โศกนาฏกรรมไทย (ของ 2 นักเรียนไทย) ณ กรุงปารีส.... ในฤดู ใบไม้ผลิ ขอรบกวนท่านช่วยรวมเป็นตอนเดียว ก่อนที่คุณหมอจะมา ต่อ

กระทู้คำถาม
พอดีที่บ้านไม่มีคอมพ์ค่ะ ใช้แทบจีนอยู่ แล้วเรื่องนี้กำลังสนุกมาก
เดาไม่ถูก แต่มีปัญหาว่าตอนนี้มีการตอบกระทู้กันเกือบ 1000 แล้ว
ซึ่งตอนโหลดแต่ละครั้งยากมาก โดยเฉพาะตอนนี้ฝนตกด้วยค่ะ
กว่าจะไล่แต่ละข้อลงมานานมาก  ซึ่งคุณหมอยังไม่ว่างมาเขียน
เลยอยากจะได้ที่สรุปแล้วมาลงใหม่ ซึ่งเห็นมีอยู่ท่านหนึ่งซึ่งสรุปไว้
จะได้ย้อนหลังมาดูเงื่อนปมกันง่ายหน่อย ว่าเงื่อนไหนบ้างที่เราอ่าน
แล้วคิดไม่ถึง รบกวนด้วยค่ะ ขอบคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้เลยนะคะ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 37
ขอเสนอแนะว่าท่านที่จะแสดงความคิดเห็น
ช่วยแสดงคห.เป็นแบบคห.ย่อยต่อจากคห.นี้หรือคห.แรกดีกว่ามั้ยคะ
ไม่งั้นมันก็จะรันไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็เป็นร้อยๆคห.อีก
มันผิดวัตถุประสงค์ที่อุตส่าห์เอามารวมไว้ให้คนเน็ตช้าได้อ่านง่ายๆน่ะค่ะ

วิธีปักหมุด คือพิมพ์หมายเลขคห.สุดท้ายที่ได้อ่านต่อท้าย url ของกระทุ้ในช่อง url
แล้ว bookmark เก็บไว้  ไม่ต้องมาโพสต์ต่อในนี้แบบที่เข้าใจผิดกันนะคะ
ทำแบบนั้นไม่ได้ประโยชน์อะไร แล้วมันก็ทำให้กระทู้ยืดยาวไปอีกค่ะ
ความคิดเห็นที่ 44
ขออนุญาตเพิ่มอีกสักคห.ละกันค่ะ

อย่าไปพยายามขุดคุ้ยหาข่าวเลยค่ะ
เราให้เครดิตคุณหมอ ท่านว่าเรื่องจริงก็ตามนั้นค่ะ
และแม้คุณหมอจะกล่าวถึงในกระทู้ว่าบุพการีของบุคคลในเรื่อง
อนุญาตให้คุณหมอเขียนเล่าเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้อื่นได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านเหล่านั้นจะอยากถูกขุดคุ้ยหรือเปิดเผยตัวตนนะคะ
ความสูญเสียมันก็เจ็บปวดพอแล้ว
การต้องมาถูกขุดคุ้ยเรื่องที่เกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆกับใครเลย
นอกจากสนองความบันเทิงและอยากรู้อยากเห็นของผู้คนบนโลกไซเบอร์
เราเองตอนอ่านแรกๆเราก็อยากรู้อยากเห็นเหมือนกันล่ะค่ะ
แต่คิดถึงใจเขาใจเรา. ถ้าเกิดกับครอบครัวเรา
เราคงไม่อยากให้เรื่องนี้มาเป็นหัวข้อข่าวหรือหัวข้อสนทนาอีกรอบหรอกค่ะ

เคารพความเป็นส่วนตัวของบุคคลในเรื่องเถอะนะคะ
ความคิดเห็นที่ 69
“ตาลบอกหนูว่าอะไรนะ” ผมสะดุ้งกับคำตอบจากน้องหญิง

“หนูเข้าใจว่าตาลเขาไม่อยากเจ็บอย่างคุณแม่เขานะค่ะ ตาลเขากลัวความรัก”

“ตาลเขาคุยเรื่องนี้กับหนูครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ที่อังกฤษเหรอครับ” ผมสงสัย

“ไม่อะคะ ตอนเจอหนูเมื่อปีที่แล้วที่นิวยอร์ค หลังจากนั้นตาลเขาก็เฉย ๆ" น้องหญิงเอามือปัดปอยผม

น้องตาลกลัวความรักอย่างนั้นเหรอ ... ผมคิดในใจขณะที่ก้าวเท้าขึ้นมาบนรถโค้ช

ภาพตอนที่ผมคุยกับน้องหญิงนั้น ทุกคนที่นั่งอยู่บนรถต่างมองลงมาเห็นเหมือนกันหมด รวมถึงน้องแตนซึ่งเป็นน้องสาวคนเดียวของน้องตาลด้วย เพราะน้องหญิงและผมเป็นผู้โดยสารสองคนสุดท้ายที่เดินขึ้นมาบนรถ

...............................


ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้คุณดาฟังตอนที่คุณดาเดินมานั่งคุยกับผมที่เบาะหลัง เพราะผมไม่อยากสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในครอบครัวด้วยเรื่องที่ถูกกล่าวขึ้นมาโดยบุคคลภายนอก เพราะถึงแม้น้องหญิงจะเป็นเพื่อนรักของน้องตาลมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล แต่น้องหญิงก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์ชีวิตโดยเฉพาะเรื่องความรักและการมีครอบครัวมากเท่ากับคนที่เป็นแม่อย่างคุณดา น้องหญิงจึงไม่ควรสรุปว่าที่น้องตาลตัดพ้อว่าตนกลัวความเสียใจนั้น มีสาเหตุมาจากน้องตาลไม่อยากที่มีปัญหาทางด้านความรักซ้ำรอยอย่างแม่ของตัวเอง

จากประสบการณ์ในการทำงานทำให้ผมรู้ได้ว่า เรื่องนี้จะต้องมีเบื้องลึกมากไปกว่านั้น คุณดาดูจะเป็นคุณแม่ที่เสียสละมาก เพราะไม่ว่าตัวเองจะโดนเรื่องร้าย ๆ ใด ๆ ก็ตาม ก็ยังยอมได้ทุกอย่างเพื่อความสุขของลูกรัก ยอมกระทั่งกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับคุณวินัยอีกครั้งจนถึงวันที่คุณวินัยเสียชีวิต ซึ่งคุณดาเองก็ให้เกียรติสามีตัวเองมาโดยตลอด ไม่เคยโพนทะนาว่าร้าย ว่าคุณวินัยเคยไปมีหญิงอื่นจนทำให้เธอเกือบจะฆ่าตัวตายสำเร็จมาแล้ว

ผู้หญิงตัวคนเดียว ที่สูญเสียทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และ ลูกสาว รวมถึงสามีที่แม้จะเคยพาหญิงอื่นเข้ามาทำร้ายจิตใจเธอมาก่อน ถ้าผู้หญิงที่แกร่งแต่สุภาพและจิตใจดีงามคนนี้ สามารถสร้างความร้าวฉานเป็นแผลในใจให้ลูกเธอได้มากจนกระทั่งไปตัดพ้อเรื่องที่เก็บไว้ในใจให้เพื่อนตัวเองฟัง ผมว่าน้องแตนเองก็น่าที่จะแสดงการกระทำเช่นเดียวกันนี้ออกมาในลักษณะเดียวกัน ถ้า้สมมติฐานนี้มีความเป็นไปได้และมีัมูลความจริง

สำหรับผมแล้ว เรื่องสาเหตุการตายของน้องตาลนี้ ดูจะมีความผิดปกติ ซับซ้อน มากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งคนที่น่าจะเป็นกุญแจไขปัญหาทั้งหมดให้ผมได้ ก็น่าที่จะเป็นน้องแตน น้องสาวของตาล หลานสาวของคุณยาย ลูกสาวคนสุดท้ายของคุณดา

ผมรอเวลา รอจังหวะ รอโอกาส รอให้น้องแตนเป็นฝ่ายเดินเข้าหาผมเอง เพราะผมไม่อยากให้ความสงสัยส่วนตัวลึก ๆ ของผมนี้ ดูประหนึ่งว่าผมกำลังสอบสวนคดีที่ผู้เสียหายไม่ได้ติดใจเอาความ ผมสังเกตว่าน้องแตนกับน้องหญิงเองก็ไม่ได้คุยกันมากนัก น้องแตนดูจะคุยกับนายป๋องมากกว่า แต่ก็ไม่ได้มากเสียจนผิดสังเกตจนเหมือนเป็นคู่ชู้สาวแต่อย่างใด

...............................


หลังจากพิธีลอยอังคารของน้องตาลสิ้นสุดลง ผมก็ได้มีเวลาปลีกวิเวก มานั่งฟังเสียงคลื่นกระทบชายหาดอยู่คนเดียวเงียบ ๆ คลื่นลมที่สงบ กอปรกับท้องฟ้าสีครามยามบ่าย เหนือชายหาดแห่งนี้ที่สวยสดใส ทำให้ผมคิดว่าน้องตาลคงจะไปดีแล้ว อย่างน้อยก็คงได้กลับไปอยู่ในอ้อมกอดของคุณยายและคุณพ่อที่รออยู่บนสวรรค์ ... ไม่ชั้นใดก็ชั้นหนึ่ง

“อาหมอคะ”  

ผมหันไปตามเสียง น้องแตนกำลังก้มตัวลงมาหาผม

“ขอหนูนั่งด้วยได้ไหมคะ”

“เชิญครับเชิญ” ผมยืนขึ้น ผายมือเชิญ

“คุณแม่อยู่ไหนครับเนี่ย” ผมสงสัย

“อยู่กับเพื่อนของคุณแม่ทางด้านโน้นน่ะค่ะ” น้องแตนชี้ไปทางโบสถ์ที่อยู่บนเขา

“หนูเห็นอาหมอนั่งอยู่คนเดียว หนูก็เลย ...”

“ครับผม ยินดีครับ” ผมยิ้มสุภาพ

“อาเสียใจด้วยนะครับ สำหรับเรื่องของพี่สาวหนู”

“ขอบคุณคะ ... อาหมอ ... คือ ... หนู ...."

“อาหมอคะ คือ ... หนู ...."  น้องแตนลังเลจนมีพิรุธ

"หนูมีเรื่องอยากจะเล่าให้อาหมอฟังน่ะค่ะ”



To be continued ...
ความคิดเห็นที่ 52
มาเิพิ่มให้ค่ะ อ่านไประทึกใจไป

ความคิดเห็นที่ 2059
ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าคุณดาทำธุรกิจอะไร แต่จากที่ผมเห็น คุณดาทำให้ผมได้เข้าใจว่า เงินไม่ใช่คำตอบทุกอย่างในชีวิตของเธอ (Money is not everything for her)

ความเป็นแม่ที่น่าสนใจยิ่งของคุณดา ทำให้ผมตัดสินใจลางาน ตอบรับคำเชิญที่คุณดาได้เชิญไม่เพียงแต่ผม แต่กับทุกคนที่ได้มาร่วมในพิธีฌาปนกิจน้องดาในบ่ายวันนั้น เดินทางโดยรถโค้ชขนาดยักษ์ (เมื่อเทียบกับจำนวนคน) เพื่อนำอัฐิ (ส่วนหนึ่ง) ของน้องดาไปฝากไว้ที่มหาสมุทรแอตแลนติก (Océan Atlantique) ที่ชายหาดเมือง Étretat ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ในแคว้นโอต-นอร์ม็องดี (Haute-Normandie)

ผมเองไม่รู้ว่าคุณดาเอาเวลาที่ไหนมาจัดการกับเรื่องเรื่องนี้ ผมคิดว่าคุณดาคงจะมีทีมเลขาฯ ที่เมืองไทยที่ดูแลประสานเรื่องต่าง ๆ ให้ ความเป็น Perfectionist ของคุณดา ดูจะถ่ายผ่านไปถึงน้องแตนลูกสาวคนเล็กออกมาได้ดีอย่างไม่ผิดเพี้ยน



เราออกเดินทางกันในตอนเช้า ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๓ ชั่วโมงจากปารีสก็มาถึง Étretat ผมเลือกที่จะนั่งอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ที่เบาะยาวด้านหลังสุดของรถโค้ช เพื่อที่จะไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวระหว่างคนในครอบครัวและเพื่อน ๆ ของคุณดาที่นั่งกันอยู่ทางด้านหน้าของรถ ซึ่งมันคงจะเป็นการเดินทางโดยรถโค้ชที่เงียบที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตผม ถ้าคุณดาไม่ได้เดินตามหาผมถึงเบาะหลังสุดที่ผมนั่งอยู่เพียงลำพังคนเดียว

