ภาษาอังกฤษที่อ่อนด้อยจะเป็นตัวฉุดรั้งที่คอยถ่วงความเจริญ!!!

กระทู้สนทนา
ผมรู้ดีว่า “ภาษา” เป็นสิ่งสำคัญมากในโลกยุคปัจจุบัน ถ้าใครไม่มีติดตัวไว้ยากที่จะประสบความสำเร็จแบบพุ่งทะยาน
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ปล่อยให้เวลาผ่านเลยมาหลายปี โดยที่ไม่เคยจริงจังกับ “เรื่องภาษา” เลย
ผ่านมาจนถึงวันนี้ วันที่ผมเริ่มหงุดหงิดและรู้สึกแย่มากกับความอ่อนด้อยทางภาษาของตัวเอง

วันก่อนผมรู้สึกสมเพชตัวเองอย่างหนัก กับ ความอ่อนด้อยทางภาษาของตนเอง
ลูกค้าผมรายหนึ่ง ลูกค้ารายนี้ปกติเราคุยงานกับฝ่ายช่างหรือไม่ก็ฝ่ายจัดซื้อของโรงงาน
แต่สินค้ามีปัญหา เร่งด่วนมาก ผู้จัดการ(ชาวต่างชาติ) เลยออกมาคุยเรื่องสินค้าที่มีปัญหาเอง
ปัญหามันไม่ใหญ่โตแก้ไขได้ และน่าจะสามารถแก้ไขให้ได้อย่างรวดเร็ว ... ถ้าผมคุยรู้เรื่อง!!!
การสื่อสารที่ใช้เวลานาน งานเร่งและต้องการคำตอบ ผู้จัดการต่างชาติเลยมาเองมากับคนรถ
การสื่อสารของผมที่ผิดๆถูกๆสะดุดตลอด เราเองก็สื่อสารไม่คล่อง ลูกค้าเองก็คงหงุดหงิด
เรามีทางแก้ไข แต่บอกทางเลือกที่เราเสนอได้ไม่ถนัดปาก บอกไม่รู้เรื่อง เราก็งง ลูกค้าก็งง
เป็นการสนทนาเจรจางานที่น่าผิดหวังมาก ...

เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าสมเพชเช่นนี้
ปีก่อนผมรับโทรศัพท์ทางไกลจากอินเดีย ผู้จัดการฝ่ายขายจากโรงงานผู้ผลิตรายหนึ่งโทรหาผม
ผมสื่อสารไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง ในท้ายที่สุดตัดสินใจหยุดการสนทนาทางโทรศัพท์
แล้วใช้การติดต่อทางอีเมลล์แทน ... ใช่ว่าผมเขียนได้ แต่พูดไม่ได้ เปล่าเลย
จริงแล้วไม่ได้เลยสักอย่างเดียว ฟังอ่อน พูดแย่ เขียนก็ห่วย แต่รบกวนเพื่อนช่วยแปลให้ …

บ่อยครั้งที่ผมค้นหาข้อมูลที่สนใจบางอย่าง หาไปหามา และ มันก็ถึงทางตัน
ตำรา หรือ บทความภาษาไทย ให้คำตอบที่ผมอยากรู้ได้ไม่กระจ่างพอ หรือ ไม่มีเลย
คำถามเหล่านั้นก็ค้างเติ่งอยู่ในใจแบบนั้น ... เช่น ล่าสุดผมหาข้อมูลของหุ้นตัวหนึ่ง
ซึ่งหุ้นตัวนี้มีบริษัทแม่อยู่ในต่างประเทศ ผมจับเค้าได้ว่ามีแนวทางการดำเนินกิจการที่ต่างกัน
แล้วบริษัทแม่ที่ว่าเค้าดำเนินกลยุทธ์อย่างไรล่ะ? คำตอบที่ผมอยากรู้เป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ
สรุปจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามันยังไงกันแน่ เห็นแล้วถอดใจ ...

ระดับภาษาที่ผมมี คือ ถูไถ และ ไถถู แค่พอเอาสีข้างเข้าแถได้นิดหน่อย
แต่มันคงไม่เพียงพอถ้าอยากจะเติบโตในหน้าที่การงานมากกว่านี้

ผมมีพี่ที่นับถือคนหนึ่งเก่งมากในทักษะสายงานของแกทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ของต่างชาติ
เงินเดือนเกือบหกหลัก ทักษะสุดยอด คุมลูกน้องอยู่มือ เป็นที่เคารพ แต่ติดอยู่ที่ Supervisor
เพราะแกไม่ได้ “ภาษาอังกฤษ” ทำให้แกไต่ต่อไปไม่ได้ นายหลายคนพร้อมจะดันแกขึ้น
แกบอกว่านี่เป็นข้อด้อย และข้อจำกัดมาก

เพื่อนผมหลายคนที่เติบโตในหน้าที่การงานได้ไกลและรวดเร็ว
นอกจากความสามารถเฉพาะทางที่ต้องมีแล้วเขาเหล่านั้นมี ทักษะทางด้านภาษามาเสริม
ในองค์กรใหญ่ๆ สมัยนี้น้อยมากที่ “คนที่ไม่ได้ภาษา” จะเป็นก้าวหน้าขึ้นในระดับสูง
ยิ่งอยู่ในระดับสูงขึ้นไปเท่าไหร่การติดต่อประสานงานกับชาวต่างชาติยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ทำธุรกิจเองก็เช่นกัน ... เมื่อกิจการใหญ่ถึงจุดจุดหนึ่งเราก็จะต้องเจอกับต่างชาติแน่นอน
ถ้าเราไม่ได้ภาษา มันก็หมายความว่าการเติบโตของเรามีขีดจำกัด

แต่ก่อนก็ได้แต่บอกตัวเองว่าไม่ได้ภาษาก็ไม่เห็นเป็นไร ไม่ใช้ภาษาเกิดเราสักหน่อย
ตอนนี้รู้ซึ้งแล้วว่าภาษามันสำคัญมากขนาดไหน และรู้แล้วว่าตัวเองอ่อนด้อยแค่ไหน
จะมัวมาโทษอดีตมันก็เท่านั้น เพราะเราก็คงทำอะไรไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกปัจจุบันได้ เลือกอนาคตได้
ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรสายเกินไป ไม่มีอะไรสายเกินที่จะเรียนรู้ เริ่มเรียนรู้จริงจังตอนอายุเยอะนี่ละ
เริ่มช้าดีกว่าไม่เริ่ม เริ่มตั้งใจด้วยแรงผลักดันจากความทุเรศ ของตัวเองแบบนี้นี่ล่ะเจ็บปวดดีพิลึก

เขียนบทความนี้ซ้ำ เพื่อตอกย้ำเติมตัวเองอีกหน่อย เพื่อกรีดแผล เพื่อเปิดแผล ราดน้ำเกลือ ประจานตัวเอง

เอาเถอะ ผมยอมเจ็บวันนี้ เพื่อวันข้างหน้าที่ดีกว่า!!!

มาพยายามกันเถอะครับ มาฉีกข้อจำกัดด้านภาษากันครับพี่น้อง!!!!

สู้ตายยยยย!!!



...[0_0]...
แสดงความคิดเห็น
Preview