ระบบโรงพยายบาลของไทยและต่างประเทศแตกต่างกันอย่างไร

กระทู้คำถาม
รบกวนถามผู้ที่เคยรักษาพยาบาลในประเทศไทยและต่างประเทศคะ

ว่าระบบการรักษาพยาบาลแตกต่างกันมั้ย

ขอบคุณคะ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 28
คนไทยแบบเสียนิสัยจะเอาแต่ได้ ความจริงตอนเปิด AEC น่าจะมีการแถลงการณ์ไปเลยนะครับว่าเราจะเปลี่ยนระบบให้เป็นสากลมากขึ้น
(เปลี่ยนเป็นตามข้างบนหมดเลย) ของไทยเนี่ยไม่ต้องแพทย์ประจำตัวนะครับ ขอแค่โรงพยาบาลตามสิทธิก็เบิกได้ทุกอย่างแล้วขอแค่ "บัตรประชาชน" ไม่ต้องมีบัตรทองไรทั้งนั้นครับ search ในระบบก็ขึ้นหมดว่าคุณมีสิทธิอะไรบ้าง แล้วการรักษาก็มียาบางตัวที่เบิกไม่ได้ หัตถการที่เบิกไม่ได้ ไม่ได้มีแต่ของไทยที่มีข้อยกเว้นนะครับ ของเมืองนอกก็มี !!! ศึกษาสิครับ เหมือนๆกันหมด แถมดูค่ารักษาของเมืองนอกสิครับ แพงกว่าไทยไม่รู้เท่าไร

กรณีฉุกเฉิน เข้าได้ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศไทยครับ เบิกได้หมด เพียงแต่สิทธิฉุกเฉินจะใช้ได้แค่ admission นั้น (แล้วต้องเป็นฉุกเฉินจริงๆนะ ถ้าหมอตีความว่าไม่ฉุกเฉินก็อาจจะต้องจ่าย แต่หมอไทยใจดีฉุกเฉินมันซะทุกอย่าง ฟรี ฟรี ) หลังจาก discharge ไปแล้วเวลาไป follow up ก็จะต้องไปรพ.ตามสิทธินะครับถึงจะไม่ต้องจ่าย ถ้ารพ.นั้นรักษาไม่ไหวเขาจะส่งต่อเองครับ (ส่งต่อแล้วก็เบิกได้เหมือนเดิม)

จ่าย พารา คนไข้ก็ด่า เอ้า ดูเมืองนอกสิ คุณเจ็บคอน้ำมูกไหลมาแต่ผมดูละว่านี่มัน viral นิ่ ความจริงจะไม่ให้อะไรเลยรอหายเองก็ได้ ไม่หายค่อยมาดูกันอีกที 5 วันเจอกันใหม่

คนไทยแบบคิดว่าตัวเองรอไม่ไหวแล้วๆๆๆๆ ไม่มีใครรอไหวสักคน เล่นซะมั่วเลย พอไม่ได้ดั่งใจก็ใช้สื่อ social media ต่างๆมาด่าทอมากมาย ทวงแต่สิทธิไม่เคยทำตามหน้าที่

หมอไทยทำงานอย่างกับกรรมกร คุณภาพชีวิตก็ต่ำ รายได้ก็น้อย ทำไปไงก็โดนด่าอีก แถมคนด่าก็บอกว่า ด่าลอยๆ ไม่ต้องรับนะถ้าไม่ได้เป็น แต่ด่า 24 ชั่วโมง 7 วัน ด่าทีเป็นพันเป็นหมื่นคน ออกสื่อด่าอีก ตบท้ายด้วยว่า ถ้าไม่ได้เป็นก็ไม่ต้องรับนะ จ่ะะ ดี ดี

