วันภาษาไทยแห่งชาติ

ประสบการณ์ Hormones วัยว้าวุ่น

กระทู้คำถาม
ใครมีประสบการณ์เหมือนในซีรีย์ฮอร์โมนส์บ้างคะ ลองมาเล่าสู่กันฟัง

สมัยอยู่ม. 5 กลุ่มดิฉันมีด้วยกัน 4 สาว เราสนิทกันมากทั้งที่นิสัยต่างกัน เพราะเราเรียนมาด้วยกันตั้งแต่ป. 1 ดิฉันเองเป็นคนเรียนเก่งจึงได้รับเลือกเป็นหัวหน้าชั้นมาตลอด ครูก็รักและไว้ใจ เวลามีงานอะไรก็จะมอบหมายให้ดิฉันทำเพราะเป็นคนรอบคอบ ส่วนเพื่อนสนิทอีก 3 คนคือ กล้วย หงษ์ จุ๊บ ไม่ได้เรียนเก่งแต่เด่นในเรื่องอื่น กล้วยเป็นคนสวย สูง หุ่นดี ไว้ผมหน้าม้า เวลามีงานโรงเรียนทีไรก็จะได้เป็นดรัมเมเยอร์ ได้ถือป้าย ได้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ตลอด หนุ่มๆ ในโรงเรียนมาจีบกันเพียบ แต่กล้วยไม่สนใจใครเพราะมีคนที่ชอบอยู่แล้วคือหนุ่มข้างบ้านชื่อพี่อ้น พี่อ้นอายุห่างจากพวกเรามาก เรียนวิศวะปีสุดท้าย ขี่ช้อปเปอร์เท่เป็นที่สุด แต่ถึงกล้วยจะสนใจพี่อ้นมากแค่ไหน พี่อ้นก็คิดกับกล้วยเหมือนน้องเท่านั้น

เพื่อนอีก 2 คนคือหงษ์กับจุ๊บ จุ๊บเป็นคนขาวตัวเล็กนิดเดียวแก้มป่อง จุ๊บแอบชอบรุ่นพี่ม. 6 ชื่อพี่วุฒิ แต่พี่วุฒิมีแฟนอยู่แล้วชื่อพี่วีรดา คนอื่นเลยไม่ชอบจุ๊บที่ไปแสดงออกชัดเจนว่าชอบพี่วุฒิ เพราะใครๆ ก็ชอบพี่วีรดาซึ่งเป็นคนสวยเรียบร้อย เหมาะสมกับพี่วุฒิที่เป็นคนเรียนเก่ง รูปหล่อ แล้วยังเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลของโรงเรียนอีกด้วย จุ๊บจึงถูกมองว่าเป็นคนที่พยายามจะมาแย่งของคนอื่น แม้แต่เพื่อนผู้ชายก็ยังแอบนินทาจุ๊บ ยิ่งเพื่อนๆ ของพี่วุฒิด้วยแล้วยิ่งไม่ชอบจุ๊บเอามากๆ

เรื่องที่ดิฉันจะเล่าให้ฟังเรื่องแรกไม่ใช่เรื่องของจุ๊บกับกล้วย แต่เป็นเรื่องของหงษ์ หงษ์เป็นคนสูงโปร่ง ขาว ผมสีอ่อนเป็นสีน้ำตาล ปกติหงษ์ไม่ได้เด่นอะไรในกลุ่มเพื่อน เพื่อนผู้ชายก็ไม่สนใจหงษ์นัก เพราะหงษ์เป็นคนโผงผาง พูดจาไม่เรียบร้อย แต่พอขึ้นม. 5 หงษ์มาเล่าให้พวกเราฟังว่ามีแฟนแล้ว แฟนหงษ์อายุมากกว่าพวกเราตั้งสิบกว่าปี ชื่อพี่อาร์ม พี่อาร์มมาทำงานที่บริษัทพ่อของหงษ์ เลยได้รู้จักกับหงษ์และตามจีบ พี่อาร์มไม่ใช่คนหล่อ แต่ตัวสูงหุ่นดี ผิวสองสี พี่อาร์มแต่งกลอนแล้วเอากระดาษม้วนใส่ขวดเล็กๆ ผูกโบว์กับตุ๊กตาไว้ที่ปากขวด หงษ์เอามาให้พวกเราดู พวกเราก็กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่เพราะมันน่ารักมาก ตรงท้ายคำกลอนพี่อาร์มเขียนไว้ว่า "สำหรับหงษ์ นางฟ้าน้อยๆ ของพี่อาร์ม" พวกเราไม่เคยมีใครมาจีบและเขียนกลอนเพราะๆ อย่างนั้นให้ เราจึงรู้สึกว่าพี่อาร์มช่างเป็นผู้ชายโรแมนติคที่สุดในโลก บางทีพี่อาร์มมารับหงษ์ตอนโรงเรียนเลิก พวกเราไปทักพี่อาร์มแล้วก็แอบเขินไปตามๆ กัน ต่างคนต่างก็อยากมีแฟนที่น่ารักและพูดเพราะแบบพี่อาร์ม

