วันปิยะมหาราช

สัมมาคารวะ - ลีลาวาทะสมเด็จโตฯ #7

กระทู้ข่าว



ลีลาวาทะสมเด็จโตฯ Playlist : http://www.youtube.com/watch?v=BcFoFMH5vbg&feature=share&list=PLrbtPm-Mn-HrvzyXIFgB2oNCBs50mdai-

โดย ร้อยเอกประชุม สุขสำราญ (ขณะนี้ พันเอก)
ให้เสียงโดย ฟ้าทะลายโจร

เนื้อเรื่องตอนที่ 7
- สัมมาคารวะ
- ยศช้าง...ขุนนางพระ
- ประกาศห้ามพระพายเรือ

ลีลาวาทะสมเด็จโตฯ #8 ยอดนักเทศน์
Link : http://youtu.be/hJknqw2TilA

๐ วาจาอ่อนหวาน

ตามปกติ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านพูด จ๊ะ จ๋า กับคนทุกคน แม้กับสัตว์ เดรัจฉาน ท่านก็พูดอย่างนั้น เช่น คราวหนึ่ง ท่านเดินทางไปพบสุนัขนอนขวางทางอยู่ ท่านพูดกับสุนัขนั้นว่า "โยมจ๋า ขอฉันไปทีจ้ะ" แล้วท่านก็ก้มกายเดินหลีกทางไป

มีผู้ถามว่าทำไมท่านจึงทำดังนั้น ท่านตอบว่า "ฉันไม่รู้ได้ว่า สุนัขนี้เคยเป็นพระโพธิสัตว์หรือไม่ เพราะในเรื่องชาดก กล่าวว่า ในกาลครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสุนัข"

..............................................................

๐ ติดบ่วงแทนนก

นอกจากนี้ ท่านยังแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งหลายทั่วกัน ไม่จำกัดขอบเขตว่า จะเป็นสัตว์ชนิดใด เมื่อพบสัตว์ประสบทุกข์ต้องภัยพิบัติ ท่านก็ช่วยเหลือแก้ไขด้วยการุณยจิต

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปต่างจังหวัด ระหว่างทางได้มองเห็นนกตัวหนึ่งติดแร้วอยู่ กำลังดิ้นรนเพื่อจะเอาชีวิตให้รอดไป แต่ก็ไม่สามารถหลุดไปจากแร้วได้ ท่านจึงแก้บ่วงแร้วปล่อยนกนั้นไป แล้วท่านก็เอาเท้าของท่านสอดเข้าไปในบ่วงนั้น นั่งทำทีเป็นติดแร้วไปไม่ได้ เมื่อคนเดินผ่านมาพบ ก็เข้าไปจะช่วยแกะเชือกแก้บ่วงออก ท่านไม่ยอมให้แก้บอกให้ไปตามเจ้าของแร้วมาก่อน เมื่อเจ้าของแร้วมา ท่านก็บอกความจริงว่า นกติดแร้วแต่ท่านช่วยปล่อยนกนั้นไป จึงขอติดแร้วแทนนก

เจ้าของแร้วบอกท่านว่า ไม่เป็นไร อนุญาต ยินยอมให้ท่านปล่อยนกนั้นได้ โดยไม่ติดใจโกรธแต่อย่างใด ท่านจึงแก้บ่วงจากเท้า แล้วบอกให้เจ้าของแร้วกรวดน้ำ ท่านยถาสัพพี เสร็จแล้วท่านจึงออกเดินทางต่อไป

เรื่องการแก้บ่วงปล่อยนกไปนั้น ว่าตามทางพระวินัย ท่านมีความผิดเพราะนกนั้นเป็นทรัพย์มีเจ้าของแล้ว ปรับเป้นภัณฑไทย ดังนั้น ท่านจึงต้องคอยให้เจ้าของแร้วอนุญาตก่อนจึงพ้นผิดได้

อนึ่ง การปล่อยนกในฐานะเช่นนั้น นับเป็นทานอย่างหนึ่งเรียกว่า อภัยทาน การที่เจ้าของแร้วให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ ปล่อยนกได้นั้น จึงจัดว่าได้บำเพ็ญกุศลที่เรียกว่า อภัยทานนั้นอีกทางหนึ่งด้วย ท่านจึงบอกให้เจ้าของแร้วกรวดน้ำ และท่านกล่าวคำอนุโมทนาดังกล่าว

..............................................................

