[หนุ่มผิวดำ หญิงไทย และยาเสพติด] อ่านข่าวนี้แล้ว รู้สึกยังไงกันบ้างครับ?

กระทู้คำถาม
เปิด‘เครือข่ายยานรก’ข้ามชาติ ‘แก๊งผิวดำ’เหิมเกริมเย้ยกฎหมาย


มีผู้เคยกล่าวไว้ว่า..ประเทศไทยเป็นดินแดน “สหประชาชาติ” เนื่องจากเราเปิดรับผู้คนจากทั่วสารทิศ ไม่จำกัดว่าจะเป็นเชื้อชาติ สีผิวหรือศาสนา วัฒนธรรมแบบใด และจากอดีตถึงปัจจุบัน ไม่เคยปรากฏว่ามีความขัดแย้งอย่างรุนแรงในแง่ดังกล่าว ทุกขนบประเพณีสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและกลมกลืน ทำให้แผ่นดินขวานทองแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ทั้งในส่วนของการท่องเที่ยว และในส่วนของผู้ต้องการที่พักผ่อนสุดท้าย ยามบั้นปลายของชีวิตหลังเกษียณจากวัยทำงาน

อย่างไรก็ตาม..ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์แล้ว ย่อมมีทั้งคนดีและคนชั่วโดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นคนที่ใด มีคติความเชื่ออย่างไร ท่ามกลางผู้คนหลากชาติหลายภาษาที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย คนที่ทำมาหากินประกอบสัมมาชีพก็มีมาก แต่ก็มีไม่น้อยเช่นกันที่เข้ามาก่อปัญหา โดยเฉพาะเครือข่ายค้ายาเสพติด ที่วันนี้ไม่ได้มีแต่เพียงขบวนการลำเลียงจากประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มแก๊งข้ามชาติข้ามทวีปเข้ามาด้วย ซึ่งในกลุ่มแก๊งเหล่านี้ พวกที่สร้างความหนักใจให้กับฝ่ายความมั่นคงมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “แก๊งคนผิวดำ” จากทวีปแอฟริกา

สัมพันธ์ลึก‘หญิงไทย-ชายผิวดำ’

“ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับกลุ่มแก๊งของแอฟริกัน จะเป็นลักษณะของการถูกใช้ให้ลำเลียง ที่มีบทบาทสำคัญ คือคนไทยจะทำการ Recruit คือไปชักชวนคนไทยด้วยกัน ตอนแรกให้เอามารู้จักกันก่อน แนะนำมาให้รู้จักกับคนแอฟริกัน มาเป็นภรรยา เป็นกิ๊ก เป็นแฟน พอรู้จักกันแล้ว นับตั้งแต่นั้นมา ก็จะเริ่มเข้าไปสู่วงการ และถึงแม้เราจะไม่อยากใช้คำว่าหญิงไทย แต่สถิติที่เราสืบสวนจับกุมได้ บอกไว้เลยว่าเป็นหญิงไทยซะ 95 เปอร์เซ็นต์”

อดีตเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยตัว บอกเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างแก๊งค้ายาเสพติดจากกาฬทวีปกับผู้หญิงชาวไทย โดยจากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมไว้ เริ่มปรากฏว่าคนผิวดำที่พัวพันกับการค้ายาเสพติด เริ่มเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2528 และยานรกที่คนกลุ่มนี้จำหน่าย คือโคเคนและเฮโรอีน อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกๆ เป็นเพียงการซื้อขายในกลุ่มเล็กๆ ตามสถานบันเทิงที่รวมตัวกันของชาวต่างชาติเท่านั้น

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ.2541 เริ่มปรากฏชัดเจนว่ามีคนผิวดำเข้าไปเกี่ยวข้องกับการลำเลียงยาเสพติด และเป็นเครือข่ายที่ใหญ่โต
ขึ้น เช่น ส่งเฮโรอีนออกไปต่างประเทศ แล้วก็รับโคเคนเข้ามาในประเทศไทย นอกจากนี้ ข้อมูลเมื่อ พ.ศ.2553 เริ่มพบการลำเลียง “ยาไอซ์” หรือเมทแอมเฟตามีนบริสุทธิ์ที่เป็นหัวเชื้อของยาบ้า ในแง่ทั้งนำเข้าและส่งออก เพิ่มเติมจากโคเคนและเฮโรอีน โดยใช้หญิงไทยเป็นผู้ลำเลียง

อดีตเจ้าหน้าที่รายนี้ เล่าต่อไปว่า ขบวนการค้ายาผิวดำ จะใช้วิธีคบหากับหญิงไทย โดยพื้นที่ล่อแหลมที่คนกลุ่มนี้สามารถหาคนที่ยินดีทำงานเสี่ยงตาย แต่คุมค่ากับผลตอบแทนที่จะได้รับง่ายๆ คือย่านสถานบันเทิงยามค่ำคืน และผู้หญิงกลุ่มที่จะถูกชักชวนเข้าสู่วงการมากที่สุด คือบรรดาหญิงขายบริการทางเพศ ที่ส่วนใหญ่มีการศึกษาน้อย และหนีความยากจนมาจากพื้นที่ในชนบท

“ผมจะพูดเรื่องของหญิงไทยก่อน ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกระทำความผิดในขบวนการค้ายาเสพติด นั่นคือเรื่องของปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ เราพบว่าผู้หญิงที่กระทำความผิดส่วนใหญ่ จะจบการศึกษาระดับชั้นประถมถึงชั้นมัธยม มันก็เป็นข้อน่าสังเกตว่าแล้วไปติดต่อทาง Facebook ที่เป็นสังคมออนไลน์ได้ยังไง ก็มีขบวนการนายหน้า เช่น ร้านนวด ร้านทำผม พวกนี้คือระดับที่สูงขึ้น เป็นผู้ชักชวนพวกที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี ก็จะมีคนไปคอยเล็งดู ไปเล็งตัวเอาไว้ ชักชวนเข้ามา ค่อยๆ ใช้วิธีการหว่านล้อม” อดีตเจ้าหน้าที่ผู้คร่ำหวอดกับเครือข่ายยานรกข้ามชาติ ให้ข้อมูล

‘เต็มใจ’หรือ‘ถูกหลอก’

ในหลายครั้งที่ปรากฏเป็นข่าว เมื่อหญิงไทยไปถูกตำรวจของประเทศต่างๆ จับกุมข้อหาลำเลียงยาเสพติดเข้าไปในประเทศนั้นๆ ผู้ต้องหาเหล่านี้มักอ้างว่าถูกหลอกลวง ซึ่งหลายรายก็ถูกหลอกลวงจริงๆ โดยเฉพาะจากความไว้วางใจ เช่น ให้ขนกระเป๋า ถือห่อพัสดุฝากไปที่โน่นที่นี่ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีหลายรายที่ไม่ได้ถูกหลอก แต่ทำด้วยความเต็มใจ และบางครั้งเหตุผลก็ไม่ใช่เพียงเพราะเงินทองที่เป็นสินจ้างรางวัล

“ผมเคยถามคนต่างชาติที่เขาแต่งงานกับคนไทย ความจริงก็เป็นผู้หญิงที่อยู่ในสถานบริการ แล้วก็เอาไปแต่งงาน คนต่างชาติเขาก็บอกว่า เขาเอาผู้หญิงไทยที่ผู้ชายไทยไม่เอา เขาก็เอาไปดูแล แล้วก็มีความสุขด้วยกัน”

เจ้าหน้าที่รายนี้ ยังคงเล่าต่อไปถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างหญิงไทยในสถานบริการยามค่ำคืน กับชายชาวแอฟริกันที่พัวพันกับเครือข่ายยาเสพติด และพบว่าบางครั้งการที่ผู้หญิงคนหนึ่งยินดีเสี่ยงชีวิตเช่นนี้ สาเหตุอาจไม่ใช่แค่เพียงผลตอบแทนเป็นตัวเงิน ที่ตกอยู่ครั้งละราวหลายหมื่นถึงหลักแสนบาทเท่านั้น

โดยผู้ต้องหาบางราย สารภาพว่านอกจากเงินแล้ว การได้มีโอกาสไปต่างประเทศ ก็ถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างหนึ่ง เพราะถ้าไม่ใช้วิธีการนี้ ก็ไม่รู้ว่าในชีวิตจะมีโอกาสหรือไม่ ทั้งนี้ก็ยอมรับว่า กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดของบางประเทศ ไม่ได้รุนแรงเหมือนประเทศไทย ทำให้หญิงไทยกลุ่มนี้ รู้สึกว่าคุ้มค่าพอที่จะเสี่ยง

เช่น ประเทศในแถบลาตินอเมริกา (ทวีปอเมริกากลาง-อเมริกาใต้) หลายประเทศเมื่อถูกจับในคดียาเสพติด ก็จะถูกจำคุกเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น (เฉลี่ยไม่เกิน 5 ปี) เมื่อพ้นโทษก็จะบินกลับสู่ประเทศไทย เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล แล้วก็กลับเข้าสู่วงจรค้ายาเสพติดเช่นเดิม หรือในประเทศจีนที่แม้โทษของการครอบครองยาเสพติดคือประหารชีวิต แต่ก็มีช่องโหว่ของกฎหมายบางประการ คือชาวต่างชาติที่ถูกจับ หากตรวจพบว่าตั้งครรภ์ หรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง เช่น เอดส์หรือวัณโรค ก็จะถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทางโดยไม่ต้องถูกจำคุก เป็นต้น

นอกจากนี้ พฤติกรรมที่ไม่ปกติบางอย่าง ทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ไม่ค่อยอยากจะเชื่อในปากคำของผู้ต้องหา กรณีกล่าวอ้างว่าถูกล่อลวงมากนัก เช่น ผู้ต้องหาบางราย รับสารภาพว่าก่อนหน้าที่จะถูกจับกุม กรณีกลืนโคเคนลงท้องเพื่อเดินผ่านเครื่องตรวจในสนามบิน กลุ่มชายผิวดำที่รู้จักกันได้นำผู้ต้องหาไปเก็บตัว ระหว่างนั้นก็ให้หัดกลืนแครอทชิ้นเล็กๆ ที่หั่นให้มีรูปร่างคล้ายห่อโคเคน เพื่อดูว่ากลืนได้เท่าใด เมื่อถึงวันจริง ก็จะให้กลืนห่อโคเคนในจำนวนเท่ากัน ซึ่งเฉลี่ยจะอยู่ที่ 500-800 กรัม แต่บางคนอาจกลืนได้สูงถึง 1 กิโลกรัม

หรือวิธีการเดินทาง จากสถิติการสืบสวน พบว่าปลายทางของยาเสพติดมักอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งหากเป็นนักเดินทางปกติที่ต้องการไปแบบสุจริตชนจริงๆ คงจองตั๋วเครื่องบินจากไทยเพื่อบินตรงไปจีนทันที แต่ผู้ที่พัวพันกับยาเสพติด อาจจะใช้วิธีบินไปอินเดียบ้าง บางประเทศในทวีปแอฟริกาบ้าง ตะวันออกกลางบ้าง หรือประเทศเพื่อนบ้านข้างๆ ไทยบ้าง ก่อนจะบินเข้าไปยังประเทศจีน อันเป็นจุดหมายสุดท้าย

เพราะประเทศดังกล่าว เป็นแหล่งพักยาเสพติดที่มาจากทางลาตินอเมริกา หรือบางพื้นที่อาจจะเป็นแหล่งผลิตอีกด้วย คนกลุ่มนี้จะเข้าไปขนยาเสพติดในประเทศเหล่านั้น ก่อนจะบินต่อไปยังประเทศจีน โดยมีนายหน้าเป็นคนจัดเตรียมให้ทุกอย่าง ทั้งหนังสือเดินทาง ตั๋วเครื่องบินและที่พัก

ยอมรับว่าปราบได้ยาก

แม้ว่าการมีอยู่ของเครือข่ายค้ายาเสพติดชาวแอฟริกัน จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคมไทย เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้ขายยาเสพติดให้คนไทย จะขายให้เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่ก็มีผลกระทบทางอ้อมและสำคัญมาก นั่นคือหากมีคนไทยไปถูกจับกุมในต่างประเทศบ่อยครั้ง อาจส่งผลต่อคนไทยทั่วไปที่เป็นสุจริตชน ที่ต้องการเข้าไปท่องเที่ยว ไปเรียนหรือไปทำงานได้ เพราะประเทศไทยจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกขึ้นบัญชีดำ ถูกระงับสิทธิพิเศษต่างๆ เช่น การเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า และจะถูกตรวจค้นอย่างเข้มงวดมากกว่าปกติ

แหล่งข่าวรายนี้ กล่าวยอมรับว่า การปราบปรามแก๊งค้ายาผิวดำ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เพราะ 1.คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยสุงสิงกับคนชาติอื่นๆ มากนัก จะคลุกคลีอยู่อาศัยกับชาวผิวดำด้วยกันเป็นหลัก ทำให้เป็นการยากที่จะส่งสายลับแฝงตัวเข้าไปสืบสวนหาข่าว 2.ชาวผิวดำมีความพิเศษประการหนึ่ง คือแยกแยะอัตลักษณ์ส่วนบุคคลได้ยากมาก ส่วนใหญ่โครงหน้า รูปร่างและสีผิวจะใกล้เคียงกันทั้งหมด ทำให้การระบุรูปพรรณว่าใครเป็นคนร้าย ใครเป็นสุจริตชนไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อเทียบกับคนชาติอื่นๆ

3.หญิงไทยบางส่วนมีความจงรักภักดีกับขบวนการนี้ เพราะเชื่อว่าหากทำงานให้ก็จะได้ทั้งเงินทอง และได้รับการยอมรับ หรือต่อให้ถูกจับก็เชื่อว่าขบวนการคงให้ความช่วยเหลือครอบครัวของตนที่อยู่ในชนบท ทำให้ยอมถูกดำเนินคดีโดยลำพัง ไม่ยอมซัดทอดไปถึงตัวผู้บงการ และ 4.ประเทศต้นทางของขบวนกลาง เป็นที่ทราบกันดีว่าในทวีปแอฟริกา หลายประเทศไม่มีเสถียรภาพ ประชากรอดอยากยากจน และการคอร์รัปชั่นสูง ถึงขนาดที่กล่าวกันว่า..แค่มีเงินถึง จะขอหนังสือเดินทาง บัตรประชาชน หรือสัญชาติในประเทศเหล่านั้นเลยก็ทำได้

อย่างไรก็ตาม ก็ยังได้ฝากเตือนไปถึงหญิงไทยที่คบหากับชาวต่างชาติ หรือมีเพื่อนฝูงคนไทยที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ ว่าเวลาจะเดินทางไปไหน อย่ารับฝากห่อ กระเป๋า หรือบรรจุภัณฑ์จากผู้ใดเลยจะเป็นการดีที่สุด หรือถ้าไม่อยากปฏิเสธ ก็ต้องขอตรวจขอดูอย่างละเอียดเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าของที่เขาจะฝากเราไปส่งนั้นไม่มีสิ่งผิดกฎหมายปะปนมาด้วย

“อยากจะฝากไว้นะครับ ไปต่างประเทศ เพื่อนบ้านบอกฉันมีลูกอยู่ที่โน่น ฝากอัลบั้มรูปสักหน่อย ผมเตือนนะครับ อย่ารับฝากของจากใครทั้งสิ้น ถึงแม้จะเป็นเพื่อนสนิทก็ตาม เพราะเราก็ไม่รู้ว่าในนั้นมันจะมีอะไรอยู่ข้างในที่มองไม่เห็น แต่ถ้าจำเป็นที่จะต้องรับฝากจริงๆ ก็จะต้องบอกว่าขอเปิดดูให้เรียบร้อยก่อน แล้วจะแพ็กเองจะฝากกรอบ ฝากอัลบั้ม ฝากกล่องอะไรสักอย่าง เราต้องยอมมารยาทเสีย ขอเปิดดูกันก่อนนะ เพราะมิเช่นนั้นแล้วอาจจะติดคุก โดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้” อดีตมือปราบยาเสพติด กล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบัน..สภาวการณ์ของโลกได้เข้าสู่ยุคไร้พรมแดน ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องของคนหลากหลายมากขึ้น มีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจผิดกฎหมาย ที่รูปแบบก็ทวีความซับซ้อนไปด้วยเช่นกัน

เป็นงานยากและเป็นความท้าทาย สำหรับผู้มีหน้าที่ป้องกันและปราบปราม ที่จะต้องทำงานกันหนักขึ้นต่อไป

SCOOP@NAEWNA.COM

ที่มา ;

http://www.naewna.com/scoop/67268

-----------------------------

อีกโลกหนึ่งที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้มากนัก

คิดยังไงกันบ้างครับ?

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ชีวิตในต่างแดน เที่ยวต่างประเทศ หน้าต่างโลก ปัญหาสังคม