ผ่านไปสามเดือน ความรักของหงษ์กับพี่อาร์มดำเนินไปอย่างหวานชื่น พี่อาร์มได้งานใหม่รุ่งเรืองกว่าที่เคยทำกับพ่อของหงษ์ ทำให้พี่อาร์มมีสตางค์ผ่อนคอนโด หงษ์เองพอมีความรักแล้วก็สวยวันสวยคืน พูดจาอ่อนหวานขึ้นเยอะจนทุกคนผิดสังเกต นอกจากพวกเราแล้ว เพื่อนคนอื่นไม่มีใครรู้ว่าหงษ์มีแฟน เพราะสมัยนั้นการมีแฟนยังเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับเด็กมัธยม ถ้าครูรู้เข้าอาจจะมีเรื่องถึงผู้ปกครอง เพื่อนคนอื่นที่เคยเห็นพี่อาร์มก็นึกว่าพี่อาร์มเป็นพี่ชายของหงษ์ เพราะหงษ์มีพี่ชายหลายคน ปกติพี่ชายเป็นคนมารับมาส่ง

หงษ์หลงพี่อาร์มมาก เวลาพูดอะไรก็จะนึกถึงพี่อาร์มตลอด พี่อาร์มยังงั้นพี่อาร์มยังงี้ หงษ์เริ่มพูดถึงอนาคตที่จะแต่งงานอยู่กินกับพี่อาร์ม พวกเราก็พลอยฝันหวานตามหงษ์ไปด้วย แต่แล้วฝันของพวกเราก็ชะงักเมื่อหงษ์มาบอกพวกเราในวันนึงว่า หงษ์ย้ายเข้าไปอยู่ในคอนโดของพี่อาร์มแล้ว และพี่อาร์มกับหงษ์เป็นผัวเมียกันโดยพฤตินัยเรียบร้อย...
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 64
ทุกวันนี้กล้วยไม่มีแฟนอีกเลย ทั้งที่อยากมีใจจะขาด แต่พอคบใครก็ระแวง ไม่ค่อยกล้าเทใจให้เต็มร้อย

ประสบการณ์วัยว้าวุ่นจนถึงวัยทำงานของดิฉันก็มีเท่านี้ ไม่ได้หวือหวาอะไรมาก ในกลุ่มเพื่อนสี่คนของเรา มีดิฉันคนเดียวที่มีครอบครัวเรียบง่ายมีความสุข เพื่อนอีกสามคนซึ่งเป็นคนสวยและมีแฟนกันตั้งแต่ยังเป็นวัยฮอร์โมนส์ กลับไม่มีใครเลยที่อยู่อย่างสมหวัง ที่ว่ามานี้ไม่ได้แปลว่าคนมีแฟนเร็วจะไม่สมหวังนะคะ โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ที่อยากเล่าให้ฟังเพราะพอดีดูเรื่องฮอร์โมนส์แล้วมีคนมาบอกว่าเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ไวไฟ ดิฉันต้องเถียงว่าไม่จริงหรอก มันไวไฟกันมาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว แต่สมัยโน้นไม่มีเน็ตให้ออกมาโอดโอย เรื่องไวไฟทั้งหลายจึงเกิดแล้วดับไป แต่ละคนก็รับทุกข์ รับเคราะห์กรรมกันเงียบๆ เป็นบาดแผลตกสะเก็ดในใจ แม้ตัวดิฉันเองเป็นเพื่อน ไม่ได้ประสบเหตุการณ์กับเขาด้วย แต่เมื่อเราร่วมรับรู้ เราก็ทุกข์ไปกับเขา เสียใจไปกับเขา

