรวจสักนิดแล้วคับ บางทีอาจต้องไปรักษาที่ต่างจังหวัดก็อาจเป็นได้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  แต่งเรื่องสั้น แต่งนิยาย