เตโชวิปัสสนา มันเป็นอย่างนี้เหรอครับ

กระทู้สนทนา
เตโชวิปัสสนา มันเป็นอย่างนี้เหรอครับ
วานผุ้รู้หลายๆท่าน ช่วยกันตรวจสอบสำนักวิปัสสนาแห่งนี้

http://techovipassana.org/

เตโชวิปัสสนากรรมฐาน  มาจากคำว่า เตโช+วิปัสสนากรรมฐาน  คือหลักการปฏิบัติวิปัสสนาด้วยวิธีการจุดธาตุไฟในกายมาเผากิเลส  ตามหลักสติปัฏฐานสี่ - พึงมีความเพียรเผากิเลส  อันเป็นวิธีทางลัดตัดตรงสู่นิพพาน  ซึ่งหลักปฏิบัติไม่เคยมีใครได้รู้วิธีการมาก่อน  พระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ได้สื่อจิตมาสอนอาจารย์อัจฉราวดีในปี 2550  จนได้เข้าถึงมรรคผล ชั้นสูงอย่างรวดเร็ว และได้เปิดสอนภาวนาให้แก่บุคคทั่วไป    สิ่งที่ท่านได้อ่านนี้ คือคำสอนธรรมะที่ถึงลูกถึงคน  ให้แก่ศิษย์และผู้สนใจ  ได้ตระหนักถึงธรรมอันลึกซึ้ง แต่เข้าถึงง่าย  เพื่อให้มีจิตมั่นคงต่อพระรัตนตรัย


อ้างถึง
พลันจิตก็นึกถึงพระพุทธองค์ จึงกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าจะเผาอัตตาแล้วครับ ขอพระพุทธองค์รับข้าพเจ้าเป็นพุทธสาวกด้วยเถอะ”
กล่าวจบก็เกิดอาการขนลุก ตั้งแต่เท้าไปจรดศีรษะและเหมือนมีสายบางอย่างพุ่งขึ้นไปต่อจากศีรษะ
ก็รู้สึกดีใจเล็กๆ ในธรรมที่แสดงผล พอหมดเวลาก็ออกจากเรือนพัก ไม่คิดนึกอะไร มีเสียงออกมาจากจิตว่า อโหสิกรรม ๆๆและมีตัวหนังสือคำว่าอโหสิกรรมลอยขึ้นมาด้วย ข้าพเจ้าก็แค่รับรู้ คือเข้าใจว่าจิตผู้รู้กำลังสอนข้าพเจ้าอยู่นั่นเอง

เมื่อเดินผ่านเรือนปฏิบัติ ก็แลเห็นว่าท่านอาจารย์ยังสอบอารมณ์ศิษย์ไม่เสร็จ จึงมีโอกาสเดินเข้าไปนั่ง เมื่อท่านเห็นก็ให้เข้าพบ ข้าพเจ้าก็กล่าวขอขมาที่ได้พูดปดเพราะขณะนั้นคุณ ส.นั่งฟังอยู่ ท่านตอบว่า รู้อยู่แล้ว และถามอีกว่า จะย้ายที่นั่งไหม ก็ตอบท่านแบบไม่ลังเลเลยว่า สู้ต่อครับ กราบท่านแล้วจากมา ตอนค่ำได้ฟังธรรมบรรยาย วันนี้แปลกสมาธิดีขึ้นมาก นั่งฟังไปจิตรับรู้แล้วก็ขนลุกไป ฟังคำสั่งสอนช่วงไหนที่โดนใจ จิตรับรู้แล้วก็ขนลุกไปทุกครั้ง อยู่ที่บ้านนั่งฟังกับภรรยาเปิดฟังเกือบทุกวัน แต่ทำไมไม่เข้าในจิตเหมือนฟังที่นี่เลย

