วันฮาโลวีน

จากข่าวลืมเด็กในรถ ..วิธีป้องกัน สาเหตุ และวิธีแก้ไข

กระทู้สนทนา
พอดีอ่านข่าวจาก kapook  แล้วเห็นว่ามีประโยชน์ค่ะ  เลยขอเอาข้อความข่าวมาแปะอีกที  ถ้าลงซ้ำขออภัยนะคะ
เอาใจความสรุปขึ้นก่อนนะคะ
** สาเหตุที่เด็กในข่าวเสียชีวิต
แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุสาเหตุที่เด็กเสียชีวิตจากการติดอยู่ในรถ  ไม่ใช่เพราะการขาดอากาศหายใจอย่างที่เข้าใจ เนื่องจากออกซิเจนในรถไม่ได้หมดแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะอุณหภูมิภายในรถสูงมาก เกินกว่าที่เด็กจะปรับตัวเพื่อกำจัดความร้อนในร่างกายได้ ส่งผลให้เซลล์ตาย เม็ดเลือดแตก เลือดเป็นกรด เกิดภาวะสมองบวมจนกดทับศูนย์ควบคุมการหายใจ ทำให้หยุดหายใจและเสียชีวิตในที่สุด
** เมื่อพบเด็กติดอยู่ในรถ
หากพบเด็กติดอยู่ภายในรถให้รีบนำตัวเด็กออกมา หากเด็กยังหายใจอยู่ ให้ปลดเสื้อ เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ดูการหายใจ จากนั้นปั๊มหัวใจ และรีบนำส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม แม้จะช่วยเด็กได้ก็มีโอกาสที่เด็กจะพิการจากการที่สมองบวม เพราะได้รับความร้อนสูง

** การลดกระจกรถลงและนำรถไปจอดไว้ในที่ร่ม เด็กที่อยู่ภายในรถก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเหมือนกัน แต่ระยะเวลาที่เด็กจะมีชีวิตอยู่ภายในรถอาจจะนานขึ้นกว่า 2 ชั่วโมง เนื่องจากอุณหภูมิภายในรถจะเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ

.................
เนื้อหาข่าว  ขอ copy มาทั้งหมดนะคะ
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ โพสต์โดย คุณ Lakornhd Thaitv สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

            แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุสาเหตุที่เด็กเสียชีวิตจากการติดอยู่ในรถ เนื่องจากความร้อนสูง 42 องศา ไม่ใช่ขาดอากาศหายใจ พร้อมเสนอ ศธ. คุมเข้มคนขับรถ และครูต้องเช็กลิสต์ทุกครั้ง และควรทำสติ๊กเกอร์เตือนใจ อย่าหวังพึ่งการติดเซ็นเซอร์ในรถโรงเรียน

            เมื่อเวลา 11.00 น. ของวานนี้ (16 พฤษภาคม 2556) ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้จัดการแผนจัดการความปลอดภัยในเด็ก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก กล่าวระหว่างแถลงข่าวเรื่อง ไขทางออก "รถโรงเรียน : รถมรณะ" ภัยร้ายใกล้ตัว ว่า สถานการณ์เด็กเสียชีวิตจากการติดอยู่ภายในรถยนต์ปีนี้ พบแล้วถึง 3 ราย ได้แก่ กรณีตาลืมหลานไว้ในรถ, กรณี ด.ญ.มนัสนันท์ ทองภู่ หรือ น้องเอย และ กรณี ด.ช.สุริยการ ภาจันทร์ หรือ น้องพอตเตอร์ ซึ่ง 2 กรณีหลังเกิดจากเด็กถูกลืมไว้ในรถโรงเรียน

            สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตจากทั้ง 3 กรณีนี้ ไม่ใช่เพราะการขาดอากาศหายใจอย่างที่เข้าใจ เนื่องจากออกซิเจนในรถไม่ได้หมดแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะอุณหภูมิภายในรถสูงมาก เกินกว่าที่เด็กจะปรับตัวเพื่อกำจัดความร้อนในร่างกายได้ ส่งผลให้เซลล์ตาย เม็ดเลือดแตก เลือดเป็นกรด เกิดภาวะสมองบวมจนกดทับศูนย์ควบคุมการหายใจ ทำให้หยุดหายใจและเสียชีวิตในที่สุด

            รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในวันนี้มีการทดลองนำรถตู้มาจอดไว้อยู่กลางแจ้งเพื่อเปรียบเทียบอุณหภูมิ โดยอุณหภูมิภายในรถก่อนนำมาจอดกลางแจ้งอยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 38 องศาเซลเซียส แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงพบว่า อุณหภูมิภายในรถเพิ่มขึ้นเป็น 42.9 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิภายนอกเพิ่มเป็น 40 องศาเซลเซียส เท่ากับว่าอุณหภูมิภายในรถเพิ่มขึ้นถึง 16 องศาเซลเซียส ภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งอุณหภูมิในระดับนี้ เด็กจะเสียชีวิตทันทีหากติดอยู่ในรถนานเกินกว่า 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ หากพบเด็กติดอยู่ภายในรถให้รีบนำตัวเด็กออกมา หากเด็กยังหายใจอยู่ ให้ปลดเสื้อ เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ดูการหายใจ จากนั้นปั๊มหัวใจ และรีบนำส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม แม้จะช่วยเด็กได้ก็มีโอกาสที่เด็กจะพิการจากการที่สมองบวม เพราะได้รับความร้อนสูง

            ทั้งนี้ ตนอยากเสนอกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวมากขึ้น โดยโรงเรียนต้องฝึกอบรมคนขับรถและครูประจำรถ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กขณะที่อยู่ในรถเป็นสำคัญ ต้องตรวจนับจำนวนเด็กขึ้น-ลงให้ถี่ถ้วน มีครูผู้ช่วยดูแลเด็กในรถเสมอ ไม่ใช่มีคนขับคนเดียว เมื่อเสร็จภาระก่อนล็อกประตูต้องดูให้ทั่วรถ ตอนหน้า ตอนกลาง ตอนหลัง มีเด็กเหลืออยู่หรือไม่ ทำเป็นแบบแผนปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยอีก เพราะโรงเรียนไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้การศึกษาและพัฒนาผู้เรียนเท่านั้น แต่ต้องดูแลให้ได้รับความปลอดภัยในระหว่างเรียนด้วย

            รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การที่ ศธ. จะกำชับไปยังสถานศึกษาให้สอนวิธีการช่วยเหลือตนเองให้แก่เด็กหากติดอยู่ในรถ เช่น บีบแตร เป็นสิ่งที่ดี แต่โดยหลักการเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ยังทำไม่ได้ แม้เด็กจะทำได้ก็อาจทำในเวลาไม่เหมาะสม เช่น การสอนเปิดประตู เด็กอาจเปิดประตูขณะรถแล่น แต่เวลาติดอยู่ข้างในรถอาจเอาแต่ร้องไม่เปิดเอง จึงต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแลใกล้ชิดเสมอ โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี ต้องอยู่ในระยะที่ผู้ใหญ่มองเห็นและคว้าถึง ส่วนเด็กอายุ 3-6 ปี ต้องอยู่ในระยะที่มองเห็นและเข้าถึง ฉะนั้นจะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีคนเห็น และจะโทษพฤติกรรมเด็กไม่ได้
ส่วนการลดกระจกรถลงและนำรถไปจอดไว้ในที่ร่ม เด็กที่อยู่ภายในรถก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเหมือนกัน แต่ระยะเวลาที่เด็กจะมีชีวิตอยู่ภายในรถอาจจะนานขึ้นกว่า 2 ชั่วโมง เนื่องจากอุณหภูมิภายในรถจะเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ หรือ อาจใช้วิธีติดสติ๊กเกอร์ "จอดรถอย่าลืมเด็ก" "อย่าทิ้งเด็กในรถ" เพื่อเตือนใจคุณครูและคนขับรถให้ฉุกคิดถึงความปลอดภัยตลอดเวลา  
    
            เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่เสนอให้ ศธ. แก้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน พ.ศ.2536 ให้รถโรงเรียนทุกคันติดเซ็นเซอร์นั้น รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า แม้จะมีการติดเซ็นเซอร์ภายในรถโรงเรียนแต่ก็คงไม่ปลอดภัยเท่ากับการให้ผู้มีหน้าที่ดูแลเด็กทำการเช็กลิสต์ว่า เด็กลงจากรถครบหมดแล้วหรือยัง ที่สำคัญต้องดูด้วยว่าการทำหน้าที่ของอุปกรณ์นั้นดีแค่ไหน หากมีการนำมาใช้ควบคู่กันไปก็นับว่าเป็นเรื่องดี แต่หากจะแก้ปัญหาด้วยการติดเซ็นเซอร์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลักในการแก้ปัญหา

            อย่างไรก็ตาม รศ.นพ.อดิศักดิ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ในสหรัฐอเมริกามีรายงานเด็กเสียชีวิตจากความร้อนสูง เพราะติดในรถกว่าปีละ 40 ราย ขณะที่ประเทศไทยมีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นจำนวนไม่น้อย แต่ข้อมูลทางการแพทย์มักจะระบุไว้ว่าขาดอากาศหายใจ ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าติดอยู่ในรถหรือได้รับความร้อนสูงเกินขนาด จึงไม่สามารถรวบรวมสถิติได้ชัดเจน ทั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเกิดเหตุในรถบ้าน โดยผู้ปกครองลืมว่าเด็กอยู่ในรถ เพราะอยู่ในอารมณ์ครุ่นคิด เศร้าเสียใจ วิตกกังวล โมโห จนไม่ได้นำเด็กลงจากรถเมื่อถึงจุดหมาย ส่วนอีกสาเหตุ คือ เกิดจากความประมาท ดังนั้น ห้ามปล่อยเด็กไว้ในรถคนเดียวแม้เพียงชั่วขณะ หากพบเห็นเด็กติดในรถตามลำพัง ควรเรียกหาผู้ดูแล หากไม่พบต้องโทร. แจ้ง 191 ทันที
แสดงความคิดเห็น
Preview