ผู้พนมมือถือดาบ (๒)

กระทู้สนทนา
สามก๊กฉบับลายคราม

ผู้พนมมือถือดาบ

ตอนที่ ๒ ม้าร้ายให้คุณ

เล่าเซี่ยงชุน

การที่ เล่าปี่ ต้องระหกระเหิน จากเมืองยีหลำ มาอาศัย เล่าเปียว อยู่ที่เมืองเกงจิ๋วนั้น ก็เพราะฝีมือของ โจโฉ ซึ่งเล่าปี่ยังแค้นอยู่มิรู้ลืม เมื่อเล่าเปียว ให้ไปอยู่ที่เมืองซินเอี๋ย ก็คอยสดับตรับฟังข่าวคราวของข้าศึกอยู่เสมอ จนได้รู้ว่าโจโฉจัดแจงยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองฝ่ายเหนืออีกครั้ง จึงรีบเดินทางมาพบเล่าเปียวที่เมืองเกงจิ๋ว เพื่อชักชวนให้ยกทหารไปตีเมืองฮูโต๋ของโจโฉ เป็นการดัดหลังในยามที่ข้าศึกเผลอ แต่เล่าเปียวก็ไม่เห็นด้วย กลับว่า

".....ตัวเรามีเมืองขึ้นถึงเก้าหัวเมืองก็พอจะเป็นสุขอยู่ ซึ่งจะคิดอ่านล่วงไปทำอันตรายแก่เขาก่อนนั้นไม่ควร ถ้าเขายกมาทำร้ายเรา จึงค่อยคิดอ่านป้องกันรักษาเมืองไว้ดีกว่า...."

เล่าปี่ก็เลยฝันค้าง เล่าเปียวจึงชวนกินโต๊ะปลอบใจตามธรรมเนียม ขณะที่เสพสุรากินอาหาร และคุยกันไปตามประสาที่ไม่ได้พบกันมานาน เล่าเปียวก็ถอดถอนใจใหญ่มีอาการกลัดกลุ้ม แต่ครั้นเล่าปี่ซักไซ้ไต่ถามจะเอาความจริง เล่าเปียวก็บอกแต่เพียงว่ามีทุกข์อยู่ในใจ ไม่รู้จะปรับทุกข์กับใครได้ แล้วก็ไม่ยอมพูดมากกว่านั้น เพราะเห็น นางชัวฮูหยินภรรยาคอยเยี่ยมหน้าเฝ้ามองดูอยู่ข้างในตลอดเวลา เล่าปี่ก็จำใจลากลับเมืองซินเอี๋ยไป ด้วยความเสียดายที่ยังไม่ได้โอกาสที่จะแก้แค้นโจโฉศัตรูเก่า

แต่อีกไม่ช้าไม่นานต่อมา เล่าเปียวก็ให้ม้าใช้มาเชิญตัวเล่าปี่ไปที่เมืองเกงจิ๋วอีก คราวนี้พอกินโต๊ะกันแค่มึนเล่าเปียวก็ปรารภว่า

"......เมื่อเจ้าจะให้เกณฑ์ทหารไปตีเมืองฮูโต๋เราไม่ยอมนั้น เพราะเราคิดผิด บัดนี้เราได้ยินข่าวว่า โจโฉยกกลับมาถึงเมืองฮูโต๋แล้ว จะคิดอ่านยกกองทัพมาตีเมืองเรา...."

เล่าปี่ก็ปลอบว่าอย่าเพิ่งด่วนเสียใจไปไม่ควร บ้านเมืองยังเป็นจลาจลไม่เรียบร้อย โจโฉคงจะยังไม่ยกมาในเวลานี้ เล่าเปียวค่อยคลายใจก็ชวนเสพสุรากันต่อไปจนถึงขั้นเมา พอได้ที่ดีก็หวนคิดถึงความทุกข์เก่าขึ้นมาแล้วก็ร้องไห้ เล่าปี่ก็ถามไถ่ ไล่เรียงให้เล่าความให้ฟัง

เล่าเปียวก็เผยความในใจออกมาว่า นางเตียนซี ภรรยาคนแรกซึ่งได้ ตายไปแล้วนั้น มีบุตรชายอยู่คนหนึ่งชื่อ เล่ากี๋ มีปัญญาเฉลียวฉลาดแต่เป็นคนใจเย็น ส่วน นางชัวฮูหยิน มีบุตรชายอีกคนหนึ่งคือ เล่าจ๋อง ฉลาดเฉลียวและคิดอ่านดีกว่าพี่ชาย ตัวเล่าเปียวเอง อยากจะให้เล่าจ๋องเป็นเจ้าเมืองสืบตระกูลแทน ก็เกรงจะผิดธรรมเนียมโบราณ ครั้นจะให้เล่ากี๋ผู้พี่เป็นเจ้าเมืองตามประเพณี ก็เกรงญาติพี่น้องของนางชัวฮูหยิน ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่คุมกำลังอยู่ในเมืองเกงจิ๋วเป็นอันมาก จะทำอันตรายในภายหลังเมื่อเล่าเปียวตายไปแล้ว คิดไม่ตกจึงกลุ้มอยู่ทุกวัน

เล่าปี่ก็แนะนำว่า การตั้งน้องให้เป็นใหญ่กว่าพี่นั้นไม่ควรทำ ถ้าเกรงญาติพี่น้องของนางชัวฮูหยิน ก็ค่อย ๆ ลดอำนาจของพวกนั้นลงเสียก่อน แล้วจึงแต่งตั้งให้ เล่ากี๋เป็นเจ้าเมือง เล่าเปียวก็เห็นด้วย

แต่นางชัวฮูหยินซึ่งไม่ไว้ใจเล่าปี่มานานแล้ว ก็คอยแอบฟังในเวลาที่ทั้งสองสนทนากัน เมื่อได้ยินดังนั้นก็มีความแค้นเล่าปี่เพิ่มขึ้นอีก ส่วนตัวเล่าปี่เองเมื่อพูดไปแล้วก็คิดได้ว่า ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูนางชัวฮูหยินตัวก็จะเป็นอันตรายจึงทำเป็นร้องไห้รำพันว่า

".....ข้าพเจ้าขี่ม้าครั้งใด ที่นั่งก็แตกเป็นโลหิตไหลออกทุกทีได้รักษาก็หายไป บัดนี้ข้าพเจ้าขี่ม้าชอกช้ำมานาน ที่นั่งก็แตกเปื่อยไปอีก ข้าพเจ้าเห็นจะอายุสั้นเสียแล้ว...."

เล่าเปียวก็พอจะรู้ทัน ว่าเล่าปี่ทำมารยาเพราะกลัวอันตราย จึงท้าว ความถึงเมื่อครั้งที่เล่าปี่เคยอยู่กับโจโฉ แล้วโจโฉระแวงว่าเล่าปี่จะไม่ซื่อ จึงแกล้งถามว่า เจ้าบ้านผ่านเมืองคนใดมีสติปัญญาเข้มแข็ง เล่าปี่ก็แกล้งยกชื่อคนอื่น ๆ มาอ้าง แต่โจโฉไม่เห็นด้วยกลับว่า ในเมืองหลวงและหัวเมืองทั้งปวงนั้น หามีผู้ใดที่จะมีสติปัญญาอันลึกซึ้งเสมอกับโจโฉและเล่าปี่ไม่ แล้วเล่าเปียวก็สำทับต่อไปว่า

"....โจโฉนั้นมีความคิดใหญ่หลวง ทั้งทหารก็มีฝีมือเป็นอันมาก ยังไม่อาจยกตัวว่าดีกว่าเจ้า เหตุใดเจ้าจะมาคิดย่อทัอ กลัวจะไม่ได้บำรุงแผ่นดิน...."

เล่าปี่ซึ่งเสพสุราเข้าไปพอเมาอยู่ เมื่อได้ยินเล่าเปี่ยวยกย่องเช่นนั้น ก็ชักจะลืมตัวคุยโวว่า

"....ข้าพเจ้าตั้งภูมิฐานเป็นที่มั่นลงได้ ก็จะกลัวอะไรกับหัวเมืองทั้งปวง อุปมาดังลูกไก่อยู่ในเงื้อมมือข้าพเจ้า...."

ครั้นพูดไปแล้ว ก็คิดขึ้นได้ว่าปากจะพาไปหาศัตรูอีกแล้ว จึงรีบลากลับไปยังที่พัก ในเมืองเกงจิ๋ว

ฝ่ายเล่าเปียวนั้น ก็ชักจะแคลงใจในคำคุยของเล่าปี่เหมือนกัน พอเข้าไปข้างใน นางชัวฮูหยินคอยทีอยู่แล้วก็เป่าหูว่า เมื่อกี้เล่าปี่พูดจาดูหมิ่นหัวเมืองทั้งปวง ก็หมายรวมถึงเล่าเปียวด้วย นานไปเล่าปี่จะคิดเอาเมืองเกงจิ๋วอันตรายจะมาถึงตัว ควรจะคิดกำจัดเล่าปี่เสียก่อน แต่เล่าเปียวก็ยังไม่เห็นด้วย