หวังว่าจะเตือนใจทุกคนที่เข้ามาอ่านให้ระลึกถึงวัยว้าวุ่นของตัวเอง และถ้ามีเด็กๆ มาอ่านจะได้เห็นว่าชีวิตจริงมันไม่หวาน สิ่งที่เราคิดว่าเราอยากได้ เราอยากแย่งชิง เราขาดไม่ได้ พอถึงจุดนึง มันก็อาจจะกลายเป็นของตาย ของที่เราไม่ต้องการ คนที่รักเราอย่างที่สุด ในวันนึงเขาก็อาจจะเบื่อหรือเกลียดเราอย่างที่สุด การมีความรักให้เป็นคือต้องรู้จักรักตัวเอง ทำตัวเองให้มีคุณค่า ไม่ว่าเราจะประสบความทุกข์ยังไง เราก็จะฉุดตัวเองกลับมาได้ค่ะ

ขอบคุณทุกคนที่มาอ่านค่ะ
ความคิดเห็นที่ 86
เรื่องของเจ้าของกระทู้ไม่หวือหวาเหมือนของเพื่อนอีกสามคนค่ะ เพราะมีความรักครั้งแรกก็อายุยี่สิบกว่าแล้ว กำลังเรียนปริญญาใบที่สอง ถ้าเล่าไปก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่จะเล่าตอนขำๆ ให้ฟังก็ได้

ตอนดิฉันเรียนต่างประเทศ เข้ามาปีแรกก็เจอกับสามีเลย สะดุดตาทันทีเพราะเขาเป็นคนรูปร่างสูง หุ่นนักกีฬา สามีเองก็สะดุดตาดิฉันเหมือนกัน แต่เราต่างคนต่างคิดว่าอีกฝ่ายมีแฟนแล้ว เพราะสามีมักจะเดินกับผู้หญิงในคณะคนนึง ดิฉันเองก็เดินกับเพื่อนผู้ชายสองคนที่สนิทกัน กลับบ้านด้วยกันบ่อยเพราะอยู่ทางเดียวกัน

เรื่องมันมาเริ่มตอนเกือบปลายปี พวกเราทั้งชั้นนัดกันไปดูคอนเสิตฤดูร้อน นัดเจอกันที่สถานีรถไฟเวลาสิบเอ็ดโมง แต่รถไฟในเมืองของดิฉันผิดเวลา ทำให้ดิฉันไปไม่ทันเพื่อน พอกระหืดกระหอบไปถึงสถานี ดูตารางเวลาแล้วต้องรออีกชั่วโมงนึง เลยหาที่นั่งอย่างหงอยเหงา แต่ดันไปเห็นใครคนนึงนั่งเงียบๆ อยู่ที่มุมสถานี กำลังอ่านหนังสือ ที่แท้คือสามี (ในอนาคต) ของดิฉันนั่นเอง ดิฉันเลยรีบเดินเข้าไปหา บอกว่าดิฉันพลาดรถไฟ สามีดิฉันบอกว่าเขาก็จะไปที่คอนเสิต เขาไม่ได้พลาดรถไฟแต่ต้องทำงานช่วงเช้า เลยมาถึงช้ากว่าคนอื่น

นั่นแหละค่ะจุดเริ่มต้น แล้วเราก็เลยได้คุยกันอย่างจริงจังซักที ทั้งที่เล็งกันมาตั้งแต่ต้นปี แต่ต่างฝ่ายต่างขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เราเลยเป็นแฟนคนแรกของกันและกัน พอเรียนจบทำงานได้สองปี สามีก็ขอแต่งงาน

วันขอแต่งงานช่างเป็นวันที่ฉุกละหุก สามีโทรมาหาดิฉันแล้วบอกว่าอยากไปกินข้าวที่ร้านหอยอบ ร้านที่ว่านี้จะมีแต่หอยกับไวน์ เราสั่งหอยกินได้เป็นกิโล ร้านจะเสิฟไวน์ไม่อั้น นักศึกษาชอบร้านนี้มาก เราเองก็ไปกินกันบ่อยช่วงเป็นนักศึกษา พอสามีโทรมาบอก ดิฉันเลยคิดว่าเพื่อนหลายคนคงอยากไปด้วย เลยจัดการโทรไปนัดเพื่อนกลุ่มใหญ่ รวมกันแล้วได้ถึงสิบเจ็ดคน แล้วก็จองโต๊ะที่ร้านไว้โดยไม่ได้บอกสามีก่อน เพราะไม่รู้นี่นาว่าเขาจะมีอะไรพิเศษ

