วันฮาโลวีน

เน้น'ทักษะ'มากกว่า'เนื้อหา'

กระทู้ข่าว
เทรนด์หลักสูตรโลก เน้น 'ทักษะ' มากกว่า 'เนื้อหา' : ทีมข่าวการศึกษา ... รายงาน

                         ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตร เปิดฉากในงานประชุมเสวนาวิชาการนานาชาติด้านการศึกษาและประชุมปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2556 จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับองค์การยูเนสโก และคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตร ใจความตอนหนึ่งว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้อยู่ปัจจุบัน เป็นหลักสูตรที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2544 หรือกว่า 12 ปี แม้จะมีการปรับแก้ไขเพียงเล็กน้อยในปี 2551 ขณะที่หลักสูตรการสอนในอุดมศึกษามีการทบทวนเนื้อในทุก 5 ปี จึงเป็นที่มาของการปรับหลักสูตรการสอนขั้นพื้นฐานเพื่อสอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
                         "หากเรายังอยู่ในกระบวนทัศน์เดิมของหลักสูตรจะไม่ทันโลก โดยเน้นหลักสูตรที่นำไปสู่การปฏิบัติ และยังได้ข้อมูลจาก สสค.ที่คณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรต้องตระหนักคือ ส่วนใหญ่ของประเทศในขณะนี้มีถึง 70% ที่ไม่ได้เรียนต่ออุดมศึกษาและต้องเข้าสู่ตลาดแรงงาน มีเพียง 30% ที่จบอุดมศึกษาและในจำนวนนี้มีเพียง 10% เท่านั้นที่จบมาแล้วได้งานทำใน 1 ปี ดังนั้นระบบการศึกษาพื้นฐานจึงไม่ควรตอบสนองเพียงแค่เด็กที่เข้าสู่อุดมศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงเด็กกลุ่มใหญ่ของประเทศ" ศ.ดร.ภาวิช กล่าว
                         ศ.ดร.ภาวิช กล่าวต่อว่า การปฏิรูปหลักสูตรพื้นฐานรัฐบาลหวังให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และต่อไปจะมีการปฏิรูปครู เพราะขณะนี้พบปัญหาที่สำคัญคือ การผลิตครูที่มีจำนวนมากแต่กระทบต่อคุณภาพและการมีงานทำ ขณะนี้มีผู้ที่มีใบอนุญาตการสอนถึง 1 ล้านคน และเป็นครูอยู่ 6 แสนคน หากเทียบอัตราส่วนระหว่างนักเรียนและครูขณะนี้คือ ครู 1 คนต่อนักเรียน 19 คน ซึ่งอยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสม แต่ปัญหาคือ ความล้มเหลวของการกระจายครู ทำให้เกิดปัญหาความขาดแคลนครูในบางพื้นที่ หากมีระบบไอซีทีที่ดีก็จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ จึงกำลังเสนอการขับเคลื่อนไอซีที โดยรัฐบาลเตรียมจัดทำระบบไซเบอร์โฮม เพื่อใช้ไอซีทีที่เข้าถึงทุกบ้าน
                         นางสเตลล่า ยู นักวิเคราะห์นโยบายการศึกษาของยูเนสโก กล่าวถึงผลการศึกษา “การปฏิรูปหลักสูตรในต่างประเทศ” ว่า การปรับหลักสูตรในแต่ละประเทศนั้น เด็กและเยาวชนต้องได้รับการศึกษาที่สอดคล้องกับเป้าหมายและทิศทางในการพัฒนาประเทศเป็นสำคัญ โดยสิ่งที่เรียนต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต สังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งต่างจากในอดีต ที่ “หลักสูตรเก่า” มักถูกสร้างขึ้นเพื่อ “ถ่ายทอดความรู้” ขณะที่ “หลักสูตรใหม่” ถูกสร้างขึ้นเพื่อพัฒนา “ทักษะ” ของผู้นำไปใช้ ดังนั้นหลักสูตรแบ่งเป็น 3 ลักษณะ 1.การจัดหลักสูตรจากส่วนกลาง 2.การจัดหลักสูตรแบบยืดหยุ่น และ 3.การจัดหลักสูตรแบบผสมผสาน โดยเฉพาะหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 นั้น “ทักษะ” มีความสำคัญและจำเป็นมากกว่า “องค์ความรู้” ซึ่งสามารถหาได้ แต่จะทำอย่างไรให้เด็กเยาวชนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
                         นางสเตลล่า ได้พูดถึงแนวโน้มของโลกในการปฏิรูปหลักสูตร โดยยกตัวอย่างประเทศฟินแลนด์ ที่ได้รับการจัดอันดับ 1 หลายสมัยจากสถาบัน OECD ว่า ใช้หลักสูตรผสมผสาน คือ แม้จะมีหลักสูตรแกนกลาง แต่หน่วยงานจัดการศึกษาระดับท้องถิ่นหรือสถานศึกษาสามารถปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์และความต้องการที่จำเป็นของผู้เรียนได้ ส่วนประเทศญี่ปุ่นมีการทบทวนหลักสูตรทุก 10 ปี โดยกระทรวงศึกษาธิการจะทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงกีฬา กระทรวงวิทยาศาสตร์ และกระทรวงเทคโนโลยี (MEXT) ในการวางรากฐานของหลักสูตรร่วมกัน เพื่อสร้างและขัดเกลาให้เด็กเยาวชนมีบุคลิกที่เฉพาะตัว บนพื้นฐานของความสนุกในการใช้ชีวิตและสร้างให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในอนาคต โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1.ความสามารถทางวิชาการ (Academic Abilities) เช่น การคิดวิเคราะห์ ประเมินได้อย่างเป็นอิสระ การค้นหาคำตอบและการแก้ปัญหา 2.จริยธรรมและคุณธรรม (To Be Rich in Humanity) และ 3.จิตใจที่สดใสในร่างกายที่สมบูรณ์ (A Sound of Body) ขณะที่ประเทศสิงคโปร์จะเน้นหลักสูตรที่ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่ไม่ทิ้งทักษะชีวิตและการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านลักษณะการทำงานเป็นโปรเจกท์
                         ด้าน ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานคณะกรรมการ สสค. คนที่ 2 กล่าวว่า ปฏิรูปการศึกษาต้องนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่แค่ปฏิรูปเพื่อการศึกษา เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ 3 ด้าน คือ “แก่ จน และโง่” นั่นคือ 1.ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมวัยชรา มีการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเกิดขึ้น 1 ใน 3 และในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเห็นโรงเรียนอาชีวะร้างเกิดขึ้น 2.ความยากจน เป็นโชคร้ายของไทยที่ส่วนใหญ่มีเงินออมไม่เพียงพอเพื่อยังชีพเมื่อเข้าสู่วัยชรา และ 3.ระดับการศึกษาของแรงงานไทยที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ จะพบว่า เด็กที่จบ ม.3 แล้วยังคิดเลขไม่ได้ ขณะที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ต่ำกว่าชั้นประถมศึกษา ทำให้คนไทยไปเป็นแม่บ้านต่างชาติเหมือนฟิลิปปินส์ไม่ได้ เพราะสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ ช่างฝีมือไทยจะไปทำงานต่างประเทศก็ติดปัญหาเรื่องภาษา
                         "เด็กในระบบการศึกษาพื้นฐาน 10 ล้านคน แต่เราทิ้งประชากรวัยแรงงานถึง 35 ล้านคนเอาไว้ ทั้งที่คนกลุ่มนี้ในอนาคตเป็นแรงงานสำคัญของประเทศ เพราะแนวโน้มอัตราการเกิดของเด็กไทยลดลง หากหวังรวยใน 1-2 ทศวรรษนี้ต้องลงทุนพัฒนาคนกลุ่ม 35 ล้านคนนี้ โดยใช้โรงเรียนช่วงกลางคืนเป็นที่พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน" ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว
                         ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาเพื่อปฏิรูปประเทศต้องนำไปสู่การทำงานและการมีงานทำ ไม่ใช่การไต่บันไดเพื่อเข้าอุดมศึกษา เพราะสถิติของผู้ที่ตกงานสูงสุดคือ ปริญญาตรี วุฒิการศึกษาจึงไม่ใช่หลักประกันของการมีงานทำ ดังนั้นหลักสูตรควรเน้นทักษะการปฏิบัติให้เกิดการพัฒนาความรู้ความสามารถ รวมถึงการส่งเสริมให้สถานประกอบการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนในการจัดการศึกษามากขึ้น โดยรัฐเปลี่ยนบทบาทจากคนจัดการศึกษาเป็นคนซื้อบริการ เพื่อให้เกิดการประกันการศึกษาที่มีคุณภาพ เพราะหลักสูตรเดิมเรียน 8 โมงเช้าเลิก 4 โมงเย็น เด็กรับจ้างมาเรียน ไม่เหมาะกับเด็กยากจนที่หลุดจากระบบการศึกษาถึง 1.2 ล้านคน

เครดิต จาก คมชัดลึก

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  โรงเรียน การเรียน การศึกษา