++ [กระทู้ต่อ แม่นุ่น เรื่องจริงที่อยากให้คุณได้อ่าน] รวมเรื่อง "แม่นุ่น" ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ตอน 16-20 +

กระทู้สนทนา
จาก เพจ "แม่นุ่น" www.facebook.com/noonsupermom



ตอน  16 ห้องฉุกเฉิน


รุ่งเช้า ผมรีบติดต่อคุณหมอ แจ้งเรื่องที่ต้องการไปที่ รพ เพื่อพาแม่นุ่นไปให้น้ำเกลือ เนื่องจากแม่นุ่นค่อนข้างอ่อนแรงมากมีเลือดกำเดาไหล ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ปากอักเสบ


ที่ตอนนี้ ใช้คำว่า ปากเปื่อยทั้งปาก น่าจะเห็นภาพที่สุด!


คุณหมอแจ้งให้มาพบช่วงบ่าย ซึ่งผมก็ได้พาแม่นุ่นไปตรงเวลาแบบไม่มีผิดเพี้ยน


“คุณหมอครับ มีเลือดกำเดาไหล ช่วงนี้ไหลถึ่ สำคัญคือปากอักเสบมากเลย ทานอะไรไม่ค่อยได้ ไม่มีแรงเลยครับ” ผมแจ้งคุณหมอถึงอาการที่เกิดขึ้น“ไหนหมอขอดูปากสิ” คุณหมอ บอกแม่นุ่นให้อ้าปาก


แม่นุ่นอ้าปากให้หมอดู แบบฝืนเจ็บนิดๆ เพราะ แผลเต็มปากไปหมด


“อูย..” หมออุทาน พลางทำหน้าหนักใจกับภาพที่เห็น“ทานอะไรไม่ได้เลยหรอ” หมอถามแม่นุ่น“ไม่ได้ค่ะ เจ็บไปหมด น้ำเปล่าก็เจ็บ” แม่นุ่นตอบ เสียงเบาๆ อ้าปาก ไม่ถนัด เพราะความเจ็บ“เจ็บมันก็ต้องฝืนทานนะ ถ้าไม่ทานมันก็ยากกว่าเดิม” หมอพูดเสียงดุเล็กน้อย


เราได้เงียบ และยอมรับคำตำหนิ แต่เข้าใจว่าแม่นุ่นคงเจ็บจริงๆ...


“ลดยาไปตั้ง 20% ก็ยังเป็นขนาดนี้... งั้นนอนให้น้ำเหลือสักกระปุกจะได้มีแรงมากขึ้นน หมอจะให้เจาะเลือดดูหน่อย ” หมอแจ้งถึงการเจาะเลือดเพื่อตรวจสอบความปกติในเบื้องต้น


“ส่วนเลือดกำเดาไหล โดยปกติยาตัวนี้มันมีผลทำให้เกิดจากเลือดจาง แต่ยังไงถ้าผลเลือดออกมาจางจริงหมอจะฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดให้” หมออธิบายถึงสาเหตุที่เลื่อดกำเดาไหล ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นผลของ taxotere ที่มีผลข้างเคียงเด่นๆ


คือ กดไขกระดูกทำให้สร้างเม็ดเลือดได้น้อย เป็นผลข้างเคียงที่พบได้ 80 ถึง 90 %


แต่ผมมีคำถามอยากถามต่อ


“หมอครับ ฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือด กับให้เลือดเป็นถุงแบบไหนมันดีกว่ากันครับ?” ผมถามหมอถึงข้อสงสัยระหว่างสองทางเลือก


“ให้เลือดก็ได้ ให้สองถุง สองวันก็ดีขึ้น แต่ข้อเสีย คือ ต้องนอน รพ อีกเหตุผลคือระบบการคัดกรองเลือดของบ้านเราก็อาจยังไม่ดีพอ เช่น เรื่อง HIV หรือ ไวรัสตับอักเสบ พวกนี้ยังเสี่ยงอยู่” หมออธิบายถึงข้อดีข้อเสียของการให้เลือดเป็นถุงๆ ซึ่งฟังแล้ว ผมคงไม่เลือกทางนี้