“ไม่ทราบคุณหมอจะอนุญาตให้ดิฉันนั่งด้วยได้ไหมคะ” คุณดาเอ่ยถาม ตาที่บวมแดง (จากการร้องไห้) บอกให้ผมรู้ว่าเธอกำลังต้องการกำลังใจ

“เชิญครับผม เชิญครับ” ผมลุกขึ้นยืน เชิญให้คุณดานั่งลงก่อน
"ขอบคุณค่ะคุณหมอ" คุณดาส่งรอยยิ้มบางที่แฝงไว้กับนัยน์ตาเศร้ากลับมาให้ผม

“คุณหมอคะ คุณหมอจำได้ไหมคะว่า ... ดิฉันเคยถามคุณหมอว่า ... คุณหมอและดิฉันเคยได้พบกันมาก่อนหรือไม่” คุณดายิ้มเศร้า ๆ

ผมยิ้มตอบด้วยความสุภาพ

“คุณหมอคะ .... “ คุณดาสูดหายใจลึก

“ที่ดิฉันไม่ติดใจเรื่องการกระทำของลูก ก็เพราะดิฉันเข้าใจว่ามันเป็นความผิดของดิฉันด้วยส่วนหนึ่ง”
“ตอนที่ลูกทั้งสองของดิฉันยังเล็ก ดิฉันเคยพยายามฆ่าตัวตาย ... ตอนนั้นลูกตาลเข้าโรงเรียนแล้ว แต่ลูกแตนยังเล็กมาก”

ผมชะงัก เพราะตะลึงกับเรื่องที่คุณดากำลังเล่าให้ผมฟัง!

“ดิฉันจับได้ว่าคุณวินัย นอกใจดิฉัน เริ่มจากจดหมายน้อยในเสื้อสูท หลังจากนั้น หญิงคนนั้นก็บุกมาหาดิฉันถึงหน้าบ้าน”
ผมนั่งฟังนิ่ง

“ตอนนั้นคุณวินัยไปติดต่อธุรกิจในต่างประเทศ ติดต่อไม่ได้ ดิฉันเจ็บมาก มันเจ็บปวดยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น พ่อของลูกดิฉัน เลือกคนอื่น”
คุณดาน้ำตาไหล

“ตอนนั้นมือดิฉันสั่นมาก ใจมันหวิวค่ะคุณหมอ มันเหมือนจะเป็นลมให้ได้แต่มันไม่ใช่ เหมือนจะโกรธ ตัวจะลุกเป็นไฟ แต่มันก็ไม่ใช่อีกเสียทีเดียว”
“ไม่รู้ว่าดิฉันคิดอะไรอยู่ตอนนั้น เพราะแม้ผู้หญิงคนนั้นเดินจากไป เสียงหัวเราะเยาะของเธอก็ยังก้องอยู่ในหัวดิฉันต่อ”
“ในนาทีนั้นดิฉันแย่มาก คิดถึงแต่ตัวเอง แค้นที่ทำไมคุณวินัยทำร้ายดิฉันได้มากถึงเพียงนี้”

ผมควักผ้าเช็ดหน้าของผมให้คุณดา เพราะตอนนี้ผ้าเช็ดหน้าของคุณดาชุ่มไปด้วยน้ำตาจนเปียกไปหมด

“ดิฉันเดินผ่านตู้ยาในบ้าน อารมณ์ชั่ววูบมันก็พุ่งเข้ามา คว้ากระปุกยากรอกมันเข้าไปในปากทั้งหมด”
“ตอนนั้นตัวดิฉันเองก็ยังไม่รู้ว่ากินยาอะไรเข้าไป ... สติมันเริ่มหายไป ... แล้วดิฉันก็เซล้มลง”

“ลูกตาลได้ยินเสียงดังโครมครามก็วิ่งเข้ามา ลูกแตนก็เดินเตาะแตะตามพี่ตัวเองมา”
“ดิฉันได้ยินเสียงลูก แม่จ๋า.... แม่จ๋า..... แม่เป็นอะไร”

ในวินาทีนั้น .. น้ำตาของผมเริ่มซึมออกมา

“แล้วลูกตาลก็เริ่มร้องไห้ ลูกแตนเห็นพี่ร้องก็ร้องตามด้วย”
“มือดิฉันเย็นมาก ใจมันหวิวค่ะคุณหมอ ดิฉันได้สติคืนมาก็ตอนได้ยินเสียงลูก”
“ดิฉันพยายามจะประคองตัวเองขึ้นมาแต่ก็ทำไม่ได้ แรงมันหายไปหมด”
“ลูกดิฉันก็เขย่าตัวดิฉันเรียกแม่จ๋า ... แม่จ๋า ... แม่เป็นอะไร ... แม่อย่าเป็นอะไรนะ ...”

ผมเม้มริมฝีปากแน่น ... พยายามอย่างมากที่จะเก็บอารมณ์ของผมไว้

“ก่อนหน้าที่ดิฉันจะหมดสติไป ลูกตาลกอดดิฉันไว้ บอกดิฉันทั้งน้ำตาว่า ... แม่ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ ตาลจะไปตามคนมาช่วยแม่เอง”

แล้วน้ำตาของลูกผู้ชายอย่างผมก็ไหลออกมาอย่างห้่ามไม่ได้

ในระหว่างความเงียบที่เหมือนโลกตรงนั้นได้หยุดหมุนไป

"คุณหมอคะ" ริมฝีปากของคุณดาสั่นสะท้าน

"กูญแจดอกนี้" คุณดาแบมือขวาออกให้เห็นถึงลูกกุญแจที่เธอได้กำเก็บไว้ ปากของเธอเม้มแน่น

"ก็คือกุญแจของตู้ยาตู้นั้นค่ะคุณหมอ"


To be continued ...

Psychiatrist
ความคิดเห็นที่ 45
ก่อนอื่นขอขอบคุณ จขกท ที่เสียเวลามารวบรวมเรื่องไว้ให้อ่าน
โดยไม่ต้องไล่ผ่านพวกที่มาปักหมุดเป็นพัน ๆ ความเห็น
พาลจะทำให้เลิกอ่านเรื่องดี ๆ ที่คุณหมออุตส่าห์มาแชร์
เพราะเมื่อยมือมากกว่าจะหาเจอเรื่องที่คุณหมอเล่าแต่ละตอน

เลยทำให้สงสัยว่าสมัยนี้คงไม่มีวิชาอ่านเอาเรื่องในโรงเรียนอีกแล้ว
คนที่อ่านกระทู้ถึงได้สักแต่อ่านแต่ไม่เข้าใจที่คุณหมอต้องการสื่อ
ตั้งแต่หัวกระทู้ คุณหมอก็แจ้งให้ทราบแล้วว่าต้องการเล่าเรื่อง
ที่เป็นประสบการณ์ที่คุณหมอได้พบเจอให้ได้อ่าน
เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องจริงและบุคคลจริง
แต่ก็ไม่วายมีกระทู้ที่มาคาดเดาพล็อตเรื่อง ที่มาที่ไป หรือตอนจบของเรื่อง
ให้ดูตื่นเต้นสนุกสนาน มีส่วนรวม ประหนึ่งเป็นเรื่องแต่งของอกาธา คริสตี้ ก็ไม่ปาน
มันเป็นเรื่องเสียมารยาท และขาดความเคารพเจ้าของเรื่องอย่างยิ่ง
รวมทั้งบุคคลที่อยู่ในเรื่องที่ยังอยู่และเสียชีวิตไปแล้ว ขอให้เข้าใจด้วยเถอะค่ะ

นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระทู้เดิมทะลุไปหลายพันความเห็น
ทั้งที่ความเห็นคุณหมดที่เล่ามีไม่กี่ตอน ยังเล่าไปไม่ถึงใหนเลย
ที่เห็นก็เป็นกระทู้ความเห็นคนอ่านทั้งนั้น ลายตาไปหมด  
หวังว่ากระทู้นี้คงมีคนตามอ่านเงียบ ๆ จนจบ
แล้วค่อยแสดงความคิดเห็นก็ไม่ว่ากันค่ะ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  คนไทยในฝรั่งเศส