๐ ยอดนักเทศน์

เจ้ประคุณสมเด็จฯ เป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก เป็นที่นิยมยกย่องอยู่ทั่วไป แววแห่งการเป็นนักเทศน์ของท่านนั้นปรากฏตั้งแต่เมื่อเป็นสามเณร ใครๆ ก็ชมว่าเทศน์ได้ไพเราะนัก พระบาทสมเด็จฯพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดมาก เมื่ออุปสมบทเป็นพระแล้วยิ่งเป็นนักเทศน์มีชื่อเสียง คนทุกชั้นบรรดาศักดิ์นิยมนับถือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ก็ทรงพระเมตตาทุกพระองค์ว่า ท่านเทศน์ดีเยี่ยมยอด ทั้งในทางธรรมวัตรและมหาชาติ ถึงได้รับยกย่องว่า เป็นพระธรรมกถึก เอกองค์หนึ่ง ในวงการศาสนา

มีกิจอันหนึ่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงบำเพ็ญ คือทรงสดับพระธรรมเทศนาทุกวัน เป็นประเพณีมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 1, ที่ 2, ที่ 3, ที่ 4 และที่ 5 ก็ทรงประพฤติพระราชานุกิจอันนี้

เล่ากันว่า ในรัชกาลที่ 4 ครั้งหนึ่ง เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ถวายเทศนาที่ในพระราชฐาน 3 วัน ติดต่อกัน เนื่องในการเสด็จออกทรงธรรมตามพระราชานุกิจนั้น วันที่ 1 ผ่านไปแล้วถึงวันที่ 2 พระบาทสมเด็จฯพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะทรงสดับพระธรรมเทศนาแต่เพียงย่อๆ เพราะมีพระราชกิจคอยอยู่อย่างหนึ่ง (นัยว่า เจ้าจอมประสูติ) แต่หาได้รับสั่งให้ทราบไม่ เห็นจะทรงเกรงอัธยาศัย จึงคงประทับฟังจนจบ แต่ว่าวันนั้นเจ้าประคุณสมเด็จฯถวายเทศน์วันนั้นพิสดารยืดยาวมาก

ครั้นถึงวันที่ 3 พอพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ท่านก็ขึ้นธรรมาสน์ถวายศีล บอกศักราช ถวายพระพรตามแบบการเทศน์แล้วตั้งนะโม 3 จบ ตั้งคาถาเดินเรื่องแล้วแปลสัก 2-3 คำ ท่านก็กล่าวขึ้นว่า จะถวายพระธรรมเทศนาหมวดใดๆ ก็ทรงทราบอยู่หมดแล้ว เอวัง ก็มีด้วยประการ ฉะนี้ ลงจบเทศนา แล้วลงจากธรรมาสน์

พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถามถึงเหตุว่า ไฉนในวันก่อนถวายเทศน์ยืดยาวมาก และวันนี้ทำไมถวายน้อยนัก ท่านถวายพระพรว่า "เมื่อวานนี้มหาบพิตรพระราชสมภารเจ้ามีพระราชหฤทัยขุ่นมัว ด้วยทรงมีกังวล จะดับความขุ่นมัวได้ต้องทรงสดับพระธรรมเทศนาให้มาก ส่วนวันนี้ มีพระราชหฤทัยผ่องใส จะไม่ทรงสดับก็ได้"

ว่าพระบาทสมเด็จฯ พระเจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระโอษฐ์แล้วไม่ตรัสว่ากระไร
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview