วันฮาโลวีน

ครบ 2 ปี ผู้นำหญิง "ยิ่งลักษณ์" พร้อมฝ่ามรสุม ไทยร้ฐออนไลน์

กระทู้สนทนา
“เปิดทั้งวิทยุ ทีวี พร้อมๆกับการอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ทุกเช้า และก่อนนอน
ฉะนั้นจึงรู้ดีว่า ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร
เช่นเดียวกับที่รับรู้ผลโพลต่างๆ รวมทั้งคะแนนนิยมของตนเองในตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรีซึ่งกำลังจะก้าวผ่านปีที่ 2 ไปในเดือน ส.ค.ว่า ออกมา
ในลักษณะใด คนรักเราน้อยลง หรือเพิ่มขึ้น”

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และอาจจะเป็นคนเดียว
ของประเทศไทย ยอมสละเวลามาทานข้าวเย็นกับพวกเราใน ทีมเศรษฐกิจ
เพื่อคุยกันแบบเปิดใจสบายๆสไตล์ยิ่งลักษณ์ กับแผนงานที่เตรียมการ
จะเดินหน้าต่อไปหลังการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ๆหมาดๆ

การปรับ ครม. “ปู 5”
คือความต้องการปรับองคาพยพไปข้างหน้าตามเป้าหมายที่เราวางแผนไว้
และตามเจตจำนงที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา

นั่นเป็นคำตอบแรกของเธอที่ยังคงแสดงถึงความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว
และพร้อมจะรับมือกับแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างมั่นคง
ด้วยเจตจำนงที่จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ด้วยความแข็งแกร่ง
และมีเสถียรภาพทั้งในทางเศรษฐกิจ และการเมือง

ปีแรกของรัฐบาลคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดโมเมนตั้ม
ขณะเดียวกันก็เรียกความเชื่อมั่นในทางการเมืองกลับมา นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไม
รัฐบาลจึงต้องเดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ก็เพราะเราต้องการทำให้เขาเห็นว่า ประเทศไทยมั่นคง สงบ และปลอดภัย
และสิ่งที่ได้กลับมาก็คือ รายได้การท่องเที่ยวที่ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น
พร้อมจำนวนผู้ลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

“และแม้เราจะปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 20%
แต่รายได้จากการจัดเก็บภาษีที่ผ่านมาก็ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น”

ปีที่สามของรัฐบาล จะต้องปรับโครงสร้างประเทศให้เข้าสู่ความสมดุล
สอดคล้องกับสถานการณ์โลก ซึ่งแน่นอนว่าทุกอย่างต้องถูกต้อง โปร่งใส อะไรไม่ถูกต้อง
ไม่แฟร์ ต้องได้รับการแก้ไข ที่สำคัญ จากนี้ไปเราจะตอบคำถาม
และอธิบายกับผู้คนให้มากที่สุด...ฟังความคิด และแผนการของนายกฯยิ่งลักษณ์
ได้จากรายละเอียดท้ายนี้

ถาม ประเมินผลงานตัวเองในรอบ 2 ปีอย่างไร

ตอบ ถ้าจะวัดผลการทำงานด้านเศรษฐกิจ
สามารถดูได้จากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีแรกของการบริหาร
ซึ่งขยายตัวสูงกว่าการขยายตัวของภาคส่งออก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้เดินหน้าตามนโยบายเร่งด่วน 16 ข้อ
ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาตันละ 15,000 บาท
จนชาวนามีรายได้มากขึ้น
สะท้อนได้จากการที่รัฐบาลตัดสินใจปรับลดราคาจำนำลงมาเหลือตันละ 12,000 บาท
ซึ่งทำให้ชาวนาออกมาประท้วง แสดงว่าผลประโยชน์ส่งตรงถึงชาวนาจริงๆ
หรือในโครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งได้รับการตอบรับสูงมากนั้น
สามารถกระตุ้นอุตสาหกรรมในประเทศได้อย่างดี

อย่างไรก็ตาม การบริหารประเทศในปีที่ 2-3-4
คงไม่สามารถบริหารโดยใช้เงินจำนวนมากเหมือนปีแรกที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ฉะนั้นจากนี้ไปจึงเป็นการพัฒนาประเทศในระยะยาว
และหากมีนโยบายใดที่เห็นว่าควรจะปรับก็ต้องปรับ
ต่อจากนี้ไปโครงการหวือหวาจะไม่มีแล้ว

นโยบายระยะยาวต่อไปจะเน้นทำเรื่องสังคมให้มากขึ้น ให้ความดูแลตลอดช่วงชีวิตคน
บูรณาการตั้งแต่เด็กแรกเกิด สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ คนด้อยโอกาส
โดยขณะนี้กำลังจัดทำแผนปฏิบัติการ หนึ่งในโครงการเหล่านี้ได้แก่ OSCC (One Stop
Crisis Center) ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือคนเหล่านี้ได้แบบรวมศูนย์ ผ่านคอลเซ็นเตอร์
1300

การทำงานที่ผ่านมา ความกดดันเป็นเรื่องปกติ ส่วนตัวอาจเจอมากหน่อย
แต่ไม่ได้หวั่นไหวอะไร คงเป็นเพราะรับแรงต้านมา 9 ปีแล้ว
ตั้งแต่ปฏิวัติมาจนถึงเข้ารับงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

จนถึงวันนี้ ทำงานมาเกือบ 2 ปี ถามว่าเหนื่อยไหม ก็ต้องบอกว่าเหนื่อยเพราะงานเยอะ
แต่สนุกและไม่เคยเบื่อ เพราะเป็นคนชอบทำงาน นั่งอยู่ว่างๆก็ยังนั่งคิดงาน

“จะเห็นว่าตลอดปีแรก ดิฉันได้เดินทางไปในหลายประเทศ
เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา ทำให้ประเทศทั่วโลกมั่นใจว่าประเทศไทยเป็นปกติ
เพราะเศรษฐกิจประเทศจะดี ต้องทำให้การเมืองนิ่ง ต้องมี ความมั่นคงทางการเมืองก่อน
จึงจะเกิดการค้าขายได้”

ถาม คาดหวังกับการปรับ ครม. “ปู 5” อย่างไร

ตอบ การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)
จะทำให้เกิดการพัฒนาการบริหารประเทศในภาพรวมและสอดคล้องกับสถานการณ์
กรณีที่ดิฉันเองนั่งควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม
เพราะต้องการให้ความสำคัญกับด้านความมั่นคง
เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจคือพื้นฐานประเทศที่มีความมั่นคง

อยากให้เข้าใจว่า การปรับ ครม.ไม่ใช่การมองว่าคนเดิมหรือคนเก่าทำงานไม่ได้
กรณีของกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ไปนั่ง
ก็เพื่อเพิ่มการบริหารจัดการสต๊อกข้าว การปรับ ครม. เหมือนการปรับองคาพยพ
พอทำงานมาระยะหนึ่งก็ต้องปรับเปลี่ยน ไม่ใช่ทำงานไม่ดี บางทีเริ่มต้นดีแล้ว
ขั้นตอนต่อไปก็ต้องเสริมเติมเข้าไปอีก

“การปรับ ครม.เป็นเรื่องปกติ ทำให้การทำงานคล่องตัว เหมาะสมลงตัว
หากไม่ปรับก็ไม่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาขึ้น เราผ่านมาเกือบ 2
ปีก็คิดว่าถึงเวลาที่ต้องปรับ ครม. กรณีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์
ซึ่งเคยประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ถือเป็นการปรับเปลี่ยน
เพื่อความเหมาะสม ไม่ใช่ว่าทำงานไม่ดี แต่อาจเป็นคนชี้แจงไม่เก่ง
อธิบายไม่เป็น แต่ก็ถือว่าเป็นคนที่มีผลงาน”

ส่วนเหตุผลหนึ่งที่ให้นายวราเทพ รัตนากร รมต.สำนักนายกรัฐมนตรีไปควบตำแหน่ง
รมช.เกษตรและสหกรณ์นั้น ก็เพราะต้องการให้มีมือประสานโครงการรับจำนำข้าว
เพราะองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) สังกัดกระทรวงเกษตรฯ
และเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการรับจำนำข้าว
นอกจากนั้นยังหวังให้ช่วยประสานเรื่องการจัดทำโซนนิ่งภาคเกษตร
ที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลต่อจากนี้ไป

ถาม จะบริหารโครงการรับจำนำข้าวต่อจากนี้อย่างไร

ตอบ โครงการรับจำนำของรัฐบาลนี้ ทำให้ชาวนาที่เข้าโครงการมีรายได้มากขึ้นตันละ
4,000 บาท ส่วนชาวนาที่ไม่ได้เข้าโครงการก็ได้อานิสงส์ที่ราคาตลาดสูงขึ้น
ทำให้ขายข้าวได้สูงขึ้นจากราคาปกติตันละ 2,000 บาท รวมๆ
แล้วเป็นเม็ดเงินที่ชาวนาได้มากขึ้น 160,000-180,000 ล้านบาท
ซึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น และชาวนาได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ส่วนตัวเลขที่บอกว่าขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวในปีการผลิต 2555
ที่ 136,000 ล้านบาทนั้น ความจริงแล้วเป็นเงินที่ช่วยชาวนาไม่ใช่รัฐบาล
ขาดทุน และยังทำให้วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน
ที่สำคัญวงเงินขาดทุนมากเพราะชาวนาเอาข้าวมาจำนำมาก ก็เป็นเรื่องปกติ

การรับจำนำทำให้ชาวนามีรายได้หมุนเวียนไปซื้อปัจจัยการผลิต ปุ๋ย
และเงินที่หมุนเวียนแบบนี้จะวนกลับมาในวงจรเศรษฐกิจ 3 เท่า เพราะ
เมื่อชาวนามีรายได้ ก็จะนำไปซื้อปุ๋ย อาหาร กลับเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิต
ช่วยธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อมให้ดีขึ้น ต่อเนื่องไปยังบริษัทขนาดใหญ่
และที่สุดทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบ

ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ก็บอกว่าได้ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โตขึ้น 1%
เหลือที่รัฐบาลยังไม่ได้ทำคือ การจัดดัชนีความสุขของชาวนาว่า
โครงการรับจำนำข้าวได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นและปลดหนี้มากขึ้นหรือไม่

และได้คิดไปข้างหน้าที่จะให้มีการจัดทำผลิตภัณฑ์มวลรวมระดับจังหวัด (จีพีพี หรือ
Gross Province Product) โดยให้สำนักงานสถิติแห่งชาติและสศช.ร่วมกันจัดทำ
จากที่ผ่านมาเรามีแต่จีดีพีในระดับประเทศ

“ตัวเลขจีพีพีนี้จะวัดการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับจังหวัด และช่วยพัฒนาได้ถูกทาง
เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเกิดจากต่างจังหวัดด้วย
หากไม่รู้ว่าเศรษฐกิจในต่างจังหวัดโตเท่าใด ก็จะพัฒนาพื้นที่นั้นไม่ได้”

ถาม มองว่าโครงการรับจำนำข้าวประสบความสำเร็จหรือไม่

ตอบ เป็นโครงการที่ถูกต้องในแง่นโยบาย แต่ในระดับปฏิบัติอาจจะมีปัญหาบ้าง
ส่วนเรื่องที่ถูกอภิปรายจากฝ่ายค้านว่ามีกระบวนการทุจริตในการระบายข้าว
หากพบว่ามีการทุจริตในขั้นตอนใด ก็ให้มีการสอบสวน หา ความจริงกันไป
และทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ก็สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอน

“ขอให้มองที่ระดับนโยบาย โครง– การรับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาทเป็นนโยบายที่ดี
ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นและเงินตกถึงมือชาวนา ส่วนขั้นตอนปฏิบัติที่มีปัญหา
ก็ต้องแยกปัญหาและรายละเอียดและเข้าไปแก้ไข ส่วนการให้ความกระจ่างแก่สังคม
จากนี้ไปก็ต้องพยายามชี้แจงให้มากที่สุด”

ทั้งนี้ กรณีของข้าวหาย ก็ได้ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)
ร่วมกับเซอร์เวย์เยอร์ เข้ามาตรวจสอบทั่วประเทศแล้ว ความจริงตรวจมานาน
แล้วโดยตลอด เมื่อเกิดความไม่สบายใจของประชาชนก็ยินดีจะตรวจซ้ำอีก

“ในปีแรกที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาตันละ 15,000
บาทเพื่อยกระดับรายได้ของชาวนา พอมาตอนนี้ราคาข้าวในตลาดโลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาทไม่ได้อยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

เช่นตอนที่เข้ามา ก็ต้องปรับราคาลดจำนำลง หากในอนาคตสถานการณ์เปลี่ยน
ก็อาจต้องปรับเปลี่ยนราคารับจำนำอีก ให้สอดคล้องกับสถานการณ์”

ขณะเดียวกัน จากนี้ไปรัฐบาลต้องการวางรากฐานให้กับภาคการเกษตรของประเทศคือ
การจัดทำโซนนิ่ง (Zoning) ภาคเกษตร ยกตัวอย่าง
ปัจจุบันมีการปลูกข้าวในพื้นที่ทั่วประเทศ 70 ล้านไร่ แต่พื้นที่ที่เหมาะสมจริงๆ
มีเพียง 40 ล้านไร่เท่านั้น จากนี้จึงถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาล
ที่จะต้องหาจุดสมดุลของความต้องการและกำลังผลิต (ดีมานด์-ซัพพลาย) ให้ได้
และให้ความรู้แก่เกษตรกร เพื่อนำไปสู่การเป็น “สมาร์ท ฟาร์มเมอร์”
ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการอยู่

ส่วนวิธีการดึงให้เกษตรกร เข้ามาอยู่ในโซนนิ่งเพื่อปลูกพืชที่เหมาะสมในพื้นที่นั้นๆ
จะใช้วิธีจูงใจ บังคับคงไม่ได้ หากที่สุด เกษตรกรประสบความสำเร็จ
มีรายได้เพิ่มจากโซนนิ่ง ก็คงถือเป็นข้อพิสูจน์ที่ดี และการจัดทำโซนนิ่งภาคเกษตร
จะทำให้สอดรับกับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไข
ปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย 350,000 ล้านบาท และการวางระบบ
โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 2 ล้านล้านบาทด้วย

มาถึงตรงนี้ คนอาจมองอีกว่ารัฐบาลใช้เงินมหาศาล แต่อยากให้มองว่า
ปกติทุกปีรัฐบาลจะต้องใช้เงินปีละ 60,000 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือเกษตรที่เกิดภัยแล้ง
น้ำท่วมหรืออุทกภัยโดยตลอด แค่ 5 ปี ก็ประมาณ 300,000 ล้านบาทแล้ว
แทบจะถึงจุดคุ้มทุนของการลงทุนโครงการน้ำทั้งหมดแล้ว
เพราะเราลงทุนระบบบริหารจัดการอย่างยั่งยืนจะทำให้ปัญหาหมดไปหรือผ่อนคลายลง

(ยังมีต่อ)
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  การเมือง