วันที่ 5 ของข้าพเจ้าแต่ เป็นวันปฏิบัติวันที่ 6 ของศิษย์ผู้อื่น กล่าวคือไม่มีการสอบอารมณ์ นอกจากรายชื่อที่ท่านอาจารย์เรียกให้สอบอารมณ์เพิ่ม และก็มีชื่อข้าพเจ้าและคุณ ส.รวมอยู่ด้วย พอถึงตอนภาวนา ใบหน้าคุณ ส. ก็มาตามนัดอีก แต่วันนี้น่าอัศจรรย์มาก พระอาจารย์ใหญ่สมเด็จโตท่านมาปรากฏแทน เมื่อใบหน้าคุณ ส.มาก็จะมีพระอาจารย์ใหญ่สมเด็จท่านมาแทรกแทนทุกครั้งไป ยังความซาบซึ้งใจให้ข้าพเจ้ายิ่งนัก (ท่านจะเห็นได้ว่า ถ้าเราสู้ไม่ถอย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งจากโลกทิพย์ และท่านอาจารย์ รองอาจารย์ ช่วยส่งพลังกัน ดันกันสุดๆ จริงๆ นี่ยังไม่รวมกองเชียร์ ท่านเทวดาเตโชองค์อื่นๆ นะครับ สาธุจริงๆ ครับ)

พอถึงเวลาสอบอารมณ์ คุณ ส. ได้สอบอารมณ์ก่อน ข้าพเจ้ายังไม่เคยมีโอกาสได้ฟังการสอบอารมณ์คุณ ส.สักครั้ง ก็นั่งภาวนาไปฟังไป น้ำเสียงคุณ ส. เรียกท่านอาจารย์คำแรก ก็ทำให้ภูเขาหินในใจข้าพเจ้าเริ่มสั่นคลอน และเริ่มฟังไปเรื่อย ๆ คุณ ส.ก็ถามถึงสภาวธรรมต่างๆ อย่างสนใจ คราวนี้ภูเขาหินละลายกลายเป็นหยดน้ำตา น้ำตาแห่งความปิติ เห็นอกเห็นใจคุณ ส. อยากให้คุณ ส.ท่านหลุดพ้นเหลือเกิน ดีใจที่คุณ ส. เห็นธรรมบ้างแล้ว อนุโมทนากับคุณ ส.จริง ๆ

ครั้นพอถึงคิวสอบอารมณ์ คราบน้ำตายังไม่แห้งดีเลยครับ เมื่อท่านอาจารย์ถาม ก็กล่าวกับท่านว่า “ผมให้อโหสิกรรมคุณ ส.หมดแล้วครับ (ขณะที่พิมพ์อยู่น้ำตายังคลอเบ้าอยู่เลย) ผมปิติมากครับ “ แล้วทำนบน้ำตาก็แตก สุดจะบังคับให้หยุดได้ จากนั้น ท่านอาจารย์ก็ให้นั่งภาวนาต่อหน้าท่านเหมือนปกติ เมื่อท่านสั่งถอนภาวนาแล้ว ก็เรียกข้าพเจ้าให้เข้าไปใกล้และกล่าวว่า “ยินดีด้วยนะ หลวงจีนโบราณได้ข้ามโคตรแล้ว เพราะเธอได้ทำลายความพยาบาทจนหมดสิ้นแล้ว” ข้าพเจ้าก็ก้มลงกราบท่าน พร้อมทั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเหมือนอัดอั้นมานานแสนนานว่า “ผมรอมาหลายภพหลายชาติแล้วครับ” น้ำตาลูกผู้ชายก็ไหลอาบแก้มอีกครั้ง ก้มกราบท่านอีก 3 ครั้ง ทุกครั้งที่ก้มกราบท่านแล้วเงยหน้า ยกมือขึ้นกราบ จะแลเห็นในจิต ว่าภาพที่ปรากฏคือพระโพธิสัตว์นั่งอยู่ต่อเบื้องหน้า เป็นภาพเดิมทั้ง 3 ครั้ง จากนั้นข้าพเจ้าก็นั่งตัวตรง พนมมือ และกล่าวคำว่า “สาธุ สาธุ สาธุ”