“ส่วนฉีดกระตุ้นเม็ดเลือด ข้อดีก็ปลอดภัยว่า ไม่ต้องนอน รพ ข้อเสีย กว่าร่างกายจะสร้างได้ ก็ใช้เวลามากกว่าหนึ่งสัปดาห์ขึ้นไป” หมออธิบายถึงการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือด ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่หมอตัดสินใจให้


“งั้นขอเลือดฉีดยาตามที่หมอบอกแล้วกันครับ” ผมบอกหมอเลือกการฉีดยาแทน


“แล้ววันนี้ถ้ารู้สึกไม่ไหวจะแอดมิดให้อาหารทางเส้นเลือดก็ได้นะ?” หมอถามเราทั้งคู่ ถึงการนอน รพ เพื่อให้อาหารทางเส้นเลือด อาจเพราะดูแม่นุ่นแล้ว น้ำเกลือคงไม่พอ


ผมมองหน้าแม่นุ่น ... พอเดาได้ถึงคำตอบ ที่แม่นุ่นจะพูด“ถ้าเรื่องกินอย่างเดียว คงจะกลับไปฝืนกินให้มันได้ครับ คือห่วงลูกสองคนที่บ้าน” ผมตอบแทน แม่นุ่น เพราะรู้ดีว่านี่คือสิ่งที่เค้าห่วง


“ถ้าอย่างนั้น หมอจะแนะนำ ทานโปรชัว แพงหน่อย แต่ดีที่สุด แช่เย็นจัดๆ  ส่วนอาหารก็เป็น เจลลี่ S&P ก็น่าจะใช้ได้สำหรับช่วงนี้”


หมอแนะนำ พร้อมชี้ไปนมกระป๋องเล็กๆ


ผมเดินไปดูใกล้ๆ ราคาแพงไม่น้อย 160 บาทกับปริมาณประมาณขนาด หนึ่งแก้วเท่านั้น


“ได้ครับ เด๋ยวจะลองซื้อไปทานครับ” ผมพยักหน้าตอบรับหมอ


พร้อมเดินไปคุยกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบข้อมูลที่ได้น่าสนใจมาก คือหนึ่งกระป๋องเล็กๆ มีสารอาหารเท่ากับไข่ ห้าฟอง หรือเทียบเท่ากับนมเอนขัวร์สามแก้ว


พอได้ยินอย่างเลยแล้วก็ตัดสินใจซื้อทันที สิบกระป๋อง .............................................และเหมือนทุกครั้ง พอหมอสั่งยาเรียบร้อย หมอจะเอายาที่สำรองไว้ให้แม่นุ่นก่อน และผมก็ต้องวิ่งลงไปรอยาชั้นล่างเพื่อนำกลับมาคืน


การรอยาที่นี่ เป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อที่สุด เพราะต้องรออย่างน้อยต้องรอถึงสามชัวโมงโดยเฉลี่ยจากทุกๆ ครั้ง


แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากบ่นในใจเท่านั้น...........................................


ผมทิ้งนุ่นไว้กับหลาน และรีบเดินลงไปรอยาขั้นล่างคราวนี้ผมคงไม่นั่งรอยาแล้ว วางแฟ้มสั่งยาเสร็จ คงขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อนแม่นุ่น แล้วอีกสามชม ค่อยกลับไปรับยา น่าจะดีกว่า ..............................หลังจากคิดราคายา ชำระเงิน วางแฟ้มห้องยาเรียบร้อย ผมก็รีบขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อนแม่นุ่นที่ชั้น 4


แต่พอเปิดห้องเข้าไป มองหาแม่นุ่นไม่เจอเดินไปเดินมา มองหาอยู่นาน จนต้องถามพยาบาลว่า แม่นุ่นอยู่ไหน


พยาบาลชี้ไปที่ โซฟาชุดรับแขก ด้านใน    “วันนี้คนเยอะมาก พี่เลยให้ไปนอนตรงนั้น” พยายามแจ้งผม พร้อมชี้ไปจุดที่แม่นุ่นนอน


ผมพยักหน้า พร้อมมองมองไปรอบๆ คนไข้เต็มทุกเตียงเลย


“เป็นไงบ้าง ดีขึ้นมั้ย” ผมเจอแม่นุ่นแล้ว นอนสบายอยู่โซฟา ท่าทางยังอิดโรยอยู่ จากที่มองที่ขวดน้ำเกลือ กว่าจะหมดกระปุกใหญ่ ก็คงปาไปเกือบสองทุ่ม


วันนี้คงกลับบ้านดึกอีกแล้ว.................


แม่นุ่นนอนหลับๆ ตื่นๆ ส่วนผมก็นั่งเล่นโทรศัพท์ไปเรื่อยเปื่อย ฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ


ระหว่างนั้น คุณหมอ ก็มาแจ้งผม เกี่ยวกับผลเลือดที่เพิ่งออกมา


“เลือดจางนิดหน่อยนะ เดี๋ยวหมอจะฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดให้ตามที่คุยไว้” คุณหมอแจ้งผมว่า แม่นุ่นเลือดจาง หรือเกร็ดเลือดต่ำเล็กน้อย


“ครับ”ผมพยักหน้ารับ เข้าใจถึงสิ่งที่ต้องทำต่อ ตามที่ได้คุยกันไปก่อนหน้านี้................................พอถึงเวลา สี่โมงเย็น เป็นเวลาที่ห้องยาใกล้ปิดผมก็เดินไปรับยาด้านล่างเพื่อนำมาคืนหมอ คราวนี้รอแป๊ปเดียวก็เรียกแล้ว  


เออ.. เราน่าจะทำแบบนี้ตั้งนานแล้วนะ ที่ผ่านมาไม่น่าเสียเวลานั่งรอเลย...


พอได้ยามาแล้ว ผมก็นำมาคืนที่พยาบาล แล้วเดินกลับไปนั่งใกล้ๆ แม่นุ่นอีกครั้ง


........เวลาล่วงเลย..สองทุ่มเศษ..เรายังอยู่ในห้องคีโม...น้ำเกลือใกล้หมดแล้ว..


คราวนี้แปลก...


แม่นุ่นไม่ได้ดูสดชื่นขึ้น..เหมือนการให้น้ำเกลือ ครั้งก่อนๆ ..


สักพัก พยาบาลก็เดืนมาฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดแดงให้แม่นุ่น...


“เอ๊ะ ทำไม ตัวร้อนจัง” พยาบาลสัมผัสถึงความร้อน ระหว่างฉีดยาแม่นุ่น“ตั้งแต่มาได้วัดไข้ วัดความดัน หรือยัง?” พยาบาลถามผม


ผมได้แต่มองหน้าหลาน หน้าแม่นุ่น เพราะตัวผมเองก็ไม่ได้อยู่ตลอด วิ่งขึ้นวิ่งลงหลายรอบ


“ยังไม่ได้วัดเลยค่ะ” แม่นุ่นตอบเสียงอ่อย ตาลอยนิดๆ“ตายละ” พยาบาลอุทานเบาๆ


พอได้ยินอย่างนั้น ผมไม่ได้รู้สึกโกรธ หรือไม่พอใจ แต่เข้าใจมากกว่าว่า จำนวนพยาบาล แค่สองคน กับจำนวนคนไข้ ที่ประเมินด้วยสายตาวันนั้น ไม่ต่ำกว่า สามสิบคน มันเป็นไปได้ว่า สามารถตกหล่นได้  


สิ่งที่เห็นเป็นปกติสำหรับที่นี่ คือพี่พยาบาลแทบไม่ได้นั่งพักเลยตลอดทั้งวัน


“งั้น ช่วยวัดไข้ให้พี่ที” พยาบาลบอกให้ผม่ช่วย "ครับ"ผมก็รีบจัดการทันที


ผมเอาปรอท หนีบรักแร้แม่นุ่น สักพัก ปรอทก็ดัง ติ๊ด ติ๊ด “38.8 ครับ” ผมแจ้งพี่พยาบาลถึง อุณหภูมิที่วัดได้ ตัวเลขมันทำให้ผมค่อนข้างตกใจ


เพราะถ้าเกิน 38 มันเป็นสัญญาณของไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อ....


“โห สูงนะ ทำไงที่นี้ หมอก็กลับไปแล้ว?” พยาบาลเริ่มพึมพำด้วยความร้อนรน  ปนความเหนื่อยจากการทำงานทั้งวัน


แต่กว่า ห้านาที ยังไม่มีคำตอบให้ผม ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป?


“พี่ โทรหาหมอเลยดีมั้ย” ผมรึบถามกระชับเวลา และต้องรักษาสิทธิ์อีกครั้งแล้ว“เออ นี่ละ พี่กำลังคิดจะโทรหาหมออยู่”  ว่าแล้ว พยาบาลก็รีบโทรไปปรึกษาหมอ


ประมาณสักสองนาที พี่พยาบาลก็เดินมาบอก “หมอบอกมีสองอย่างนะ หนึ่งคือไปที่ฉุกเฉิน สองคือทานพาราแล้วสังเกตุอาการที่นี่สักชม แล้วแต่เราจะเอายังไง?” พยาบาลแจ้งผมให้เลือก


ได้ยินแบบนั้น ผมก็ไม่รู้จะเลือกอะไร แต่ในเมือถ้าต้องเลือก ผมก็ต้องเลือก


“งั้น ผมขอทานพาราตอนนี้ แล้วขอไปฉุกเฉินครับ” ที่ผมเลือกอย่างนั้น เพราะอย่างน้อยหากเกิดอะไรขึ้นมาห้องฉุกเฉินก็มีหมอ เครื่องไม้เครื่องมือที่ครบ


ในขณะเดียวกันผมก็ต้องการให้แม่นุ่นทานพาราเพื่อลดไข้ไปก่อน ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย


“โอเค พี่ประสานงานให้นะ” พอพี่พยาบาลได้ฟังที่บอก ก็โทรไปเพื่อขอส่งแม่นุ่นไปรักษาต่อที่แผนกฉุกเฉิน


เสร็จเรียบร้อย ผมก็พาแม่นุ่นซึ่งตอนนี้นอนหมดเรี่ยวแรงอยู่ ไปห้องฉุกเฉินทันที................


ไม่กี่นาที...ก็ถึงห้องฉุกเฉิน...


ผมมองเห็นคนหลายคนเหมือนกันที่รอคิวหน้าห้องแต่ด่านแรก เราต้องตรวจกับพยาบาลคัดกรองก่อน“ขอวัดไข้หน่อยค่ะ” พยาบาลแจ้งวัดไข้เพื่อคัดกรองเบื้องต้น


ตอนนั้นแม่นุ่นดูเหนื่อยอ่อนเพลีย แต่ยังมีสติอยู่


ปรอทของห้องฉุกเฉินดูไฮโซ กว่ามาก ยิงไปที่หู วินาทีเดียว ก็อ่านอุณหภูมิได้เลย


“39.3” ผมเห็นแล้ว ตกใจพอควร


แต่พยาบาลยังเฉย ก็ทำให้ผมคิดว่า คงไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะตอนนี้อยู่ใกล้หมอแล้ว


และในใจก็หวังว่า ขอให้ยาพาราที่เพิ่งกินเข้าไป ให้มันได้ผลทีเถอะ.....


.......................................


เวลาผ่านไปหลายนาทีแล้ว...กว่า ชม ที่ต้องรออยู่อย่างนั้น...


ระหว่างรอ แม่นุ่นดูดีขึ้น ผมเลยไม่กังวลมากนัก


แต่ยังไงเสีย วันนี้ขอให้ได้เจอหมอก่อนเพื่อความปลอดภัย


......................


น่าจะประมาณเกือบ สอง ชม ได้ ในที่สุด เราก็ได้เข้าไปในห้องฉุกเฉิน


เท่าที่สังเกตุ ส่วนใหญ่ หมอยังอายุไม่มากเท่าไหร่ ปะปนกับ นศ แพทย์ ที่มีจำนวนพอควร


รอไม่นาน ก็มีหมอมาซักประวัติ เราก็แจ้งถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


แต่ตลอดเวลาระหว่างที่คุยนั้น ก็มีคนไข้ฉุกเฉินเข้ามาตลอดทำให้หมอต้องผละจากเราไปดูเคส ที่ด่วนกว่าผมกับแม่นุ่นยังคงต้องรอต่อไป .....


ตอนนี้แม่นุ่นไม่หลับแล้ว เพราะตื่นตาตื่นใจ เมื่อได้เห็นอาการของคนไข้คนอื่นๆ ที่เข็นผ่านหน้าแทบจะทุกสิบนาทีก็ว่าได้....