พอไปถึงร้าน สามีเห็นเพื่อนมากันมากมายก็หน้าเสีย ดิฉันสังเกตว่ามีอะไรไม่ปกติ แต่ก็ไม่ได้นึกอะไรมาก พอคุยกับเพื่อนแล้วก็ลืม แถมกินไวน์จนมึน กว่าจะกลับบ้านก็ปาเข้าไปตีสอง สามีมาส่ง ท่าทางหงอย เกาะประตูไว้ไม่ยอมกลับ ดิฉันก็ง่วงเต็มที เลยบอกว่ามีอะไรไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกันนะจ๊ะ วันนี้ฉันขอนอนก่อน

สามีผิดหวังมาก เลยควักกระเป๋าเอากล่องแหวนส่งให้ดิฉันดื้อๆ อย่างนั้นเลย บอกว่ารู้มั้ยนี่ตั้งใจจะขอแต่งงาน แต่เธอดันไปชวนเพื่อนมาโดยไม่บอกไม่กล่าว ดิฉันกำลังมึนไวน์เลยขำ หัวเราะก๊ากออกมา ถามว่าเธอจะขอฉันแต่งงานในร้านหอยเนี่ยนะ อะไรจะโรแมนติคขนาดนั้น ว่าแล้วดิฉันก็รับแหวนมา แล้วก็ตกลงไปดื้อๆ สามีก็ยังคงหัวเสียอยู่

มันเลยเป็นการขอแต่งงานที่ไม่โรแมนติคที่สุด จะทำใหม่อีกครั้งก็ไม่ได้แล้ว มันไม่ขลัง แต่ชีวิตคู่ของเราก็ราบเรียบดี ไม่มีอะไรผิดปกติ อาจจะเป็นเพราะเราต่างก็ไม่เคยมีแฟนมาก่อน ไม่เคยแอบชอบใครอย่างจริงจัง ไม่เคยอกหัก ก็เลยมีแต่กันและกันเท่านั้นมั้งคะ

เพื่อนดิฉันอีกคนชื่อจุ๋ม เคยบอกว่า เอม แกจำไว้นะ แฟนน่ะ ใครๆ ก็อยากมี แต่ถ้ามีแล้วมันไม่ดีจะมีทำไม ดิฉันจำคำของจุ๋มไว้ไม่เคยลืม อยากบอกเพื่อนๆ ทุกคนที่อยากมีแฟนแบบเดียวกับที่จุ๋มบอกดิฉันนี่แหละ ถ้าเราจะรับใครซักคนเข้ามาในชีวิต เขาต้องมาเป็นครึ่งนึงของเรา  มีอะไรก็ต้องแบ่งกัน บอกกัน ถ้าได้คนไม่ดี รู้สึกผิดสังเกต อย่าทน อย่าหลอกตัวเอง อย่าปล่อยชีวิตให้จมปลัก ของบางอย่างเราถือคติว่า ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ดีกว่านะคะ
ความคิดเห็นที่ 118
เจ้าของกระทู้มาตอบคำถามเพิ่มนะคะ ไม่รู้จะยังมีคนอ่านเห็นหรือเปล่า สำหรับข้อความที่ทุกคนเขียนไว้ เจ้าของกระทู้อ่านหมดแล้ว ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่เข้ามาคุยกัน เจ้าของกระทู้ยังเป็นมือใหม่ ลองกดถูกใจทุกข้อความ แต่บางทีมันก็ขึ้น บางทีก็ไม่ขึ้น งงๆ เอาเป็นว่าถูกใจทุกข้อความนะคะ