หมายเหตุ คำว่าข้ามโคตร น่าจะเป็นความหมายเดียวกันกับ บรรลุโสดาปัตติผล


อ้างถึง
วันนี้ข้าพเจ้าปฏิบัติตอนตีสี่ครึ่งอย่างตั้งใจ เพราะรู้สึกอย่างรุนแรงในใจว่า ไม่อยากกลับมาเกิดอีกแล้ว เหนื่อยเหลือเกิน ข้าพเจ้าจึงตั้งใจปฏิบัติเต็มที่ เมื่อท่านอาจารย์นำภาวนา การภาวนาในช่วงนี้ เกิดสภาวะธรรมกับข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก เวทนามาเยือนเหมือนเดิม แต่จิตเข้าไปรับรู้แล้ววางเฉยอย่างจริงจังเสียที ญาณและณาณของข้าพเจ้าประกบแนบแน่นเป็นประหนึ่งเชือกเส้นเดียวกัน ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป นี่ซิน่ะ ความพอดีของการปฏิบัติ ข้าพเจ้านั่งมองนิ่งอยู่ จิตเพ่งด้วยการรับรู้ นิ่งเฉย เวทนาเกิดขึ้นพร้อมกับอุเบกขาที่เข้าไปรับรู้ จิตนิ่งอยู่อย่างนั้น เนิ่นนาน...

ฉึก!!!! เสียงดาบแทงข้าพเจ้าที่ใต้ชายโครงด้านซ้าย เจ็บจนตัวงอ เกิดอะไรขึ้น จิตย้ายไปรับรู้ แล้วก็กลับมาที่เดิม ฉึก!! ฉึก!!! อีก2 ครั้ง เจ็บจวนตายตัวงอลงไป อ๋อ เวลาคนโดนแทงตัดขั้วหัวใจ มันเจ็บแบบนี้ เจ็บเจียนตายเป็นแบบนี้นี่เอง สัมผัสถึงลมหายใจที่ติดขัดเป็นช่วงๆ และน้อยลง น้อยลง เราไม่สามารถจะภาวนาได้เลยถ้าเราโดนแทงจริงๆ ต้องตายทั้งที่ทรมานแบบนี้แน่ๆ ยืดตัวขึ้นมาใหม่ ตั้งใจรับรู้แต่ไม่ถอนภาวนา เดินหน้าเพ่งมากขึ้น รู้สึกเลยว่า เบื้องบนท่านเทวดาเตโชทั้งหลาย และท่านพ่อแม่ครูบาอาจารย์ รวมถึงพระอริยะเจ้าทั้งหลายมาชุมนุม ยืนมุงดูกันอยู่ ส่งเสียงเชียร์ลุ้นเหมือนดูมวยคู่เอก ส่งขึ้นเวทีชก แพ้ ไม่แพ้ ลุ้นกันสุดๆไปเลย

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ. ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ. สังฆัง สรณัง คัจฉามิ.....
เสียงสวดไตรสรณคมม์ของท่านอาจารย์ดังขึ้น ความเจ็บปวดทั้งหลายหายสิ้นไปพร้อมกัน จิตโล่ง เบาสบาย จิตนิ่งเป็นเส้นตรงที่พอดีๆ ระฆังหมดยก กระแสแห่งพระรัตนตรัยสาดเป็นสีทองระยิบระยับมาครอบข้าพเจ้าไว้ กายลอยขึ้น หน้าเชิดพร้อมน้ำตาแห่งความปิติก็หลั่งริน ขนลุกทั่วกายแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน น้ำตารินไหลลงมาไม่ขาดสาย จบแล้วหนอเรา ชัยชนะครั้งนี้จบสิ้นแล้ว เราชนะกิเลสในตนเองได้แล้ว ชนะแล้ว ชนะแล้ว พร้อมกันนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงอนุโมทนาสาธุการดังขึ้นใจใน และบอกว่าแค่ชนะคะแนนเท่านั้น ยังมีตอนต่อไป กลิ่นดอกไม้ทิพย์หอมหวลไปหมด เป็นกำลังใจให้อย่างมาก กลิ่นหมากสดๆมาเคี้ยวเสมือนยิ้มๆ อยู่ข้างกาย ท่านผู้ใดหนอท่านอาจารย์ท่านไหน ช่างเมตตาต่อศิษย์เสียจริงๆ แนะนำทาง แนะนำอาจารย์ แล้วยังมายืนเชียร์ศิษย์อยู่ใกล้ขนาดนี้ กราบแทบเท้าท่านอาจารย์ด้วยหัวใจที่กตัญญูเป็นที่สุด ศิษย์ทำได้แล้ว แม้นยังไม่จบแต่ก็ได้นำเรือนี้ขึ้นฝั่งของกระแสแห่งพระนิพพานที่ยากยิ่งแล้ว สนองคุณท่านอาจารย์แล้ว กราบพระพุทธเจ้าบิดาแห่งข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำกิจของตนให้ล่วงแล้ว ตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงชี้นำทางไว้

เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง ข้าพเจ้าได้ไปเดินจงกลมที่ลานหินเซน แต่ครั้งนี้ความเจ็บปวดจากการบาดของหินนั้นข้าพเจ้ากลับไม่รู้สึกเลย เดินได้อย่างปกติเหมือนพื้นดินธรรมดา เดินได้เป็นสิบๆรอบเสียงของจิตได้กล่าวกับข้าพเจ้าตลอดเวลาเช่นกัน เสียงธรรมนั้นช่างไพเราะจริงหนอ จิตผู้รู้ได้ตื่นขึ้นแล้วหนอ เสียงบอกกล่าวด้วยถ้อยคำที่ทำให้ข้าพเจ้าน้ำตารินรื้นอีกครั้งว่า "กองหินพวกนี้ เทียบกับกองกระดูกของเราที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้มิได้เลย มากกว่านั้นมากมายสุดประมาณ แต่กองหินนี้จะได้รับกองกระดูกของเราอีกแค่7 กองเท่านั้น การเวียนว่ายตายเกิดนั้นใกล้จบสิ้นอย่างแท้จริงแล้ว ทำกิจแห่งตนให้ลุล่วงสิ้นแล้ว ภูเขาด้านหน้านี้ให้เราพิจารณาความเพียร เพียรให้มั่นคง และตั้งมั่นดั่งขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เบื้องหน้า"

เมื่อข้าพเจ้าได้สอบอารมณ์กับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์นั่งนิ่งและมองดูข้าพเจ้าด้วยความเรียบเฉย ข้าพเจ้าได้แต่คิดว่า คงเป็นสภาวะธรรมอันหนึ่งที่มาปรากฏขึ้น แต่เมื่อสอบอารมณ์เสร็จ ท่านอาจารย์ได้กรุณาเรียกข้าพเจ้า ด้วยน้ำเสียงที่อ่่อนโยนและเมตตาอย่างยิ่ง พร้อมทั้งรอยยิ้มจางๆ ที่ข้าพเจ้าชอบลอบมองเสมอว่า "คุณเบญจา ยินดีด้วยน่ะ ข้ามโคตรได้แล้ว"


คนที่สาม

อ้างถึง
เช้าวันที่สามที่รับกรรมฐาน ข้าพเจ้าเดินจงกรมสบายๆ แต่รู้สึกแปลกใจที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเทือกเขาสวยเท่าวันนี้มาก่อนเลย หลังจากรับกรรมฐานแล้ว ท่านอาจารย์ให้ศิษย์เก่ากลับไปปฏิบัติที่ห้องในช่วงสาย ข้าพเจ้าปฏิบัติต่อประมาณ 2 ชั่วโมง ข้าพเจ้าไม่มีความร้อนแบบล้างผลาญและเป็นคนที่มือแทบไม่ร้อนเลย แต่ข้าพเจ้าจะร้อนรุมๆในจิต เหมือนถูกบ่มข้างในกาย แล้วเมื่อความร้อนเพิ่มขึ้น จึงค่อยๆเริ่มรู้สึกร้อนรุมๆที่แขน หลังตามมาหรือมือในบางครั้ง ไม่ถึงครึ่งชัวโมงต่อมา จู่ๆ รู้สึกเหมือนถูกมดกัดจนเจ็บที่ต้นคอและต้นขา กัดอยู่อย่างนั้นไม่ยอมไปไหน รู้สึกทุรนทุราย แต่ก็ไม่ยอมถอนภาวนา และคิดว่าหากมดสามารถกัดอยู่อย่างนี้ไม่ไปไหนเลยทั้งสองชั่วโมง ไม่หิว ไม่กิน หากทำได้ขนาดนั้น เห็นทีคงต้องนับถือใจมด ..เอาเลยตามสบายนะพี่มด อยากกัดก็กัดไป ข้าน้อยขอคารวะ และแล้วเวทนาที่ไม่เคยมีนานมากแล้วก็เกิดขึ้น เป็นความเจ็บปวดที่หัวเข่าอย่างรุนแรง จนเจ็บเข้าไปถึงในกระดูกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดอะไรขึ้น!... สักพักสังขารความโกรธเจ้าเก่าก็ผุดขึ้นมาเรื่อยๆแบบที่เคยเป็น พร้อมๆกับเวทนาความเจ็บปวดเข้ากระดูก ความรู้สึกโกรธเริ่มรุนแรงและมากขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เพียงโกรธแล้ว แต่เป็นความอาฆาตที่จิตแทบจะกรีดร้องออกมากด้วยความเกลียดชัง ขณะที่ใจเริ่มดิ้นไหวและทุรนทุราย สติเริ่มเอาไม่อยู่ ข้าพเจ้านึกถึงพระพุทธองค์ด้วยศรัทธาคงมั่น ข้าพเจ้าเชื่อในพระพุทธองค์ว่านี่คือทางรอดของข้าพเจ้า ทางแห่งการหลุดพ้น ข้าพเจ้ารวบรวมสรรพกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อประคองสติไว้ที่มือ ตั้งจิตรวมนิ่ง ปล่อยให้ความอาฆาตปะทุเกิดขึ้น มากขึ้นๆจนถึงขีดสุด ด้วยอุเบกขาที่ปล่อยวางใจให้เป็นเพียงผู้ดูเท่านั้น

“กิเลสเอ๋ย เจ้าอยากครอบครองร่างกายนี้มากใช่ไหม จึงยึดเอาไว้ถึงขนาดนี้ อยากจะเอาร่างกายนี้ก็เอาไปเถิด แต่เราไม่เอาแล้ว”
จนความรู้สึกรุนแรงระเบิดออกเหมือนถูกกระชากออกจากจิตและคลายลงจนนิ่งสนิท จากนั้นข้าพเจ้าก็ปรากฏความรู้สึกโล่งและสงบลึกในใจ แม้ความเจ็บปวดเข้ากระดูกยังมีอยู่ แต่ความเจ็บนั้นอยู่เพียงกาย ไม่รู้สึกเข้ามาถึงใจเลย น่าแปลกใจและอัศจรรย์โดยแท้…เป็นความสุขใจที่ไม่เคยพบมาก่อน

เมื่อสอบอารมณ์กลุ่มในช่วงบ่าย ท่านอาจารย์ให้ทุกคนกลับไปภาวนาต่อ ยกเว้นข้าพเจ้าให้อยู่ก่อน ข้าพเจ้าคิดในใจ เอาอีกแล้วเรา ได้ทำอะไรผิดไปให้ท่านเป็นห่วงแน่เลย ข้าพเจ้าคลานเข้าไปใกล้ เงยหน้าขึ้นฟังด้วยใจตุ้มต่อมๆ ท่านพูดช้าๆชัดๆ ด้วยเสียงนุ่มนวลอย่างยิ่ง และแววตาที่อ่อนโยนพร้อมรอยยิ้มบางๆว่า....

“ ดีใจด้วยนะ ไม่มีสังขารความอาฆาตพยาบาทอีกแล้ว… เป็นผู้ข้ามโคตรแล้ว”

ข้าพเจ้านิ่งตะลึงงัน เข่าทรุด สมองหยุดทำงานช่วงขณะ เหมือนฟังเรื่องคนอื่นที่ไม่ใช่เรื่องตัวเอง และถามท่านอาจารย์ว่าด้วยความฉงนอย่างยิ่ง “แล้ว.แล้ว ทำไมหนูยังมีความโกรธอยู่คะ” เพราะใจข้าพเจ้านั้นมุ่งแต่กำจัดความโกรธถ่ายเดียว
ท่านตอบช้าๆอีกครั้งอย่างมีเมตตายิ่งนัก “ความโกรธนี้ยังมีอยู่ แต่จะไม่สามารถสะสม ให้กลายเป็นความอาฆาตพยาบาทได้อีกแล้ว”
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ศาสนาพุทธ ศาสนา