แต่ที่น่าสนใจ มี ผญ คนหนึ่ง ซึงดูอายุไม่เยอะเท่าไหร่ จนท เข็นมาจอดอยู่ข้างๆเรา....


หมอสองคน เข้ามาซักประวัติ ผญ คนนี้เท่าที่ผมกับแม่นุ่นได้ยิน เข้าใจว่า ผญ ได้ทานยาจำนวนมากเข้าไป หวังที่จะฆ่าตัวตาย


พอได้ยินอย่างนั้น ผมกับแม่นุ่นเงี่ยหูฟังอย่างสนใจ (แอบฟังนิสัยไม่ดีนิดนึง)


เท่าที่ฟัง...พอจับใจความได้ว่า...ผญ คนนี้อายุราวยี่สิบต้นๆ ..มีลูกหนึ่งคน..น่าจะทะเลาะกับแฟนมา... เลยทานยาฆ่าตัวตาย..!!


เท่านั้นยังไม่พอ เพราะที่แย่ คือ เค้าไม่ยอมล้างท้องด้วย !!!


“หนูไม่ล้างท้อง หนูอยากหลับไปเลย หนูไม่อยากตื่น... ” เสียงของ ผญ คนนั้น ที่ดังผ่านผ้าม่านเข้ามา


พอผมได้ยินดังนั้น  แว่บแรก... คือ รู้สึกโกรธว่า ทำไมถึง ผญ คนนี้ถึงได้คิดสั้นแบบนี้...


เรานอนข้างกัน มีแค่ผ้าม่านบางๆ กั้น....


คนหนึ่งคือแม่นุ่น...ที่กำลังดิ้นรนทุกอย่าง เพราะต้องการชีวิตอยู่ลูก...


แต่อีกคน... กลับทำร้ายตัวเอง ด้วยการกินยาฆ่าตัวตาย โดยไม่คิดถึงลูกเลยสักนิด....


ผมได้ยินแล้ว โกรธแทนลูกจริงๆ ....


อย่างไรก็ดี ผมก็ดีใจที่เห็นความพยายามของหมอซึ่งเวลานี้ มีหมอ กับ นศ แพทย์ กว่าห้าหกคน มาร่วมพูดคุยปลอบอก ปลอบใจสารพัด ...ผมกับแม่นุ่นก็นั่งฟัง อยู่อย่างนั้น...เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชม ความพยายาม ของหมอทั้งหลายก็ประสบความสำเร็จ


เพราะ ผญ คนนี้ ก็ยอมล้างท้องในที่สุด...


พอได้ยินก็โล่งใจ พร้อมประทับใจในตัวหมอที่อยู่ตรงนั้นทุกคน...


...........................................


ว่าแต่ตอนนี้....ผมกับแม่นุ่นก็มัวแต่สนใจ คนอื่น จนลืมดูตัวเอง..ตอนนี้ยังไม่มีหมอมารักษาเราเลย..


จนกระทั่งมีหมอคนนึงเดินมา แต่เป็นคนละคนกันกับที่ซักประวัติเราไปแล้ว แต่ไม่เป็นไร เราแจ้งใหม่ก็ได้ ...


เพราะตอนนี้ อยากรู้แล้วว่าจะต้องอยู่..... หรือจะต้องกลับบ้าน....


“อาการไข้น่าจะเกิดจากการติดเชื้อนะครับ แต่หมอไม่กล้าให้ยาเลยตอนนี้ ต้องเอกซเรย์ เพาะเชื้อให้แน่ใจ ถึงจะกล้าให้ยาได้” หมอแจ้งถึงขั้นตอน ซึงฟังดูเหมือนคงไม่จบง่ายๆ...


“เอกซเรย์คงไม่นาน แต่เพาะเชื้อนานมั้ยครับ” ผมถาม เพราะความไม่รู้“สามวันครับ” หมอตอบกลับ “อีกอย่างคือ หมอก็ไม่กล้าให้ยา antibiotic ด้วย จนกว่าจะแน่ใจ หรือพรุ่งนี้ค่อยมาหา อาจารย์อีกทีก็ได้ครับ”
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview