โละแก๊งไอติม “มาร์ค”กู้ภาพลักษณ์ปชป.

กระทู้ข่าว



พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เคยมีภาพลักษณ์เป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ

แต่ปัจจุบันภาพพจน์ของพรรคการเมืองนี้เปลี่ยนไป

“ดีแต่พูด” กลายเป็นภาพพจน์ใหม่ในปัจจุบันที่ทำท่าว่าจะล้างออกยากหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในพรรค

ภาพพจน์ดีแต่พูดเกิดมาจากไหน?

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเกิดจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนปัจุบัน ที่บุคลิกส่วนตัวเป็นคนพูดดี มีหลักการ แต่มักทำไม่ได้ในความเป็นจริง

โอกาสในการนั่งบริหารประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนานเกือบ 3 ปี พิสูจน์ระดับฝีมือแล้วว่าไม่เทียบเท่าระดับฝีปาก

หากทำได้สักครึ่งหนึ่งของที่พูดไว้พรรคประชาธิปัตย์คงเป็นพยัคฆ์ติดปีก ไม่แพ้การเลือกตั้งต่อพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มือใหม่หัดขับทางการเมือง อย่างหลุดลุ่ยในปี 2554

หากย้อนไปดูชัยชนะในสนามเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งสุดท้ายต้องย้อนไปถึงปี 2535 ที่ได้ ส.ส. มากที่สุดในสภา 79 เสียง ส่งนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากนั้นมาการเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์อีก 2 ครั้งระหว่างปี 2540-2543 และ 2551-2554 ล้วนเกิดจากส้มหล่นทางการเมือง

นายอภิสิทธิ์ที่ถูกดันขึ้นมากอบกู้พรรคด้วยภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ มีความรู้ดี ตั้งความหวังชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลด้วยลำแข้งของตัวเอง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

ซ้ำยังฉุดให้ภาพลักษณ์ของพรรคตกต่ำลงกว่าที่เคยเป็น

ถูกวิจารณ์อย่างมากว่ายุคนายอภิสิทธิ์ได้เปลี่ยนสถาบันทางการเมืองเก่าแก่ให้เป็นสนามเด็กเล่น เพราะปล่อยให้คนรอบกายที่ถูกขนานนามว่าแก๊งไอติมเล่นการเมืองแบบจิกกัด ไร้สาระ

สิ่งนี้พิสูจน์ได้จากคำให้สัมภาษณ์ของนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดไว้น่าสนใจตอนหนึ่งว่า

“ผมให้เกรดนายกฯยิ่งลักษณ์มากกว่าหัวหน้าพรรคของผม คุณอภิสิทธิ์ก็ทำงานดีถ้าไม่มีไอ้ลูกน้อง 3-4 คน ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์ได้คะแนนไม่เกิน 60 ส่วนคุณยิ่งลักษณ์ไม่เกิน 75 คุณอภิสิทธิ์พูดเก่ง หว่านล้อมเก่ง แต่บริหารงานไม่เก่ง”

ที่สำคัญนายพิชัยพูดชัดเจนถึงโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลว่า “ถ้ายังเป็นแบบนี้ต้องรออย่างน้อย 8 ปี อีก 2 เทอม เสียใจที่พูดอย่างนี้”

ชัดเจนว่าในสายตาของนายพิชัย นายอภิสิทธิ์ไม่อาจนำพรรคให้ประสบความสำเร็จได้

แม้หลังพาพรรคพ่ายแพ้เลือกตั้งเมื่อปี 2554 นายอภิสิทธิ์จะประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ก็ได้กลับเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคใหม่อีกครั้ง เพราะไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า

แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป เมื่อผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เริ่มมองเห็นตรงกันว่าหากยังให้พรรคอยู่ภายใต้การบริหารของแก๊งไอติมนี้ต่อไป อนาคตก็มีแต่ทรงกับทรุด

การปฏิรูปพรรคจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะถึงการเลือกตั้งใหญ่ในอีก 2 ปีกว่าข้างหน้า

และการปฏิรูปที่ดีที่สุดคือ ต้องเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคใหม่

มีรายงานจากพรรคว่า หลังเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หากผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์แพ้ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยแบบไม่ได้ลุ้น จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

วันนี้มีชื่อของนายชวน หลีกภัย ที่จะถูกดันขึ้นมารับช่วงต่อในระยะเวลาสั้นๆเพื่อรักษาบาดแผลภายใน ก่อนที่จะมีหัวหน้าพรรคคนต่อไปมารับช่วงต่อ

ชื่อของผู้บริหารคนต่อไปที่อยู่ในข่ายถูกดันขึ้นมากอบกู้พรรคมีทั้งนายกรณ์ จาติกวณิช นายศุภชัย พานิชภักดิ์

แต่ชื่อที่โดดเด่นกลับไม่มีใครเกิน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เพราะมีความพร้อมรอบด้าน ทั้งฐานะเงินทอง การศึกษา หน้าตา การพูดจา และบุคลิกท่าทางที่มีความประนีประนอมมากกว่า

แถมยังโดดเด่นในเวทีนานาชาติ เพราะเพิ่งก้าวลงจากตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน จึงได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี

นายอภิสิทธิ์เปรียบเหมือนสินค้าเก่าที่อยู่ในตลาดมาพักใหญ่ ขายไม่ได้แล้ว ถึงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์จะหาสินค้าใหม่มานำเสนอกับประชาชน

ที่สำคัญการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคใหม่จะทำให้บรรดาแก๊งไอติมที่เข้ามาเปลี่ยนสถาบันทางการเมืองให้กลายเป็นสนามเด็กเล่นหลุดวงโคจรไปด้วย

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลดีต่อพรรคประชาธิปัตย์เอง

ถึงเวลารื้อสนามเด็กเล่นให้กลับมาเป็นสถาบันทางการเมืองเสียที

http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=17768
**********************************************************************
แกงค์ไอติม พวกคุณหมดหนทางไปแล้วครับ เชิญ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ฝ่ายค้าน