วันภาษาไทยแห่งชาติ

มาแล้วค่ะ บทละครคุณชายพุฒิภัทรตอนแรก^^

กระทู้ข่าว


สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายพุฒิภัทร ตอนที่ 1

รูปพระบิดา หม่อมเจ้าวิชชากร จุฑาเทพ ซึ่งประดับอยู่ในกรอบทองตั้งอยู่เหนือโต๊ะทำงานของ น.พ. ม.ร.ว. พุฒิภัทร เสียงท่องปณิธานในการทำงานของพุฒิภัทรดังกังวานในใจ
       
       “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตน เป็นที่สอง
       ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง
       ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง
       ถ้าท่านทรงธรรมมะแห่งอาชีพ ไว้ให้บริสุทธิ์”
       
       พุฒิภัทรในชุดคลุมของนายแพทย์ศัลยกรรม เดินออกมาจากห้องผ่าตัด เขาถอดหมวก ถอดหน้ากากอนามัยที่เปื้อนเลือดทิ้งแล้วไปล้างมือที่อ่างก่อนจะเงยหน้ามองกระจกด้วยสีหน้าอิดโรยแต่แววตามีความสุขในสิ่งที่ทำ
       เพียงพร หัวหน้าพยาบาลเดินออกมา แพทย์วิสัญญี และพยาบาลผู้ช่วยก็เดินตามออกมา
       “กรณีผ่าตัดสมองกรณีนี้ยากมาก ใช้เวลาเกือบ6ชั่วโมง คุณชายหมอรีบกลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ” เพียงพรแนะนำ
       “เพียงพร..ญาติคนไข้อกจะแตกตายแล้วมั้งป่านนี้ รีบไปบอกข่าวดีก่อนเถอะ” พุฒิภัทรบอก
       เพียงพรยิ้ม “คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอเลยนะคะ” เพียงพรเดินออกไป
       พุฒิภัทรรีบเดินไปที่โต๊ะแล้วเขียนรายงานสิ่งที่ทำไปตอนผ่าตัดเป็นข้อๆ อย่างละเอียด
       
       ณ เรสเตอรองก์หรูริมแม่น้ำเมืองอยุธยา รถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอด บริกรเดินมาเปิดประตูให้พวกเศรษฐีและเศรษฐินีเดินเฉิดฉาย หัวเราะอย่างมีความสุขเข้าไป
       ลูกค้าที่รวยมากคู่นึงเดินทางมาทางเรือ คนเรือผูกเรือให้แน่น ชายหนุ่มหล่อหรูก้าวขึ้นจากเรือแล้วยื่นมือเชื้อเชิญหญิงสาวที่มาด้วย
       กรองแก้วที่ใส่ชุดเก่าๆหลวมๆ เหมือนเอาเสื้อพ่อมาใส่มีผ้าขาวม้าคลุมหัวถือตระกร้ามาลัยดอกมะลิเดินเข้ามาหา
       “คุณคะ ซื้อมาลัยดอกมะลิสวยๆสำหรับคุณผู้หญิงสักพวงมั้ยคะ..หนูร้อยเอง สวยๆทั้งนั้นเลยนะคะคุณ”
       บริกรรีบเข้ามาไล่กรองแก้ว “หนู..ขายเฉยๆ อย่าสร้างความรำคาญ..ไม่อย่างนั้นผู้จัดการจะไม่อนุญาตให้ขายนะ”
       “ค่ะ”
       บริกรเชิญแขกให้เข้าไปในร้าน
       กรองแก้วได้แต่ยืนมองแล้วทรุดนั่งพักที่ศาลาท่าน้ำของเรสเตอรองก์ เธอเอาผ้าขาวม้ามาซับเหงื่อเผยให้เห็นใบหน้าของกรองแก้วว่าเป็นผู้หญิงสวย หน้าสะอาด ทำผมมวยเปีย
       ทันใดนั้นก็มีเรือหางยาวแล่นมา
       “นังแก้ว..นังแก้ว..ไปดูพ่อเอ็งเร็ว..เร็วๆ” คนเรือบอก
       “พ่อ”
       กรองแก้วรีบกระโดดลงเรือทันทีด้วยความตกใจ
       
       คนเรือเทียบเรือที่ท่าบ้านกรองแก้วซึ่งเป็นบ้านไม้ธรรมดาๆ กลางๆ อยู่ติดคลองที่มีขนาดไม่ใหญ่มากโดยมีแสงไฟจากบ้านแต่ละหลังที่อยู่ห่างๆ กัน เรือยังไม่ทันเทียบท่าดี กรองแก้วก็กระโดดขึ้นจากเรือทันที
       “เอ้า ระวังหน่อยนังแก้ว”
       คนเรือผูกเรือแล้วขึ้นจากเรือเดินตามกรองแก้วไป
       กรองแก้วรีบวิ่งไปอย่างคล่องแคล่ว เธอกระโดดแผล็วแล้วเดินอย่างคล่องตัวไปตามแผ่นไม้ที่ทอดจากท่าข้ามพื้นดินชื้นแฉะไปสู่ที่ที่สูงและแห้งกว่า
       กรองแก้วเดินมาถึงตัวเรือนก็ต้องชะงักด้วยความตกใจเมื่อเห็นร่างของพ่อนอนฟุบอยู่ที่หน้าบันไดและมีท่าทางว่ากำลังระงับความทุรนทุรายอยู่
       “พ่อ! พ่อ..เป็นอะไร ปวดหัวมากอีกแล้วเหรอคะพ่อ”
       พ่อของกรองแก้วหันมาด้วยอาการปวดหัวมากจนตาพร่า “แก้ว..แก้ว..พ่อ..พ่อไม่ไหวแล้ว”
       “พ่อ!!”
       
       พุฒิภัทรถือเอกสารกระเป๋าทำงานของตัวเองเดินมาที่รถ เขาวางข้าวของไว้ที่ท้ายรถอย่างเป็นระเบียบก่อนจะเข้าไปในรถ สตาร์ทเครื่องแล้วขับออกจากที่จอด รถแล่นออกไปทางด้านหน้า แต่มีรถจี๊ปเก่าๆ ที่ชาวบ้านนั่งมาเต็มสวนเข้ามาจอดหน้าบันไดตึก แล้วชาวบ้านเหล่านั้นก็ช่วยกันรุมหามชายคนนึงในสภาพร่องแร่งลงมาจากรถแล้วพากันหามขึ้นตึกไป
       ชายชาวบ้านเอะอะ ในทำนองเดียวกัน
       “ช่วยด้วยๆครับ" / "คุณหมออยู่ไหน / "ช่วยด้วย ครับ”
       พยาบาลเอาเปลออกมารับ
       “คนไข้เป็นอะไรมา”
       “คนไข้บาดเจ็บที่ศีรษะครับ” ชาวบ้านบอก
       
       พุฒิภัทรรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของตน จึงรีบจอดรถทันทีแล้วกระโดดลงไป เขาคว้ากระเป๋าวิ่งกลับขึ้นตึกไปอย่างไม่ลังเล

ที่บริเวณจุดรับส่งคนไข้ฉุกเฉิน ทีมแพทย์และพยาบาลเวรเข้ามารุมรับคนไข้จากรถพยาบาล แล้วเข็นเข้าไปด้านในอย่างเร่งรีบ พุฒิภัทรรีบเดินกลับเข้ามาพร้อมทำงานต่อ
       
       “คุณเพียงพร คนไข้บาดเจ็บที่ศีรษะใช่ไหม” พุฒิภัทรถาม
       “คุณชายหมอ..เอ่อ แพทย์เวรกำลังมาแล้ว คุณชายหมอกลับไปพักเถอะค่ะ” เพียงพรบอก
       “คนไข้กำลังรอหมออยู่ตรงหน้า คุณจะให้ผมหันหลังให้เขาเหรอ”
       เพียงพรจนคำตอบ พุฒิภัทรรีบเดินตามเข้าไป
       
       กลุ่มพยาบาลเข็นเตียงที่พ่อของกรองแก้วนอนไปตามทาง โดยมีกรองแก้ววิ่งตามไปตลอดจนกระทั่งถึงป้าย ห้องฉุกเฉิน พยาบาลกันกรองแก้วให้รอด้านนอกแล้วปิดประตู
       “พ่อ..พ่ออย่าเป็นอะไรนะ”
       กรองแก้วเศร้า
       
       ในห้องฉุกเฉิน แพทย์วิสัญญีกำลังวัดค่าความดันคนไข้ที่สลบอยู่ นางพยาบาลยืนรอทำหน้าที่
       พุฒิภัทรเดินเข้ามาในชุดเสื้อคอวีสวมกับกางเกงพร้อมทำงาน
       “ความดัน 150-80 การหายใจปกติครับ” แพทย์วิสัญญีบอก
       “ผมจะฉีดสี เพื่อเอ็กซเรย์สมอง ห้องเอ็กซเรย์พร้อมหรือยัง” พุฒิภัทรถาม
       “พร้อมแล้วค่ะ” พยาบาลตอบ
       พุฒิภัทรฉีดสีเข้าคอคนไข้
       
       ช่างเทคนิคนำแผ่นเอกซเรย์มาให้
       “ผลเอ็กซเรย์ครับ”
       พุฒิภัทรอ่านแผ่นฟิล์ม “คนไข้มีอาการเลือดออกในเยื่อหุ้มสมองซีกซ้าย ต้องผ่าตัดเอาเลือดที่คั่งออกโดยด่วน ดูตรงนี้สิ แนวของเส้นเลือดเบี่ยงออกไปจากปกติ เลือดคงออกที่ตำแหน่งนี้..แต่จะรู้ให้แน่ว่าตรงไหน..ต้องเปิดเข้าไปในกระโหลกเท่านั้น”
       
       ไฟห้องผ่าตัดถูกเปิดจนสว่างวาบ
       ชายคนป่วยนอนบนเตียงผ่าตัด มีผ้าคลุมปิดหน้าตาไว้หมดโดยเปิดเฉพาะส่วนศีรษะที่ถูกโกนเกลี้ยงพร้อมผ่าตัดแล้ว
       
       พุฒิภัทรล้างมืออย่างจริงจังโดยเอาแปรงขัดมือด้วย
       
       พุฒิภัทรยืนประจำที่เหนือหัวคนไข้ แล้วถามหมอวิสัญญีเรื่องความดัน หมอวิสัญญีตอบ แพทย์ประจำบ้านเข้ามายืนดูอยู่บริเวณด้านหลังหมอวิสัญญี    
       
       พุฒิภัทรสวมเสื้อคลุมผ่าตัด สวมหมวกคลุมหัว ใส่ผ้าปิดปากอีกครั้ง เขาเลือกอุปกรณ์ต่างๆ มาวางเรียงบนผ้าที่อยู่บนถาดที่วางอุปกรณ์ด้วยตัวเอง
       พุฒิภัทรตั้งสมาธิให้สงบนิ่ง จิตใจไม่วอกแวก แล้วเขาก็หยิบอุปกรณ์เจาะกะโหลกขึ้นมา แล้วเขาก็เจาะกะโหลกด้วยสีหน้าสงบเพราะมีสมาธิสุดๆ
       
       กรองแก้วกระวนกระวายอยู่หน้าห้องผ่าตัด
       
       พุฒิภัทรกำลังเลือกหยิบเครื่องมือต่างๆ ผ่าตัดไปแบบใจเย็น
       
       แสงรำไรจากอาทิตย์ยามเช้าส่องเข้ามาในโรงพยาบาล กรองแก้วยังคงกระวนกระวายเพราะเป็นห่วงพ่อ ประตูห้องผ่าตัดเปิดออก พยาบาลเดินออกมา กรองแก้วรีบพุ่งเข้าไปหาทันที
       “คุณพ่อของแก้วเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ท่านปลอดภัยแล้วค่ะ ไม่มีอะไรน่าห่วง” พยาบาลบอก แก้วโล่งอก “เดี๋ยวอาจารย์หมอกำลังออกมา..ฮ้า ออกมาพอดี อาจารย์คะ คุณแก้ว ลูกสาวคนไข้ค่ะ”
       อาจารย์หมอซึ่งเป็นคนรุ่นลุงของแก้วเดินยิ้มแฉ่งออกมา กรองแก้วยกมือไหว้อาจารย์หมอ
       
       พุฒิภัทรละมือออกแล้ววางอุปกรณ์ลงที่ผ้า
       “คนไข้ปลอดภัยแล้ว” พุฒิภัทรบอก
       
       พยาบาลและแพทย์คนอื่นๆ มองหน้ากันด้วยความดีใจ

ภายในห้องผู้ป่วยรวมแบบอนาถาของโรงพยาบาลอยุธยา พ่อของกรองแก้วนอนหลับตาพริ้มอยู่ที่เตียงริมประตู ส่วนกรองแก้วยืนคุยอยู่กะอาจารย์หมออยู่ที่ริมระเบียง
       
       กรองแก้วน้ำตาจะไหลเพราะรู้สึกกลัวมาก “เนื้องอกในสมอง..ต้องผ่าตัด!”
       “หมอเชื่อว่ามันไม่ใช่เนื้อร้าย แต่มันไปเบียดเนื้อสมองบางส่วน ทำให้ปวดหัว บางทีก็อาจจะวูบไป ทางที่ดี ควรเอาออก แต่เครื่องไม้เครื่องมือของโรงพยาบาลที่นี่..เรายังไม่มี แล้วก็ต้องใช้แพทย์ที่ชำนาญมากๆ..ที่เวลานี้ ก็มีอยู่แต่ที่โรงพยาบาลในพระนครเท่านั้น”
       “แก้วต้องพาพ่อไปรักษาที่พระนครเหรอคะ”
       “ใช่..หมอจะรีบทำเรื่องขึ้นไปนะ ว่าจะมีใครทำได้บ้าง แก้วก็เตรียมตัว ที่จะตามไปดูแลก็แล้วกัน ที่บ้านมีกันสองพ่อลูกเท่านั้นไม่ใช่เหรอ”
       “ใช่ค่ะ..แต่ แก้วจะไปพระนครได้ยังไง จะไปอยู่ที่ไหน กับใคร แก้วไม่เคยเข้าพระนคร ไม่รู้จักใครเลย แล้วไหนจะค่ากินค่าอยู่ ทุกวันนี้ เราก็ต้องทำทุกอย่าง..เพื่อใช้หนี้อยู่แล้ว”
       “ในการรักษา ทางโรงพยาบาลไม่คิดค่าใช้จ่ายกับคนไข้อนาถาหรอกนะ แต่แก้วก็อาจต้องเตรียมหาค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ของตัวแก้วเอง..ระหว่างนี้ หมอจะให้ยารักษาไปตามอาการ..พอประทังไปก่อน”
       “แล้ว..ถ้าไม่ผ่าล่ะคะ” กรองแก้วถาม
       “ถ้าไม่ผ่า .. อาการปวดศีรษะ และอาการวูบ ก็จะมากขึ้น เพราะก้อนเนื้อมันก็จะโตขึ้นๆ”
       กรองแก้วอึ้งแล้วหันไปมองพ่อ เธอเห็นพ่อนอนหลับด้วยสีหน้าสงบ กรองแก้วรู้สึกทุกข์ใจ
       
      ติดตามต่อที่ http://www.manager.co.th/Drama/ViewNews.aspx?NewsID=9560000046286&Page=1 นะคะ^^

Credit : ASTVผู้จัดการออนไลน์
แสดงความคิดเห็น
Preview