1. ผู้ที่มีความเห็นว่า พ่อหงษ์เจ้าชู้ หงษ์จึงต้องรับกรรม ในหลักวิทยาศาสตร์คงไม่ยอมให้เชื่ออย่างนั้น แต่ในทางจิตวิทยา หากพ่อเจ้าชู้ ทำให้แม่อยู่ในภาวะช้ำใจ เครียด แค้น แต่ยังต้องยอมให้พ่ออยู่เป็นสามี มีผลต่อจิตใจลูกสาวแน่นอน เพราะลูกจะรู้สึกว่าไม่ว่าผู้ชายจะดีเลวยังไงเราก็ต้องยอม นั่นคือพ่อแม่ได้ปลูกฝังความคิดให้ลูกเข้าใจว่า ชายสามารถข่มเหงจิตใจหญิงได้ หญิงเป็นผู้ต้อยต่ำกว่า แนวโน้มที่ลูกสาวซึ่งมีพ่อเจ้าชู้จึงอาจจะได้ผู้ชายเจ้าชู้มาเป็นคู่ครอง เพราะผู้หญิงจำนวนนี้จะยอมอดทนมากกว่าผู้หญิงอื่น และในอีกทางนึง ผู้หญิงที่มีพ่อเจ้าชู้อาจจะมีความคิดเกลียดชังผู้ชายไปเลย เพราะมองภาพผู้ชายเป็นคนข่มเหงรังแก

หงษ์มีพ่อที่กุมอำนาจในบ้านทุกอย่างไว้เพราะเป็นคนหาเงินเพียงคนเดียว ทั้งแม่และเมียน้อยทุกคนจึงไม่มีปากเสียง พี่อาร์มน่าจะจับจุดความว้าเหว่ของหงษ์ได้

2. คนที่อ่านแล้วเกิดกลัวการมีคู่ อยากอยู่คนเดียว เป็นแบบกล้วย ดิฉันว่าการอยู่คนเดียวในยุคนี้สบายใจดี แต่อย่ากลัวการมีคู่เลย เพียงแต่ว่าไม่ต้องถึงกับร้อนรนแสวงหา ถ้าอยากมีคู่ดีๆ อาจจะต้องนำตนเองเข้าไปอยู่ในสังคมดีๆ แทนที่จะไปผับไปบาร์เพื่อหาคู่ ก็เปลี่ยนเป็นไปห้องสมุด ไปบำเพ็ญกุศลสาธารณะ ไปเป็นครูอาสา เราอาจจะได้พบคนที่ชอบความสงบ ไม่วุ่นวาย และอีกอย่างคือ บทเรียนของกล้วยน่าจะทำให้ทุกคนเห็นว่า อย่ามองคนที่เปลือกนอก อย่าหลงรูปรสกลิ่นเสียง อย่ามองแค่ความหล่อ รวย สิ่งเหล่านี้ไม่จีรังค่ะ ขนาดรูปร่างหน้าตาของเราเองเรายังรักษาให้คงสภาพไม่ได้ ของคนอื่นก็เหมือนกัน ต่อไปก็ต้องแก่ ถึงไม่แก่เราก็ต้องเบื่อจนได้ จงรักที่ความดี ดิฉันแต่งงานมานานแล้ว เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ความหล่อ ความสวย ความเท่ กินไม่ได้ ไม่ยั่งยืน ไม่ให้ความสุขที่แท้กับเรา

3. ใครที่ถามเรื่องเด็กๆ ลูกของหงษ์โตจะเป็นหนุ่มแล้ว เรียนเก่ง มีอนาคตดี ยายรักมาก หงษ์เลี้ยงลูกมีระเบียบ พี่อาร์มก็ยังคงติดต่อลูกเป็นระยะ แต่ความสนิทสนมจะไม่ค่อยมี ลูกหงษ์ก็ไม่ค่อยพูดถึงพ่อเท่าไหร่ ส่วนลูกของจุ๊บจะน่าสงสารหน่อย เพราะจุ๊บไม่ค่อยเจอลูกเลย ปู่กับย่าเอาลูกชายคนโตของจุ๊บไปไว้ที่จังหวัดอื่น ส่วนลูกสาวอยู่กับพ่อและภรรยาใหม่ ไม่ค่อยมีความสุขนัก จุ๊บค่อนข้างอ่อนแอในเรื่องการตัดสินใจ เพราะจุ๊บโตมาจากบ้านที่ไม่ยอมให้ลูกคิดอะไรเลย ตัดสินใจแทนลูกและบังคับให้ทำตามนั้นตลอด เวลาที่จุ๊บมีอิสระจึงทำอะไรโดยไม่มีขอบเขต ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ พวกเราจะเตือนจุ๊บเสมอว่าอย่าลมเพลมพัด แต่คงแก้ไขยาก

4. คนที่ชอบเรื่องของเจ้าของกระทู้เองว่าเรียบง่ายดี มันเรียบง่ายในวิถีทาง แต่ชีวิตครอบครัวคนเรานี่เป็นสนามประลองยุทธชัดๆ เลยนะคะ เราต้องรู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา มีอารมณ์ขัน รู้จักแก้ไขปัญหาเสียก่อนที่จะลามปาม คำว่าปัญหาความจริงไม่ควรใช้ด้วยซ้ำ เพราะถ้าบอกว่าเป็นปัญหาแล้วเรามักจะตั้งแง่ โทษคนใดคนหนึ่งว่าเป็นผู้ก่อปัญหา เราจึงควรมอง "ปัญหาในครอบครัว" ว่ามันเป็นขั้นตอนนึงของการใช้ชีวิตร่วมกัน เราต้องช่วยกันประคับประคองให้ทั้งสองฝ่ายผ่านขั้นตอนนั้น เราไม่จำเป็นต้องอดทนถ้ามันเลวร้าย แต่ต้องใจเย็น มองกว้าง คิดกว้าง คิดลึก คิดนาน ชีวิตแต่งงานไม่ง่ายค่ะ แค่เลือกคนดีเข้ามายังไม่พอ ยังต้องฝึกศิลปะในการอยู่ร่วมกัน

ขอให้ทุกคนโชคดี มีความสุขกับคู่ชีวิต และมีความสุขได้เมื่ออยู่คนเดียวนะคะ
ความคิดเห็นที่ 45
คนที่บอกจุ๊บว่าเมียน้อยพี่วุฒิคือพี่วีรดา ไม่ใช่ตัวพี่วุฒิ จุ๊บเองก็ไม่เคยคิดจะถามว่าเมียน้อยพี่วุฒิคือใคร เพราะเคยชินกับนิสัยของสามี และคิดว่าพี่วุฒิคงจะเลิกไปเองเมื่อเบื่อ แต่คนที่โทรมาหาจุ๊บ มาบอกจุ๊บว่าพี่วุฒิมีเมียน้อยชื่อวีรดา ก็คือตัวพี่วีรดาเอง

พี่วีรดาโทรมาหาจุ๊บแบบเรียบๆ แนะนำตัว ถามไถ่ทุกข์สุข แล้วก็บอกจุ๊บว่าตอนนี้คบกับพี่วุฒิ แต่จุ๊บไม่ต้องห่วงหรอก พี่วีรดาไม่คิดจะแย่งจุ๊บเหมือนที่จุ๊บเคยแย่งพี่วีรดา พี่วีรดาได้ยินเรื่องของจุ๊บจากพี่วุฒิทุกอย่าง รู้ว่าจุ๊บใช้เงินเปลือง ทำให้ครอบครัวลำบาก พี่วีรดายังบอกจุ๊บด้วยว่ามีอะไรก็บอกแล้วกัน ยินดีจะช่วยเหลือในฐานะที่ร่วมสามีเดียวกัน

ตอนนั้นจุ๊บรู้สึกเหมือนพังทลาย เพราะจุ๊บรู้ว่าคราวนี้แหละที่พี่วุฒิจะไม่เลิกง่ายๆ ผู้หญิงในโลกนี้ที่พี่วุฒิรักจริงก็คงมีแค่จุ๊บกับพี่วีรดา พี่วุฒิจะไม่กล้าทิ้งพี่วีรดารอบสอง แล้วจุ๊บล่ะ จุ๊บมีอะไรเหลือ จุ๊บให้ผู้ชายคนนี้ทุกอย่าง ให้จนเพื่อนฝูงจุ๊บเองพากันหนีหน้า รังเกียจจุ๊บไปหมด

ดิฉันกับกล้วยให้กำลังใจจุ๊บ เราไม่รู้จะช่วยจุ๊บยังไงจริงๆ ลูกก็ยังเล็ก ผ่านมาเป็นปีที่ดิฉันกับกล้วยรู้ข่าวจากจุ๊บเพียงผิวเผิน เพราะเราโทรหาไม่ค่อยได้ จุ๊บไม่ค่อยรับสาย ยิ่งดิฉันโทรจากต่างประเทศ จุ๊บเห็นเป็นเบอร์แปลกๆ ก็จะไม่รับ กลัวเจ้าหนี้

เรื่องมันมาถึงที่สุดเมื่อดิฉันทราบว่าจุ๊บเลิกกับพี่วุฒิ จุ๊บเป็นคนตัดสินใจเลิกเอง จุ๊บเดินออกไปจากบ้านพี่วุฒิโดยไม่มีอะไรติดมือไปด้วยเลย ไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สินแม้ซักชิ้น ไม่แม้กระทั่งจะเอาลูกไป เพราะจุ๊บรู้ว่าลูกต้องลำบากแน่ถ้าไปกับจุ๊บ และปู่ย่าก็รักหลานมาก ปู่ย่าคงเลี้ยงหลานต่อไปได้ถ้าบ้านนี้ไม่มีจุ๊บ พี่วุฒิเองเสียอีกที่ยังขี้ขลาดจนวินาทีสุดท้าย เพราะพอจุ๊บตัดสินใจเลิก พี่วุฒิบอกให้จุ๊บไปกราบขอโทษพ่อแม่ตัวเอง แล้วให้บอกพ่อแม่ตัวเองด้วยว่าจุ๊บเองเป็นคนขอเลิก พี่วุฒิจึงมีสิทธิที่จะมีเมียใหม่คือพี่วีรดา พี่วุฒิทำแบบนี้เพื่อไม่ให้พ่อแม่คิดว่าจุ๊บเลิกเพราะพี่วุฒิมีเมียน้อย แต่ให้เป็นความผิดของจุ๊บเอง

ชะตากรรมจุ๊บมันแปลกประหลาดจนไม่น่าเชื่อ เพราะเมื่อจุ๊บออกมาจากบ้านพี่วุฒิ ผู้ชายที่จุ๊บติดต่อไปหาคือชาญ และชาญนี่แหละที่แล่นมารับจุ๊บในทันที โดยไม่มีคำถาม ไม่มีคำตัดพ้อ ไม่มีคำตำหนิต่อว่าใดๆ
ความคิดเห็นที่ 42
การที่จุ๊บมีเรื่องหนี้สินถึงกับถูกตำรวจจับ ทำให้ครอบครัวพี่วุฒิอับอายมาก หลังจากที่แม่พี่วุฒิช่วยเคลียร์หนี้รายนั้น พ่อแม่พี่วุฒิก็หมางเมินกับจุ๊บ ไม่ไปมาหาสู่อีกเลย ถ้าจะมารับหลานไปเลี้ยงก็ขับรถมาจอดหน้าบ้านแล้วกดกริ่งเรียก ไม่ยอมเข้าบ้าน

จุ๊บเศร้ามาก พยายามขายทรัพย์สินทุกอย่างเท่าที่จะขายได้ ตอนนั้นยังเหลือหนี้จำนวนหนึ่งซึ่งพอคุยกันได้ แต่ความสุขในครอบครัวของจุ๊บมันสลายไปหมด จุ๊บได้แต่หวังว่าบทเรียนครั้งนี้จะทำให้พี่วุฒิเข้าใจ เพราะพี่วุฒิเองนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ แต่จุ๊บคาดผิด

พี่วุฒิมาสารภาพกับจุ๊บในวันนึงว่า พี่วุฒิแอบไปมีเมียน้อย มีได้สามเดือนแล้ว พี่วุฒิยังคงรักจุ๊บอยู่เหมือนเดิม แต่ขออนุญาตมีเมียน้อย เพราะเมียน้อยคนนี้่พี่วุฒิทิ้งไม่ได้เด็ดขาด จุ๊บตอนแรกที่ได้ยินก็ยังไม่ตกใจ เพราะพี่วุฒิเป็นคนรูปหล่อ มีผู้หญิงมาติดพันเสมอ ถึงพี่วุฒิจะวอกแวกเป็นบางครั้ง แต่ก็กลับมาตายรัง บางทียังมาเล่าให้จุ๊บฟังด้วยซ้ำว่าผู้หญิงมายั่วยังไง จุ๊บเองก็ยังเคยออกเงินให้สามีไปเที่ยวผู้หญิง เรียกว่าจุ๊บเอาใจพี่วุฒิไม่เคยขาด อยากได้อะไรก็ให้ทุกอย่าง

เรื่องมันอาจจะไม่รุนแรง ถ้าจุ๊บไม่บังเอิญมารู้ว่า เมียน้อยที่พี่วุฒิไปติดพันแล้วมาขอจุ๊บอย่างเป็นทางการนั้นชื่อวีรดา เป็นคนเดียวกับพี่วีรดาที่พี่วุฒิเคยหลงรักในชั้นมัธยม แล้วจุ๊บนี่เองที่เป็นคนแย่งพี่วุฒิมา
แสดงความคิดเห็น
Preview