ขอบคุณครับ
อยากให้มีออกทีวีสักรายการ เอาระบบสาธารณสุขมาสอนให้คนทั่วประเทศเข้าใจ ลงหนังสือพิมพ์สักหน้านึงไปเลย เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆด้วยเอ้า เห้อ ตาม social media พูดไปไม่รู้กี่หมื่นรอบแล้ว ไม่รู้ถ้าถึงล้านรอบจะยอมอ่านกันบ้างไหม
ความคิดเห็นที่ 13
กระทู้นี้ดีมากค่ะ ประชาชนจะได้รู้ว่าไม่ใช่ว่าเจ็บคอก็มาหาหมอตอนตี2
นำ้มาม่าหกโดนมือก็มาห้องฉุกเฉินตอน5ทุ่มกว่าเพราะกลัวเป็นแผลเป็น... จะเป็นแผลยังไม่มีซักนิดเลย เพลีย = =
ความคิดเห็นที่ 24
สำหรับเรา เราว่าระบบสวัสดิการสังคมของรัฐบาลฝรั่งเศสดีในระดับนึงเลยค่ะ ถ้าเทียบกับระบบรัฐของไทย เพียงแค่ต้องทำการคุ้นเคยกับระบบซักพักนึงก่อน (เพราะทุกระบบของฝรั่งเศส administration นี่มีความยุ่งยากในตัวเกือบทุกระบบ -*-)

ที่นี่ ถ้าป่วยแค่เบาๆ ไม่ถึงกับร้ายแรงอะไร จะต้องไปหาหมอเอง ที่ cabinet médical ของหมอที่เราเลือกไว้ให้เป็น médecin traitant หมอประจำตัวของเรา
ซึ่งส่วนใหญ่ médecin traitant (เข้าใจว่า) จะเป็นหมอรักษาทั่วๆไป médecin généraliste

การไปหาหมอแบบนี้จะเสียค่าหาหมอ consultation ครั้งละ 23 euros
ถ้ามีประกันสุขภาพ (Sécurité Sociale) จะได้รับเงินคืน 70% และถ้าเราทำประกันเสริม (Mutuelle) ก็จะได้อีก 30% เพิ่ม เป็น 100% คืนเต็ม
แต่ถ้าไปหาหมอที่ไม่ใช่หมอประจำตัวเรา จะได้ค่า consultation คืนแค่ 30% (ในกรณีทำแค่ประกันสุขภาพธรรมดา)

หมอที่นี่จะไม่มีสิทธิ์จ่ายยาให้เราค่ะ มีหน้าที่เพียงเขียนใบสั่งยา ordonnance ให้
แล้วเราต้องเอาใบสั่งยานั้นไปซื้อยาเองที่ Pharmacie
ยาบางตัว อาจจะต้องออกเงินเอง 100% หรือบางตัวก็ได้เงินคืนตั้งแต่ 15% ถึงไม่ต้องออกเลย 100% แล้วแต่ชนิดของยา

ปล. เวลาไปหาหมอนี้ส่วนใหญ่ก็จะต้องเป็นเวลาทำการ จ - ศ นะคะ น้อยที่ที่จะเปิดวันเสาร์ และส่วนมากเกือบทุกที่จะปิดวันอาทิตย์ค่ะ

ข้างต้น ที่พูดไปนี้ คือ การไปหาหมอ รักษาตัวในกรณีเบาๆ ไม่ร้ายแรงค่ะ

-------------------------------------------------------------------------------------

ต่อมา เป็นประสบการณ์การหาหมอฉุกเฉินของเรา ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อต้นปีนี้ (มกราคม 2556)

เรื่องมีอยู่ว่า ปวดท้องข้างขวามากกก เดินแทบจะไม่ไหวค่ะ เลยตัดสินใจไป Urgences (emergency) ที่โรงพยาบาล เพราะวันเกิดเรื่อง เป็นวันอาทิตย์​ (ทุกคนที่อยู่ที่ฝรั่งเศส จะรู้ดีว่า วันอาทิตย์ เป็นวันที่ เกือบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นห้าง ร้านค้าต่างๆจะปิดทำการ ^^)

ไปถึงแล้วก็ต้องยื่นบัตรประกันสุขภาพเรา Carte Vitale ค่ะ จากนั้นก็บอกอาการไป
แล้วก็รอ ช่วงนี้แหละที่เราว่า น่าเบื่อมาก เพราะเรารอประมาณ​2 ชม.​คนค่อนข้างเยอะเลย เรานั่งตัวงอแล้วงออีก จะเป็นลม 1 ครั้ง
ในที่สุด ก็ถูกเรียก ไปเปลี่ยนชุดเป็นชุดโรงพยาบาล แล้วรอหมอมาตรวจ
มีปัญหาคือ ณ จุดนั้น เราปวดท้องขวามาก ปวดจนต้องงอตัวตลอดเวลา แต่หมอก็จะยืนยัน จะไม่ตรวจให้ จนกว่าจะนอนราบ
หมอบอกต้องให้เราพยายาม นอนราบให้ได้ หมอถึงจะตรวจได้
มีให้น้ำเกลือ กับให้พารา แต่จนแล้วจนรอด เราก็นอนราบไม่ได้ เพราะถ้านอนราบปุ๊บ มันจะเจ็บมาก ต้องเด้งลุกนั่งทันที ขั้นตอนนี้ก็กินเวลาไป 2 ชั่วโมง
หมอเลยฉีดมอร์ฟีนให้ รอออกฤทธิ์​ซักพัก หมอถึงจะตรวจให้ได้ ลงความเห็นว่าน่าจะเป็นไส้ติ่งแตก
แต่เพื่อความชัวร์​เลยฉีดมอร์ฟีนให้อีกหน่อย เพื่อที่จะได้ให้เรานอนราบ ไปสแกนอีกที

แล้วก็เป็นความโชคดีมาก ที่ได้เข้าเครื่องสแกน เพราะจริงๆ แล้วไม่ใช่ไส้ติ่งแตกค่ะ แต่เป็นถุงเลือดในรังไข่แตก
(แอบสงสารหมออีกคนที่มาบอกผลเรามาก เพราะหมอคนนี้ถูกเรียกให้เข้ามาโรงพยาบาล เพื่อที่จะเป็นหมอที่กะจะมาทำการผ่าตัดไส้ติ่งเรา แต่ผลปรากฎดันไม่ใช่ซะงั้น ^^ แล้วพอหมอบอกผลสแกน เราก็ร้องไห้ น้ำตาไหล เพราะ เข้าใจไปว่า จะไม่มีลูกได้ซะแล้ว ฯลฯ คิดไปต่างๆนานๆ เพราะตอนนั้นมันเครียดจริงๆ ^^ )

หลังจากรู้ผล ก็เลยส่งต่อไปให้หมอ gynécologue ทำการตรวจภายในอีกที แล้วก็รอเข้าผ่าตัดด่วนเลย
โชคดีที่เราไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เที่ยง เพราะกินไม่ลงค่ะ เลยเป็นการอดน้ำ อดอาหารก่อนผ่าตัดโดยปริยาย (เหมือนร่างกายจะรู้ตัวแฮะ -*-)
เข้าผ่าตัดตอนประมาณ ตี 2 ดมยาสลบ แล้วก็ตื่นมาอีกทีประมาณ​ตี 5 ครึ่ง อยู่โรงพยาบาลแค่ 2 วัน แล้วหมอก็ให้ออกเลย
ของเราเป็นผ่าตัดส่องกล้องค่ะ หมอเลยให้ออกค่อนข้างเร็ว

สรุปการออกโรงพยาบาลของที่นี่คือ รอให้หมออนุญาตให้ออกได้ แล้วก็เขียนใบสั่งยา ordonnnace มาให้ เราก็ออกจากโรงพยาบาลได้เลย ไม่ต้องติดต่อการเงินอะไรทั้งสิ้น
บิลค่ารักษาทั้งหมด จะถูกส่งไปให้ที่บ้านในภายหลัง (ของเราได้รับหลังวันผ่าตัดมาประมาณ เดือนครึ่ง)

บิลค่ารักษามา ราคารวมประมาณ 1500 euros แต่ที่เราต้องจ่ายมีแค่ ค่าห้องพิเศษคืนละ 18euros คิดเป็น 3  วัน บวกค่า actes lourds (จากที่เราเข้าใจ คือ เป็นค่าที่ต้องจ่ายในกรณีที่ค่ารักษาเกิน 120 euros) รวมแล้วเป็นเงิน 72 euros จากยอด 1500 euros กว่าๆ (คือฟรีค่าผ่าตัดนั่นเอง) ค่ะ

อันนี้กรณีเรา คือ มีแค่ Sécurité Sociale ประกันสุขภาพธรรมดาเท่านั้น ไม่ได้ซื้อประกันเสริม Mutuelle อะไรไว้เลย

เราเลยรู้สึกว่า ที่นี่ ระบบสวัสดิการสังคมดี ในระดับนึงเลย คืออาจจะดูแย่หน่อย ที่ต้องช่วยตัวเองก่อนมาก (ไปหาหมอเอง เวลารอ ฯ) แต่เราว่า ระบบแปลกๆ ของเค้าครอบคลุมดี ถ้าเราทำตามกฎ ทั้งคนจนคนรวยมีสิทธิ์ได้รับการรักษาที่ดีในราคาไม่ขูดรีดขูดเนื้อกันจนเกินไปนัก
ความคิดเห็นที่ 21
มีดีมีเสียต่างกันในเรื่องรายละเอียด แต่ผลตอนจบเหมือนกันคือ ทุก รพ บนโลกนี้ คนไข้ออกไปแบบหายจากโรคกับหายจากโลกอะค่ะ

รพ ในอเมริกา ภาพแบบคนไข้เป็นร้อยๆ ในแต่ละวันแบบศิริราช รามา หรือ รพ ชุมชน รพ ศูนย์ ตจว บ้านเรา ภาพแบบนี้ไม่มี ให้มองภาพ รพ เอกชนในไทยค่ะ จะเงียบๆ เป็นห้องเดี่ยวๆ เสียส่วนใหญ่  ...คนอเมริกาไม่เจ็บไม่ป่วยเหรอ เปล่าเลย รอคิวรักษาอยู่บ้าน (ส่วนของไทยเรา รอคิวรักษาที่ รพ) บางคนไม่มีประกันสุขภาพ ไม่มีรายได้ ไม่ไป รพ ค่ะ เคยได้ยินใช่ไหม ที่บอกเจ็บป่วยเมืองนอกตายดีกว่าอะค่ะ

ขี้เกียจพิมพ์เน๊อะ รายละเอียดมันเยอะ ความแตกต่างมันเยอะ เรื่องการศึกษาของประชากร การให้ยา ญาติคนไข้ วัฒนธรรม  เรื่องเทคโนโลยีทางการแพทย์

แต่แอบเม้าท์นิดนึง หมอเมืองนอกพูดตรงนะเออ แบบถ้าเป็นมะเร็งหรือเป็นโรคอะไรที่ตายแน่ๆ นี่ เขาไม่พินอบพิเทานะ เขาบอกเลยว่าตาย และจัดการเรื่องส่วนตัวให้เรียบร้อย อยากสั่งเสียให้ทำสะ อะไรประมาณนี้เลย ไม่ต้องไปคร่ำครวญนะคะ ว่าหายมั๊ย จะอย่างงั้นจะอย่างงี้ไหม ไม่งั้นเขาจะให้ยาระงับประสาทกับคนไข้แทน 555
ความคิดเห็นที่ 43
เป็นกระทู้ที่ดีมากครับ  เลยขอมาตอบหน่อย

การรักษาพยาบาลในเมืองนอก
เคยเป็นเด็กนอกอยู่ 4 ปีที่ อเมริกา แถวฟลอริด้า

ระบบการรักษาพยาบาลที่นี่ ค่ารักษาอยู่ในระดับแพง ถึง แพงโคตร ๆ แต่ก็แลกมาด้วยการรักษาที่อยู่ในคุณภาพสูง
ใครป่วยบ่อย ขี้โรค ต้องซื้อประกันชีวิต + ประกันสุขภาพของที่นี่ ด้วย เพราะเงินของท่านอาจหมดเพราะการป่วยของท่านได้ ถ้าไม่ซื้อ

พวกตัวร้อน ไอ จาม ไข้ขึ้น มีน้ำมูก เสมหะ - ซื้อยาทานเองจะดีกว่าเยอะ ไม่ต้องเข้า รพ มีให้ซื้อหลายที่มาก ๆ
ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อทุกที่ ร้านแบบ boots, watson มีให้ซื้อเพียบ ...  
ถ้าคุณรู้สึกตัวว่า ตัวคุณเองไม่สบาย ควรนอนพัก กินยา อยู่ที่บ้าน เพื่อให้หายเร็วที่สุด

ควรเข้า รพ ในกรณีเรื่องใหญ่ อย่างโรคที่รักษาเองไม่ได้
ถ้าคุณจะเข้าผ่าตัด คุณต้องเซ็นยินยอมถึง ผลข้างเคียง ของการผ่าตัดที่ อาจจะ เกิดขึ้นได้ด้วย
เพราะถ้าแพทย์ผ่าตัดไปแล้ว เกิดผลข้างเคียง คนไข้อาจฟ้องร้องแพทย์ได้

ก่อนผ่าตัด แพทย์จะนำรูป ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น มาบรรยายให้คุณทราบว่า คุณเสี่ยงเป็นอย่างงี้ ๆ ๆ ๆ นะ
ถ้าผ่าตัดไปแล้ว อาการจะหาย แต่ผลข้างเคียงที่มีอาจจะเป็นงี้ ๆ ๆ ๆ  และคุณต้องเซ็นยินยอม
ถ้าคุณไม่ยินยอม การผ่าตัดไม่เกิดขึ้น จบเลย

ถ้าหาหมอฟัน ต้อง นัดหมอฟันก่อนทุกครั้ง ต่อให้คุณจะปวดฟันมากขนาดไหน ก็ต้องนัดก่อนทุกครั้ง
และเค้าก็จะถามถึงประกันสุขภาพฟันเช่นกัน เพราะค่ารักษาฟัน ก็แพงมาก ๆ เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นถ้าใครจะไปอยู่นาน ๆ อยู่ยาว ๆ แล้ว สุขภาพฟันไม่ดี ควรมารักษาที่เมืองไทยก่อน จะดีที่สุด

ถ้าจะหาหมอตา หรือจักษุแพทย์ ก็ต้องนัดแพทย์เช่นกัน และก็ต้องมีประกันเช่นกัน
ผมแค่ไปตรวจสายตาว่า สั้นมากแค่ไหน  แค่ตรวจ โดนไป 80 เหรียญ
ถ้าทำอย่างอื่นพวก เลสิค คงไม่ต้องคิดว่า จะแพงแค่ไหน ...

สัตวแพทย์ ....  เลี้ยงหมาในต่างประเทศ  เลี้ยงอยู่ครับ เลยเอามาฝาก
ถ้ามันป่วย คุณเดือดร้อนเรื่องค่ารักษาพยาบาลแน่ ๆ และเยอะด้วย
พาไปฉีดวัคซีน ตามอายุ คุณจะโดนไปเนาะ ๆ เกือบ 100 เหรียญ

ตอนไป คุณอาจจะนัด หรือ ไม่ต้องนัดก็ได้ แล้วแต่อาการของน้องหมา
แต่ถ้าจะไปแค่ฉีดวัคซีน ควรนัดก่อนจะดีกว่า ไม่งั้นจะไปนั่งรอนาน

ถ้าหมาป่วยหนัก  เค้าจะมี senior package 400, 700, 1200 เหรียญ แล้วแต่เราจะเลือก
คือจะตรวจแบบทั้งหมด ทุกขั้นตอน อาจจะแตกต่างตามราคาที่เพิ่มขึ้นมา

ถ้าแค่หาสัตวแพทย์เฉย ๆ มาตรวจอาการเล็ก ๆ น้อย ก็โดนไปล่ะ 45 เหรียญ
ถ้าหาสัตวแพทย์แบบเฉพาะทาง ก็อย่างต่ำ 80-85 เหรียญ

*******
ส่วนเมืองไทย

การรักษาพยาบาลอยู่ในระดับที่ดี ค่ารักษาพยาบาลต่ำ
แต่คนไข้เจ็บป่วยแบบ แค่ตัวร้อน ไอ จาม เป็นไข้ มีน้ำมูก  ก็มา รพ ล่ะ คือ เอาแต่ยา จาก รพ
ซึ่งคนไข้พวกนี้ น่าจะซื้อยาทานเองได้ตั้งแต่ที่บ้าน  ไม่ต้องมา รพ ก็ได้

การรักษาใน รพ เอกชน ก็แพงในระดับนึง แต่ก็แลกมากับความสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอคิวนาน ๆ กับ รพ รัฐ
คุณภาพการรักษาก็ใกล้เคียงกัน ...
แสดงความคิดเห็น
Preview