วันปิยะมหาราช

มีเงินล้านแล้ว มีบ้านแล้ว แต่ก็ยังอยากมี " บ้านเดี่ยวกลางเมือง " แต่ก็เหนื่อยนะ เราควรตัดใจ หรือควรจะไขว่คว้ามันดีคะ

กระทู้คำถาม
อยู่บ้านทาวน์เฮาส์แบบใช้ฝาผนังเดียวกับข้างบ้าน แล้วโชคร้ายเจอคนไม่น่ารัก ชอบเปิดเครื่องเสียงดังๆ, ทำอาหารตอนกลางคืน ฯลฯ คือโครงสร้างบ้านไม่ดีด้วย สังคมก็ไม่ดีด้วย เพราะบ้านราคาถูก ถ้าได้อยู่บ้านเดี่ยว ที่แพงกว่า คงเป็นส่วนตัวมากกว่านี้ คงมีสังคมที่ดีกว่านี้ .....   

เห็นเพื่อนโพสต์รูป " บ้านเดี่ยวในเมือง " ที่เพิ่งซื้อ ราคา 6-7 ล้านบาทแล้ว ( กู้ร่วม ) บอกเพื่อนไปตรงๆว่า อิจฉาอ่ะค่ะ >.<" จขกท ลองศึกษาข้อมูลดู สมมติว่าบ้านราคา 6 ล้าน ก็ผ่อนเดือนละ 3 หมื่นกว่าบาทเลยนะ T_T แต่ตอนนี้ จขกท. รายรับ 20,000 เอง T_T" ( หาคนกู้ร่วมก็ไม่ได้ด้วย )

ที่ผ่านมา จขกท.ใช้ความพยายามในการออมเงิน ก็เก็บเงินได้อยู่นะคะ เคยฮึดสู้ดูว่า วุฒิการศึกษาเราก็มี ( เท่ากับเพื่อนที่ซื้อบ้านราคา 6 ล้านนั่นแหละ ) ลองทำงานเพิ่มเติมไหม ? หรือว่าลองใจกล้า เอาเงินล้านของตัวเองมาต่อยอดดู ? เหมือนคนอื่นๆ ในห้องสินธรกับเค้าบ้าง

แต่ว่า แอบขัดแย้งในตัวเองอ่ะค่ะ -*- อย่างไปบ่นกับคุณแม่  คุณแม่ส่ายหัว...ตอบกลับมาว่า " ทำไมเธอไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ว่าบ้านหลังนี้มันมีข้อดีอย่างไร และงานที่ทำอยู่ตอนนี้ ก็ทำแบบสบายใจ ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก มันก็ดีแล้ว ฯลฯ "

ใจนึงก็คิดว่า ควรจะไขว่คว้าไหม ??? ยังไงถ้ารวยขึ้น มันก็ต้องดีกว่าอยู่แล้ว ..... แต่ก็นั่นแหละ ถ้าทำงานเพิ่มในวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะไม่ได้ไปหาคุณแม่ T_T" ก็จะเหนื่อยอีก ( ที่ผ่านมา กว่าจะเก็บเงินล้านได้ก็แอบเหนื่อย อยากพักแล้ว อยากเอาเงินไปเที่ยวแล้ว ) และทำไปทำมา ก็อาจจะตั้งคำถามว่า ทำไปทำไม....บ้านราคา 6 ล้าน  ทำเท่าไรก็ไม่พอหรอก !!! มันแพงมากเลยนะ สำหรับชนชั้นกลางธรรมดาสามัญ ( อย่าง จขกท ) ทำเท่าไรก็ไม่น่าจะพอจริงๆนั่นแหละ T_T ( คือหาเงินเท่าไรก็ซื้อไม่ได้หรอก อารมณ์ประมาณนั้น )

คุณล่ะคะ อยากอยู่บ้านเดี่ยวใจกลางเมือง หรือเปล่า ..... หรือคิดว่า ควรต้องไขว่คว้ามันมา หรือเปล่า
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 44
อ่านแล้วนึกถึงนิทานเรื่องนี้ค่ะ

นิทานเรื่องหนึ่ง เล่ากันมาว่า....

ชายหนุ่มผู้หนึ่งมาฝึกบำเพ็ญตบะกับอาจารย์ หลังจากฝึกมาได้หลายปี

อาจารย์เห็นว่าศิษย์มีความสามารถแก่กล้า แล้ว จึงอนุญาตให้ไปบำเพ็ญพรตแต่ผู้เดียวในอีกแคว้นหนึ่ง

หนุ่มผู้นั้น มาปลูกกระท่อมนอกหมู่บ้าน แล้ววันหนึ่งก็พบว่าเสื้อของตนซึ่งมีอยู่ เพียงตัวเดียว มีรอยหนูกัด พอปะชุนแล้ว

วันต่อมาหนูก็ยังมากัดอีก เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาคิดหาทางแก้อยู่หลายวัน

ในที่สุดก็ไปหาแมว มาปราบหนูแต่เมื่อได้แมวมา เขาก็ต้องไปหานมมาเลี้ยงแมวด้วย

หลังจากไปขอนมวัวจากชาวบ้านอยู่เดือนหนึ่ง ก็คิดว่าแทนที่จะเดินไปขอนมในหมู่บ้าน สู้หาวัวมาเลี้ยงดีกว่า

ครั้งหาวัวมาเลี้ยงแล้วก็ต้องหาหญ้าให้มันด้วย เนื่องจากไม่ต้องการเสียเวลาบำเพ็ญพรต

เขาก็เลยไปจ้างลูกสาวชาวบ้านมาเกี่ยว หญ้าให้วัว

ผ่านไปหลายเดือนเงินที่ขอทานจากชาวบ้านก็ร่อยหรอไปเกือบหมด

ก็เลยหาทางออก ด้วยการแต่งงานกับสาวเสียเลย จะได้ไม่ต้องเสียเงินจ้าง

เมื่อมีสาวมาอยู่แล้ว ก็ต้องช่วยกันทำมาหากิน ในที่สุดก็เลยเลิกบำเพ็ญพรต กลายมาเป็นพ่อค้า หากินจนร่ำรวย

แล้ววันหนึ่งอาจารย์ก็มาเยี่ยม พอเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือ เป็นหลังมือ อาจารย์ก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

ชายผู้นั้นอธิบายว่า

"นี่เป็นวิธีที่ผมจะรักษาเสื้อของผมน่ะครับ"


นิทานเรื่องนี้สอนอะไร ?
การรักษาเสื้อนั้นมีหลายวิธี แต่ตัวเอกในเรื่องรักษาเสื้อด้วยการหา
"เครื่องทุ่นแรง" หรือวิธีที่ทำให้เหนื่อยน้อยที่สุด

แต่ปรากฏว่าวิธีดังกล่าวแม้จะแก้ปัญหาหนึ่งได้ กลับสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาแทน และเมื่อแก้ด้วยวิธีที่คิดว่าสะดวกสบายที่สุด ก็มีปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก จนในที่สุดชีวิตก็ค่อยๆ คลาดเคลื่อนจากจุดหมายเดิม จนผันแปรไป

กลายเป็นว่าแทนที่เสื้อจะช่วยรับใช้ชีวิตนักพรต กลับต้องละทิ้งชีวิตนักพรต เพื่อรับใช้เสื้อ


ตัวอย่าง ชัดเจนก็คือ รถยนต์ เราได้รับความสะดวกสบายจากรถยนต์หลายอย่าง โดยเฉพาะการทุ่นเวลาในการเดินทาง แต่ใครที่มีรถยนต์ก็ย่อมรู้ว่า มันนำภาระและความไม่สะดวก สบายมาให้แก่เจ้าของ หลายอย่าง ไหนจะต้องดูแลรักษาและเช็ดล้างเป็น อาจิณ ไหนจะต้องวุ่นวายกับการหาที่จอดรถ ไหนจะต้องมีภาระการเงิน เพิ่มขึ้น และไหนจะต้องคอยป้องกันไม่ให้ใครมาทำอะไรมัน (เช่น ขูดสี หรือลักขโมย) รวมเงินทองและความสุขสบายที่หดหายไปแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าจะคุ้มกับเวลาที่ประหยัดไป หรือไม่ เรายังเสียเวลาเพื่อหาเงินมาเป็นค่า น้ำมัน ค่าอะไหล่ ค่าประกัน ค่าจอดรถ รวมทั้งค่าผ่อนส่ง หรือค่าออกรถ
ในสหรัฐอเมริกา เคยมีการคำนวณพบว่าคนอเมริกันเสียเวลาไปกับรถยนต์วันละ ๓๒ กิโลเมตร นั่นหมายความว่ารถยนต์ช่วยให้คนอเมริกันเดินทางด้วยความเร็วเพียง ๘ กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ช้ากว่าการขี่จักรยานด้วยซ้ำ


นี่ว่าเฉพาะอุปกรณ์อำนวย ความสะดวกเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น

ในชีวิตเรายังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมายนับไม่ถ้วน น่าคิดว่าสิ่งที่เราต้องสูญเสียไปเพราะความสะดวกทั้งหลายเหล่านี้ รวมกันแล้วจะมีมากมายสักเพียงใด แต่เชื่อว่ามีอย่างน้อย ๒ อย่างที่ได้รับผลกระทบนั่นคือเวลาและความสุข

เคยสงสัยไหมว่า....ในสังคมที่เจริญมั่งคั่ง เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ผู้คนกลับมีเวลาว่างน้อยกว่าชาวบ้านในชนบทที่แทบไม่มีเครื่องทุ่นแรงทุ่นเวลาเลย ทั้ง ๆ ที่คนกลุ่มหลัง ต้องเดินด้วยเท้า ทำนาด้วยแรงของตนจะกินน้ำก็ต้องไปหาบ กว่าจะได้กินข้าวก็ต้องรอเป็นชั่วโมง แต่เขากลับมีเวลาให้กับครอบครัวอย่างเหลือเฟือ สามารถนอนเอกเขนกได้เป็นวัน ในขณะที่คนในเมืองไม่มีเวลาแม้กระทั่งกินข้าวพร้อมหน้ากันทั้งบ้าน แถมยังนอนไม่เต็มอิ่ม ถามว่าเวลาของเขาไปไหนหมด ?

ส่วนหนึ่งก็เพราะเสียเวลาไปกับสิ่งอำนวยความ สะดวกทั้งหลายไม่ว่ารถยนต์ โทรทัศน์ วีดีโอ โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ ไหนจะเสียเวลากับการเสพสิ่งเหล่านั้น และไหนจะเสียเวลาหาเงิน เพื่อซื้อสิ่งเหล่านั้นมาเสพ

ในทำนองเดียวกัน เมื่อชีวิตยุ่งเหยิงวุ่นวายจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตนเองแล้ว ความสุขจะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร มีแต่จะลดลง ถ้าสิ่งอำนวยความสะดวกทำให้ชีวิตมีความสุขเพิ่มขึ้นตามปริมาณสิ่งเสพแล้ว คนร่ำรวยมีชีวิตที่หรูหราอู้ฟู่ ก็ย่อมมีความสุขมากกว่าคนทั่วไป

แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กันว่า คนรวยมีสิทธิเป็นโรคประสาทหรือฆ่าตัวตายไม่น้อยไปกว่าคนทั่วไป ยิ่งเอาสถิติของประเทศร่ำรวย มาเทียบกับของประเทศยากจน ก็จะเห็นว่าคนรวยเป็นโรคประสาทหรือฆ่าตัวตายมากกว่าคนจน
สิ่งอำนวยความสะดวกช่วยให้ชีวิตมีความสุขในระดับหนึ่งเท่านั้น

นี่คือเหตุผลประการหนึ่ง ที่คนพอมีพอกิน มีความสุขมากกว่าคนที่หาเช้ากินค่ำ แต่ถ้ามีสิ่งอำนวยความสะดวกมากเกินขีดหนึ่งไปแล้ว ความสุขมีแนวโน้มจะลดลง เพราะต้องคอยห่วงกังวลกับการดูแลรักษามัน ถ้าคุณมีเครื่องเสียงราคานับล้านๆ ถึงมันจะบรรเลงเพลงได้ไพเราะเสนาะโสดเพียงใด ความสุขของคุณจะหายไปโดยพลัน หากมีเด็กปราดเข้ามาหามันอย่างไม่ประสีประสา มันให้ความสะดวกสบายแก่เรา แต่มันก็เป็นภาระแก่เราด้วยในเวลาเดียวกัน


สิ่งอำนวยความสะดวกยังเรียกร้องต้องการความใส่ใจจากเราอีกหลายอย่าง นอกจากต้องคอยห่วงพะวงถึงมันแล้ว ยังต้องคอยคิดปรับแต่งมันให้ดีขึ้นวิเศษขึ้นไม่ได้หยุด เพราะผู้ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ไม่เคยอยู่เฉย แต่จะหมั่นผลิตอุปกรณ์เสริม (หรือ Accessories) เพื่อล่อลูกค้าให้ซื้อไปต่อเติมเข้ากับอุปกรณ์ที่มีอยู่ แล้วเสมอๆ หรือทดแทนส่วนประกอบเดิมที่ "ล้าสมัย" ใครที่ซื้อคอมพิวเตอร์ สักเครื่องแล้วหยุดเพียงเท่านั้น แทบจะนับตัวได้ ส่วนใหญ่เมื่อมาแล้วก็ต้องหาเรื่องซื้ออะไรต่ออะไรไม่ได้หยุด อาทิ ลำโพง ไมโครโฟน สแกนเนอร์ และกล้องดิจิตอล มาประกอบ ไม่ต้องพูดถึงโปรแกรมหรือซีดี ที่มีให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ปลุกเร้าความต้องการของเราไม่ได้หยุด ทำให้เกิดความทุกข์ที่ต้องบำบัดด้วยการดิ้นรน แสวงหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ได้มาแล้วก็ไม่เคยหยุดหรือพอใจเสียที

ความไม่รู้จักพอของนักเล่นคอมพิวเตอร์ ชวนให้นึกถึงนิทานจีนเรื่องตะเกียงงาช้าง เรื่องมีว่า.....

กษัตริย์พระองค์หนึ่ง เดิมเสวยพระกระยาหารด้วยตะเกียบไม้ แต่อยู่มาวันหนึ่งทรงอยากได้ตะเกียบงาช้าง เสนาบดีคัดค้านอย่างไรก็ไม่เป็นผล ครั้นได้ตะเกียบงาช้างแล้ว พระองค์ก็เริ่มไม่พอพระทัยเครื่องเคลือบดินเผา จึงให้หาถ้วยชามที่ทำจากนอแรดและหยกมาใช้แทน ต่อมาแทนที่จะเสวย ถั่วและผักดังแต่ก่อน พระกระยาหารก็เปลี่ยนมาเป็นอาหารเลอรส เช่น ตีนหมีและลูกเสือดาว ไม่นานก็ทรงทิ้งฉลองพระองค์ที่ทำจากผ้าเนื้อหยาบ และให้รื้อวังที่สร้างอย่างสามัญ เปลี่ยนมาใช้ฉลองพระองค์ ไหมอย่างดี และสร้างวังใหม่อย่างวิจิตรพิสดาร นับแต่นั้นก็ทรงหมกมุ่นอยู่ในความสำราญ ไม่ใส่ใจในราชกิจ ซ้ำยังทรงลุแก่อำนาจ ราษฎรเดือดร้อนอย่างยิ่ง จนในที่สุด ก็ลุกฮือและขับพระองค์ออกจากราชบัลลังค์ .


สิ่งอำนวยความสะดวกมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนี้ ใครที่หลงไปกับมัน ก็ง่ายที่จะเป็นทุกข์เพราะมัน และคนที่จะหลงมันได้ง่ายที่สุด ก็คือ คนมีเงิน เพราะเงินเปิดโอกาสให้เราเข้าครอบครองมันได้ง่ายขึ้น

เพราะเหตุนี้คนร่ำรวยจึงมีโอกาสที่จะทุกข์ได้มาก เคยมีการสอบถามความเห็นของคนอเมริกันที่ถูกล็อตเตอรี่จำนวน ๑,๐๐๐ คนในรอบ ๑๐ ปี ปรากฏว่ามีน้อยคนที่บอกว่ามีความสุขเพิ่มขึ้นหลังจากได้เงินรางวัล ส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีความสุขน้อยลงหลังจากได้เงินรางวัลไปแล้ว ๖ เดือน ทั้งๆ ที่มีเงินทองและสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เศรษฐีใหม่ ที่ร่ำรวยอย่างรวดเร็วจากราคาหุ้นประเภทไฮเทคที่พุ่งพรวดในสหรัฐอเมริกา มักจะมีปัญหาทางจิตใจคล้ายๆกันคือ รู้สึกวิตกกังวลอย่างมากว่า เงินมากมายมหาศาลของตนนั้น จะหายวับไปอย่างรวดเร็ว พอๆกับตอนที่ได้มา ทั้งยังรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างมากขึ้น เพราะมีช่องว่างกับเพื่อนเก่า จนมีปัญหาแม้แต่เวลาจะพูดเรื่องพื้น ๆ เช่น รถยนต์ การซ่อมบ้าน ฯลฯ นอกจากนั้นสถานภาพที่เปลี่ยนไป ยังทำให้มีเรื่องต้องครุ่นคิดตัดสินใจมากขึ้น แม้แต่จะซื้อของขวัญให้ใคร ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว หลายคนยอมรับว่าตนมีความสุขมากกว่าตอนที่มีเงินน้อยกว่านี้ ความทุกข์ใจที่เกิดกับเศรษฐีพันล้านนี้ บางคนเรียกว่า
"โรฉับพลัน"


สิ่งอำนวยความสะดวกไม่เพียงแต่จะก่อปัญหาแก่บุคคลเท่านั้น หากยังสามารถสร้างภาระแก่สังคมได้มาก กล่องโฟมเป็นตัวอย่างง่ายๆ มันช่วยให้เราพกพาอาหารได้สะดวกขึ้น แต่ก็สร้างปัญหาในการกำจัดขยะ แถมยังเป็นอันตรายต่อบรรยากาศโลก และส่งผลถึงสุขภาพของเราในที่สุด

ลองพิจารณาดูจะพบว่ามีปัญหามากมาย ในสังคมที่เกิดขึ้นเพราะการคำนึงถึงแต่ความสะดวกสบาย ไม่ต้องดู อื่นไกล ดูอย่างการแก้ปัญหาจราจร วิธีที่นิยมใช้กันทุกวันนี้ก็คือการ สร้างถนน หรือขยายผิวถนนเพิ่มขึ้น แน่ล่ะวิธีนี้ทำให้เราสะดวกสบายกว่าการแก้ปัญหาโดยวิธีควบคุมปริมาณรถยนต์หรือการกดดันให้ผู้คนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนกันมากๆ แต่ในขณะที่เราเดินทางได้สะดวกสบายเพราะการสร้างถนน เราก็สูญเสียความสะดวกสบายอีกหลายอย่าง อาทิ ความสบายในการหายใจอากาศที่บริสุทธิ์ หรือความสะดวกในการเดินทางด้วยจักรยาน หรือด้วยการเดินเท้า ทั้งนี้เพราะยิ่งสร้างถนน คนก็ยิ่งใช้รถกันมากขึ้น ขณะเดียวกันการระดมสร้างถนนยังทำให้เกิดความไม่สะดวกอีกหลายอย่าง เช่น ลำคลองเน่าเหม็น ทั้งนี้เพราะเมื่อคลองถูกถมเป็นถนนจนแทบไม่เหลือ ย่อมเกิดปัญหา การระบายน้ำเสีย และเป็นเพราะการถมคลองนี้เอง ในที่สุด ก็ทำให้น้ำท่วมได้ง่าย ฝนตกทีน้ำก็ท่วมถนน จนจราจรแน่นขนัด กลายเป็นว่าความสะดวกสบายในการเดินทางไป ๆ มา ๆ ก็หดหายไป เพราะการสร้างถนนอย่างไม่บันยะบันยัง ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงการสูญเสียเสรีภาพในการสัญจรด้วยเรือ และการสูญเสียเงินตราต่างประเทศอย่างมหาศาล เพราะการนำเข้ารถยนต์และน้ำมัน เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจตามมา


ที่พูดนี้มิได้หมายความว่าความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ไม่ดี ที่เราต้องหลีกเลี่ยง หากแต่ต้องการชี้ว่า ความสะดวกสบายนั้น เราไม่เคยได้มาเปล่า ๆ เลย มันมีราคาที่เราต้องจ่ายอยู่เสมอ เมื่อได้ความสะดวกสบายมาอย่างหนึ่ง ก็หมายความว่า เราต้องสูญเสียบางอย่างไปและบางอย่างที่เราสูญเสียนั้น อาจมีคุณค่าหรือมี "ราคา" แพงกว่าความสะดวกสบายที่เราได้รับด้วยซ้ำ เช่น ความสงบสุขในชีวิต หรือเวลาที่จะให้แก่ตนเอง และครอบครัว ความราบรื่นในสังคม รวมไปถึงความบริสุทธิ์สะอาดของสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะอ้าแขนรับความสะดวกสบายอะไร สักอย่าง ควรไต่ตรองให้ถี่ถ้วนว่า มีอะไรบ้างที่เราจะต้องสูญเสียไปเพื่อแลกกับความสะดวกสบายดังกล่าว...

------------------


เครดิต http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=travelaround&group=47
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  บ้าน สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย