"ชาไม่อยากข้าว" คือหนึ่งในนวัตกรรมทางภูมิปัญญาของหมอยาใหญ่แห่งปราจีนบุรี

กระทู้ข่าว
"ชาไม่อยากข้าว" คือหนึ่งในนวัตกรรมทางภูมิปัญญาของหมอยาใหญ่แห่งปราจีนบุรี ที่ได้มีการส่งต่อภูมิปัญญาและความรู้ให้แก่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อนำมาเผยแพร่ให้แก่ประชาชนคนไทยได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป
ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 9 นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก ทางโรงพยาบาลจะนำสูตร “ชาไม่อยากข้าว” มาเผยแพร่ให้แก่ประชาชน เนื่องจากโรคอ้วนนับเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ และเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคเรื้อรังหลายชนิดตามมา อาทิ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน เป็นต้น และสาเหตุสำคัญของโรคอ้วน ก็คือ การบริโภคอาหารมากเกินไปนั่นเอง

สูตรชาไม่อยากข้าว ทางโรงพยาบาลได้รับความรู้มาจาก หมอส่วน สีมะพริก หมอยา จ.ปราจีนบุรี ซึ่งในตำรับชา ประกอบด้วยสมุนไพร 2 ชนิด คือ หญ้าดอกขาวหรือหญ้าหมอน้อย และหอมแขก จากการสืบค้นข้อมูลพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกามีการจดสิทธิบัตรสารสกัดจากหญ้าดอกขาวในการใช้เพื่อลดความอยากอาหาร โดยทำในรูปของยาพ่นเข้าทางจมูก โรงพยาบาลก็จะเผยแพร่ทั้งในรูปชาชงและยาอบ เพราะในภูมิปัญญาดั้งเดิมมีการใช้ในรูปชาชง ส่วนการใช้ยาอบนั้นเป็นการสูดเอาไอเข้าทางจมูก ซึ่งให้ผลเหมือนกับยาพ่น

ในส่วนของสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบ คือ "หอมแขก" มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Curry leaf ที่ปัจจุบันมีงานวิจัยในต่างประเทศมากมายถึงประสิทธิภาพในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยย่อย จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับหมอยาพื้นบ้านในส่วนต่างๆ ของประเทศไทย มีการใช้หญ้าดอกขาวอดเหล้า อดบุหรี่ จนกระทั่งบริษัทในญี่ปุ่นจดสิทธิบัตรในการเป็นตัวกรองบุหรี่ เพื่อลดการติดบุหรี่ ทั้งๆ ที่เป็นภูมิปัญญาของคนไทย

นอกจากช่วยอดเหล้า อดบุหรี่แล้ว ยังมีการใช้ลดการอักเสบในโรคหลอดลม ปวดเมื่อย เบาหวาน จากประสบการณ์การใช้หญ้าดอกขาวอย่างยาวนาน หมอพื้นบ้านทุกคนต่างพูดตรงกันว่า กินยาหญ้าดอกขาวแล้วจะไม่อยากข้าว จึงไม่แปลกใจเลยว่ามีการนำความรู้นี้ไปจดสิทธิบัตร แต่รู้สึกสงสารประเทศไทยมากกว่าทั้งๆ ที่ในอดีตเรามียาดีๆ อยู่เยอะ แต่ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรไม่แพร่หลายมากนักในหมู่คนไทย แต่กลับตกไปอยู่ในมือต่างชาติ

นอกจากนี้มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้นำสมุนไพรหลายชนิดที่น่าสนใจและตอบโจทย์ของคนในยุคนี้ อย่าง คนทีสอ หรือต้นผีเสื้อ ซึ่งตอนเริ่มศึกษาสมุนไพรใหม่ๆ หมอยาบอกว่าเป็นยาของผู้หญิง เราก็ได้แต่จดไว้ พอปีนี้ได้มีการทำยานวด เลยนำเรื่องนี้มาเขียนเป็นหนังสือ เพราะคนทีสอเป็นยารสร้อน ช่วยกระจายเลือดลม ลดการปวดเมื่อย ปวดศีรษะ เป็นยาแก้เส้น แก้เอ็น สามารถนำมาทำเป็นน้ำมันนวดตัว และยาอาบแก้ปวดได้

หลังจากได้ทำการค้นหาข้อมูลในต่างประเทศ พบข้อมูลน่าสนใจมากว่า เม็ดของคนทีสอ มีฤทธิ์ในการควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมอง ที่ควบคุมการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิง จึงนำมาใช้รักษาความผิดปกติในสตรีได้ ปัจจุบันในต่างประเทศมีการจำหน่ายคนทีสอในรูปแบบแคปซูล และกล่าวอ้างสรรพคุณในการรักษาภาวะเป็นหมันในผู้หญิง (antifertility) เนื่องจากคนทีสอจะไปช่วยปรับวงรอบการตกไข่ให้เป็นปกติ และที่สำคัญยังช่วยในการบำรุง ทำให้สตรีอ่อนเยาว์กว่าวัย



บทความโดย
ดร.สุภาภาภรณ์ ปิติพร
หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
แสดงความคิดเห็น
Preview