นางชัวฮูหยินจึงให้สาวใช้ไปตาม ชัวมอ น้องชายมา แล้วก็เล่าเรื่องที่ได้ยินให้ฟังทุกประการ ชัวมอก็รีบรับอาสาจะไปฆ่าเล่าปี่เสียในคืนนี้ ขณะที่ยังไม่สร่าง เมานี่แหละ

คืนนั้นเล่าปี่จุดเทียนนั่งดูหนังสืออยู่จนเวลาประมาณยามเศษ อีเจี้ย ซึ่งเป็นขุนนางเมืองเกงจิ๋วที่นับถือเล่าปี่ รู้ว่าชัวมอเตรียมทหารจะมาทำร้ายเล่าปี่ ก็รีบมาบอกข่าวแก่เล่าปี่แล้วว่า ท่านจงคิดหนีเอาตัวรอดเถิด เล่าปี่ก็กังวลว่ายังไม่ได้ร่ำได้ลาเล่าเปียว อีเจี้ยก็ว่าขืนชักช้าก็คงถูกฆ่าตายเปล่า เล่าปี่จึงพาทหารที่ติดตามมาหนีกลับไปเมืองซินเอี๋ยทันที

พอถึงสองยาม ชัวมอคุมทหารมาถึงที่พักของเล่าปี่ จึงไม่เจอตัว ด้วยความแค้นจึงแกล้งเขียนโคลงไว้ที่ฝาผนังตึกห้องนอนของเล่าปี่มีความว่า

... ที่สู้ทนทุกข์ทรมานมานานปี ก็ตั้งใจเต็มที่คิดจะเอาราชสมบัติ เพราะธรรมดามังกรนั้น จะอยู่ในสระแลห้วยหนองย่อมไม่ได้ สมควรจะขึ้นไปสำแดงฤทธิ์ในอากาศจึงถนัด....

พอรุ่งเช้าชัวมอก็พาเล่าเปียวไปดู แต่เล่าเปียวก็ไม่หลงกล เพราะรู้ว่าเล่าปี่เขียนโคลงไม่เป็น แผนของสองพี่น้องจึงไม่สำเร็จผล

ต่อมาไม่นาน อีกสองสามวันจะขึ้นปีใหม่ หัวเมืองที่ขึ้นกับเมืองเกงจิ๋วจะต้องมาประชุมกันที่เมืองซงหยง ซึ่งเล่าเปียวก็จะต้องไปคอยต้อนรับ และให้โอวาทแก่เจ้าเมืองที่เข้ามาประชุม แต่เล่าเปียวป่วยไปไม่ได้ ก็จะให้เล่ากี๋กับเล่าจ๋องไปแทนตัว ชัวมอก็บอกว่า บุตรทั้งสองยังอ่อนแก่ความคิดนัก จะไปรับขุนนางหัวเมืองทั้งปวง จะเสียประเพณีเมือง เล่าเปียวจึงให้เล่าปี่ไปรับคำนับแทน ชัวมอก็ชอบใจส่งคนไปบอกให้เล่าปี่ปฏิบัติตามที่เล่าเปียวสั่ง

ฝ่าย กวนอู เตียวหุย จูล่ง ซึ่งเล่าเปียวส่งไปตั้งด่านรักษาชายแดนทั้ง สามทิศนั้น ก็คุมทหารเข้ามาเยี่ยมเล่าปี่ที่เมืองซินเอี๋ย เล่าปี่ก็เล่าถึงเรื่องที่เล่าเปียวเรียกไปปรึกษาหารือ จนถูกชัวมอปองร้ายต้องหนีกลับมาโดยไม่ได้ลาเจ้าบ้าน ซุนเขียน ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดของเล่าปี่ ก็ห้ามว่าอย่าไปรับหัวเมืองแทนเล่าเปียว ที่เมืองซงหยงเลยอาจมีอันตรายอีกก็ได้ กวนอูก็ว่าถ้าไม่ไป เล่าเปียวจะยิ่งสงสัยมากขึ้น เล่าปี่จึงตกลงใจไปเมืองซงหยง โดยให้จูล่งคุมทหารสามร้อยคนไปคุ้มกันด้วย

พอถึงวันขึ้นปีใหม่ เจ้าเมืองโทเก้าหัวเมืองเจ้าเมืองตรีจัตวาสี่สิบสอง หัวเมืองก็มาชุมนุมพร้อมกันที่ประชุมขุนนาง เล่าปี่กับเล่ากี๋เล่าจ๋องก็รับคำนับตามประเพณี เล่าปี่ก็ให้โอวาทสั่งสอนขุนนางและเจ้าเมืองทั้งปวง แล้วก็ชวนกันกินโต๊ะตามธรรมเนียม จูล่งนั้นยืนถือกระบี่รักษาเล่าปี่อยู่ข้างหลัง ขุนนางของเกงจิ๋วก็มาชวนให้ออกไปกินโต๊ะกับทหารและพลเรือนข้างนอกก็ไม่ยอมไป แต่เล่าปี่ก็อนุญาตให้ออกไปได้ จูล่งขัดไม่ได้ก็ออกไปกินโต๊ะ ขณะนั้นทหารของชัวมอซึ่งซุ่มอยู่ห้าร้อยคน ก็เตรียมจะเข้าไปจับเล่าปี่ฆ่าเสีย

อีเจี้ยก็เข้าไปรินสุราคำนับเล่าปี่ แล้วออกอุบายว่าร้อนนัก ท่านจงถอดเสื้อนอกเสียเถิด เล่าปี่ก็เข้าไปถอดเสื้อในห้อง อีเจี้ยก็กระซิบบอกว่า ชัวมอเตรียมการที่จะเข้ามาทำร้าย และได้ให้พี่น้องของตนคุมทหารไปดักสกัดอยู่ที่ประตูเมือง ด้านทิศเหนือทิศใต้และทิศตะวันออก เป็นสามด้าน เหลือแต่ด้านตะวันตกที่มีแม่น้ำตันเขขวางอยู่ ท่านจงรีบหนีไปเสียเถิด

เล่าปี่ตกใจไม่รู้จะบอกจูล่งได้อย่างไร ก็ลอบออกไปทางด้านหลังขึ้นม้า เต๊กเลาขี่ควบหนีไปทางประตูด้านทิศตะวันตกแต่ผู้เดียว นายประตูก็เข้ามาบอกชัวมอจึงรีบพาทหารติดตามไปทันที

เล่าปี่ควบม้ามาได้ประมาณสามสิบเส้น ก็ถึงฝั่งแม่น้ำตันเข ซึ่งมีความกว้างประมาณสิบวา น้ำก็ลึกไม่มีที่จะข้าม ก็พอดีทหารของชัวมอตามมาใกล้ เล่าปี่ ตกใจคิดว่าคราวนี้เห็นจะถึงแก่ความตายแน่ก็ร้องไห้ แล้วขับม้ากระโจนลงไปในแม่น้ำ เท้าหน้าม้านั้นก็ถลำลงไปในเลน เล่าปี่ก็เอาแซ่ตีม้าหลายทีร้องว่า

".....วันนี้เต๊กเลาจะผลาญเจ้าของเสียแล้วหรือ...."

พอสิ้นคำม้าก็ถีบตัวโผนไปได้ประมาณหกเจ็ดวา ถึงที่น้ำตื้นฝั่งตรงข้าม สามารถปีนขึ้นตลิ่งได้ ชัวมอมาถึงก็ชักเกาทัณฑ์จะยิงตามหลังไป เล่าปี่ก็ขับม้าหนีไปทางทิศตะวันตก โดยที่ศัตรูข้ามแม่น้ำตามไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว

เล่าปี่นั้นไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี เมื่อพ้นภัยแล้วก็เดินทางเรื่อยเปื่อยไปจนถึงเมืองลำเจี๋ยง เจอเอาอาจารย์ สุมาเต็กโช ซึ่งเมตตาแนะนำให้ไปหาตัว ฮกหลง หรือ ฮองซู คนใดคนหนึ่ง ไว้เป็นที่ปรึกษา จะได้ช่วยกันคิดอ่านปราบปรามศัตรูให้แผ่นดิน สงบลงได้ แต่ตนเองถ่อมตัวว่าเป็นคนบ้านนอก ไม่สามารถรับราชการได้

ขณะที่พักอยู่กับสุมาเต๊กโชนั้น จูล่งก็ติดตามมาพบเข้า และพาเล่าปี่กลับไปเมืองซินเอี๋ย ระหว่างทางก็เจอกวนอูเตียวหุยตามมาอีก เล่าปี่ก็บอกเรื่องราวความลำบากที่ผ่านมาให้ฟัง เมื่อมาถึงเมืองซินเอี๋ยแล้ว ก็ให้ซุนเขียนถือหนังสือเล่าถึงเรื่องที่ชัวมอคิดร้ายให้เล่าเปียวทราบทุกประการ

เล่าเปียวก็โกรธ ให้หาตัวชัวมอมาด่าว่า

".....เอ็งนี้บังอาจคิดจะฆ่าเล่าปี่ผู้น้องกูเสียตามอำเภอใจ หามีความยำเกรงไม่..."

แล้วก็สั่งให้ทหารเอาตัวไปประหารเสีย นางชัวฮูหยินก็ขอโทษไว้ ซุนเขียนก็ช่วยขออีกคนหนึ่ง เพราะว่าชัวมอมีพวกมาก ถ้าชัวมอตายลงพรรคพวกก็จะมีจิตพยาบาทคิดทำร้ายเล่าปี่ต่อไป คงจะอยู่ไม่เป็นสุขในเมืองของเล่าเปียวอย่างแน่นอน เล่าเปียวจึงยอมยกโทษ แล้วให้เล่ากี๋ผู้บุตรไปกับซุนเขียน เพื่อขอขมาเล่าปี่ที่เมืองซินเอี๋ย

เล่ากี๋คำนับเล่าปี่แจ้งว่าบิดาให้มาไหว้ขมาท่าน เล่าปี่ก็จัดโต๊ะเลี้ยงดู พอเสพสุรากันแล้ว เล่ากี๋ก็ร้องไห้เล่าว่า

"....นางชัวฮูหยินมารดาเลี้ยงของข้าพเจ้า มีใจริษยาคิดจะฆ่าเสีย ข้าพเจ้ามิรู้ที่จะคิดอ่าน แก้ไขตัวให้พ้นอันตรายได้ จะขอเอาสติปัญญาท่าน ช่วยสั่งสอนเป็นที่พึ่งด้วย...."

เล่าปี่ก็ปลอบโยนและสอนให้อดทนเอาใจนางชัวฮูหยินไว้ อย่าให้ขัดเคือง เล่ากี๋ก็ลากลับไป

เล่าปี่ขี่ม้ามาส่งเล่ากี๋แล้ว ขากลับเข้าเมืองเจอชายพเนจร ร้องเพลงอยู่กลางตลาด มีเนื้อความเป็นปริศนาอยู่ เล่าปี่คิดถึงคำพูดของสุมาเต๊กโช จึงลงจาก หลังม้าขอทำความรู้จักด้วย ชายผู้นั้นบอกว่าชื่อ ตันฮก อยู่ตำบลเองซง เล่าปี่ชวนให้ไปเป็นที่ปรึกษาก็ไม่ขัดข้อง แล้วก็ให้คำปรึกษาข้อแรกคือ

"....ม้านี้ลักษณะชื่อเต๊กเลา มีกำลังและฝีเท้ารวดเร็วก็จริงแต่ทว่ามักเกิดอันตรายแก่เจ้าของ ซึ่งท่านจะขี่ม้าตัวนี้สืบไป อันตรายก็จะมีแก่ท่าน....."

เล่าปี่ตอบว่า

"...แม้ม้าตัวนี้จะทำให้เกิดอันตรายแก่เจ้าของเหมือนท่านว่าแล้ว ที่ไหนจะพาเราข้ามแม่น้ำตันเขมาได้....."

ตันฮกก็บอกว่า ครั้งนี้รอดแต่เมื่อหน้าอาจมีอันตรายก็ได้ แต่ก็มีวิธีแก้คือ

"......ผู้ใดซึ่งมิชอบใจท่าน จงเอาม้านี้ไปให้ขี่ ก็จะมีอันตรายไปก่อน แล้วท่านจึงค่อยกลับมาขี่อีก ก็จะมีความเจริญต่อไป....."

เล่าปี่โกรธร้องว่า

"...เราคิดว่าจะช่วยสั่งสอน ทำนุบำรุงเราให้เป็นธรรม ควรและหรือมาสั่งสอนมิให้เป็นธรรม จะให้ทำร้ายแก่ผู้อื่นฉะนี้ เรามิขอได้ยิน.."

ตันฮกก็หัวเราะแล้วบอกว่า เราลองน้ำใจท่านหรอกว่าจะเป็นสัตย์เป็นธรรมหรือไม่ บัดนี้สมเหมือนหนึ่งคำเขาลืออยู่แล้ว จากนั้นเล่าปี่ก็ตั้งให้ตันฮกเป็นใหญ่ ให้บังคับบัญชาทหารทั้งปวงของเมืองซินเอี๋ย เพื่อทำสงครามกับโจโฉคู่แค้นเก่า

แต่จะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป.

##########


วางเมื่อ ๒๕ เม.ย.๕๖ เวลา ๒๐.๑๔
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