บ้านผิงดาว บ้านที่ต้องไปถึงดวงดาว (บ้านผิงดาวเขาใหญ่)

กระทู้สนทนา
บ้านผิงดาว บ้านที่ต้องไปถึงดวงดาว ตอนที่ 1

ตอนที่1

การเริ่มต้นชีวิต
เช้าวันอังคาร วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2550 เป็นเช้าวันธรรมดาเหมือนวันทั่วๆไป ผมออกไปทำงานปกติ กลับมาทานข้าวเที่ยงที่บ้านแบบทุกวัน เวลาประมาณ 11.45 น.มีเสียงโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้น ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เป็นเบอร์ของพี่ชาย เสียงพี่สะใภ้ถามว่าอยู่ที่ไหน รีบมาหาอี้ตอนนี้เลยนะ (อี้ คือชื่อเรียกแม่ของผม) ซึ่งก็เป็นแบบนี้เสมออยู่แล้วเวลาแม่ของผมไม่สบายเป็นคำบอกเล่าเดิมๆ ผมก็ตอบกลับไปว่าเดี๋ยวจะรีบไปแต่ในใจก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะว่าอาการแม่ผมก็เป็นแบบนี้ประจำครับ แล้วผมก็วางโทรศัพท์ สักครู่ ก็มีเสียงโทรศัพท์เป็นเบอร์พี่ชายอีกครั้ง ผมก็คิดว่าคงจะให้ผมรีบพาแม่ไปโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯเช่นเคย
แต่........................
ย้อนกลับมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.2517 ...... ต้นตระกูลผมเป็นคนจีน “แซ่จิ๋ว” เดินทางข้ามทะเลมาที่ประเทศไทย ถ้านับรุ่นผมก็เป็นรุ่นที่ 3 ครับ รุ่นที่1 คือ พ่อแม่ ของพ่อของแม่ผม ส่วนพ่อแม่ผมเป็นรุ่นที่ 2 ครอบครัว ผมเป็นครอบครัวพ่อค้า เดิมที่ครอบครัวผมตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี
ประกอบพ่อประกอบอาชีพรับจ้างตั้งแต่เด็ก แม่ก็รับจ้างเหมือนกัน แต่ต่อมาพ่อเริ่มมีทุนก็เริ่มอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวฐานะการเงินก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไรเรียกว่าจนก็ได้ครับ แต่ด้วยการทำมาหากินสมัยนั้น จึงได้เดินทางมาทำมาหากินที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ก็ยังประกอบอาชีพค้าขายเช่นเดิม พ่อผมเรียนแค่ชั้น ประถม1 เรียนได้ประมาณ 1 เดือน ถ้าสมัยนั้นทางราชการเขาไม่บังคับให้เรียนก็คงไม่ได้เรียน และก็เรียนไม่จบด้วยเพราะว่าไม่มีเงินเรียนต้องออกมารับจ้างทั่วไป ก็ได้แค่พออ่านออก เขียนได้นิดหน่อย ส่วนแม่ไม่ได้เรียนหนังสือ จึงไม่สามารถ อ่านออก เขียนได้ เพราะคำว่าจนไม่มีเงิน จึงไม่ได้เรียนต้องทำงานตั้งแต่เล็กๆ

พอย้ายมาอยู่ อ.ปากช่อง ได้สักพักก็เริ่มมีฐานะการเงินดีขึ้นเป็นลำดับๆ จนเรียกว่ามีกินมีใช้ไม่ขัดสน จากเงินเริ่มต้นที่ 4,000 บาทที่นำมาลงทุนใน อ.ปากช่อง ในสมัยนั้นก็ถือว่ามากพอควร (ทองสมัยนั้นราคา บาทละ 400 บาท) ตั้งแต่ พ.ศ.2517

ซึ่งเป็นปีที่ผมเกิดพอดี คือเกิดมาได้ประมาณ 3 เดือน ครอบครัวผมก็เดินทางมาที่ อ.ปากช่องกันครับ ครอบครัวผมเริ่มมีเงินเก็บประมาณ 4 ล้านบาท แต่ก็ใช้เวลาประมาณ 20 ปีในการเก็บเงิน ผมเป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้องท้องเดียวกัน 4 คน สองคนแรกเป็นผู้ชาย น้องคนสุดท้องเป็นผู้หญิง ทั้งหมดมีครอบครัวกันหมดแล้ว

โดยคนแรกนั้นพ่อกับแม่ผมได้ให้เงินไปลงทุน 1 ล้านบาท แต่สุดท้ายได้กลับมาเป็นเพียงเศษเหล็กกับหนี้ และสุดท้ายก็กลับมาอยู่ที่บ้านพ่อแม่ตามเดิม

คนที่สองพ่อแม่ได้สร้างปั้มน้ำมันให้บริหารแต่ต่อมาพ่อกับแม่ก็ยกปั้มน้ำมันให้อย่างเต็มตัวกับการลงทุนให้ และพี่ชายคนที่สองแต่งงานกับภรรยา สินสอดทางบ้านผมให้ไป 200,000 บาท ทองอีก 10 บาท แต่เป็นสิ่งที่พี่คนที่สองสมควรได้เพราะว่าพี่คนที่สองได้เป็นคนเริ่มทำปั้มน้ำมันตั้งแต่แรก

ส่วนน้องคนที่สี่ซึ่งเป็นผู้หญิง ได้แต่งงานไปอยู่กับครอบครัวที่เรียกว่าฐานะดีมากๆกันสินสอดทองมั่น 1.4 ล้านกว่าบาทเศษไม่ต้องนับเศษ กับเงินสมรสที่ทางบ้านผมให้สมทบไปอีก 400,000 กว่าบาทเศษไม่ต้องนับเศษอีกครับ คือจำไม่ได้จริงๆว่าเท่าไร คือบ้านน้องเขยผมฐานะดีกว่าครอบครัวผมเสียอีกครับ เทียบกันไม่ได้เลยก็ว่าได้ครับ และทางครอบครัว น้องเขยก็รัก และ เมตตา น้องสาวผม สิ่งนี้ พ่อแม่ผมก็พอใจแล้วครับ คือสินสมรสทั้งหมด ทางครอบครัวน้องเขยก็ยกให้ น้องเขยกับน้องสาวผมทั้งหมดครับ ทางบ้านผมก็ยกให้ น้อยเขยกับน้องสาวผมหมดเหมือนกันครับ

ตอนนั้นตัวผมก็เรียกว่าพอมีฐานะมีเงินใช้อย่างฟุ้งเฟือยที่เดียวในบรรดาเพื่อนๆ และเป็นคนเกเรพอตัวเลยครับ พอผมเริ่มเป็นหนุ่ม ก็มีความรัก แต่ก็มาอกหัก โดนทิ้งครับตอนนั้นอายุผมประมาณ 24-25 ปีนี้ละครับ
ทั้งที่บ้านผมก็ช่วยเหลือบ้านแฟนเก่าผมมาตลอดถึงขั้นจะแต่งงานกันแล้ว แต่ก็อย่างว่าครับ รักในวัยรุ่นไม่แน่นอน แฟนเก่าเจอคนที่ดีกว่ารวยกว่าหน้าที่การงานดีกว่า ดูมั่นคงกว่าคนอย่างผมที่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้ว่าจะพาชีวิตเขาและผมไปรอด แต่เขาเคยถามผมว่า ต่อไปจะทำอะไรเพื่ออนาคต ผมก็ตอบได้แต่ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้มีเงินจะไม่ยอมจน ซึ่งมันดูเป็นคำพูดที่กว้างเหลือเกินจนดูไม่มีอะไรเลย แล้วแฟนเก่าผมเขาก็ไป ว่ากันไม่ได้ อนาคตสำคัญกว่า ความรักที่ไม่แน่นอนของวัยรุ่น ผมจากคนน้ำหนัก 70 กิโล เหลือ 56 กิโลภายในเวลาไม่ถึงเดือน จนเพื่อนๆ แซ่วว่าเป็นโรคเอสด์หรือโรคอะไรหรือเปล่า ผมก็ได้แต่ ฮาครับ ไม่รู้จะตอบว่าไงดี

จนผมออกหางานทำเอง ได้เป็นครูอยู่ กศน.อ.ปากช่อง ก่อนหน้านั้นผมก็ทำงานมาหลายอย่าง เป็นทั้งคนขับรถส่งเป๊ปซี่ก็ทำ รับจ้างเป็นพนักงานในศูนย์ผลิตวัคซีน แต่อาชีพนี้ผมสาบานได้จะไม่ทำอีกแล้ว วันๆต้องฆ่าไก่เป็นร้อย ไหนต้องไปจับแพะจับม้าให้เขาฉีดวัคซีนทดลองอีก และกลิ่นแพะนี้ก็สุดยอดครับ กลิ่นแรงมากๆ ขนาดอาบน้ำแล้วยังไม่หายครับ และผมก็ได้พบกับภรรยาคนปัจจุบันนี้ละครับเธอทำงานอยู่ที่ กศน อ.ปากช่อง เธอเป็นคนดีฐานะทางบ้านก็ธรรมดาไม่ได้รวยอะไร แต่เธอขี้บ่นไปหน่อย แต่เราสองคนก็เข้ากันดีครับ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันทุกอย่าง ผมกับแฟนก็ปรึกษากันครับ ว่าถ้าแต่งงานแล้วจะออกไปทำอาชีพค้าขายกัน พอดีที่บ้านมีที่ให้ค้าขายครับ รายได้วันละ 800-1000 บาท ก็พออยู่ได้

อ้อลืมบอกสินสอดทองมั่นของผมกับแฟน 100,000 บาท กับทอง 10 บาท ครับเท่านั้นเองครับ เดี๋ยวสาเหตุผมจะเล่าให้ฟังครับ คือพ่อผมได้ไปซื้อที่ดินใน อ.มวกเหล็ก ต.หนองย่างเสือ หมู่บ้านหนองผักหนอก ซึ่งที่ดินที่ซื้อนั้นมันต่ำกว่าถนนหลักมากๆ เป็น 4-5 เมตรเลยทีเดี่ยว ทีนี้จะทำอย่างไรให้ที่ดินที่ซื้อสูงกว่าถนนละครับ ถมซิครับ พ่อต้องซื้อดินมาถมที่ครับ เที่ยวดินที่ถมประมาณหลายพันเที่ยว เที่ยวละ 400 บาท ก็ลองคำนวณกันดูครับ

เงินที่อยู่ในบัญชี ซึ่งผมเป็นคนเบิกจ่ายให้พ่อเองตลอด เพราะว่าพ่อผมเขียนหนังสือไม่ค่อยได้ครับ ผมจะเขียนให้และพ่อเซ็นชื่ออย่างเดียว ผมก็จะรู้ว่าเงินเหลือเท่าไรจากเลขในบัญชี เกือบ 4 ล้าน เหลือ ไม่ถึง แสนบาท ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อละครับ ประจวบกับแม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคความดัน ฯลฯ เงินทางบ้านไหนจะต้องนำไปรักษาแม่ผม

ซึ่งป่วยในจะค่าใช้จ่ายภายในบ้านอีก ซึ่งแม่ผมก็ทำ บอลลูนหัวใจ หมดค่าใช้จ่ายไปกว่า 500,000 บาท และต้องไปพบแพทย์ตลอดค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 12,000-20,000 บาท ซึ่งต้องไปเดือนละครั้งบ้าง เดือนละ2ครั้งบ้างแล้วแต่แพทย์นัดครับ และล่าสุดไปทำการฝังเครื่องกระตุนหัวใจมาอีก 700,000 กว่าบาท ซึ่งรายได้จากการค้าขายต้องนำมารักษาแม่ผม และส่วนหนึ่งก็เป็นเงินที่พี่ชายคนที่สองกับน้องสาวออกให้ ส่วนตัวผมแค่ค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวชักหน้ายังไม่ถึงหลังเลย จะมีปัญญาที่ไหนไปช่วยค่ารักษาพยาบาลแม่ของผมได้.........ติดตามตอนต่อไป
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  แต่งเรื่องสั้น แต่งนิยาย